ไม่ใช่เพราะแดงที่กำลังฮึกเหิมล่าชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา หากแต่เป็นการท้าทายอำนาจในการบังคับบัญชา หลังจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. สวนควันปืนมาว่า ไม่คิดลาพัก และจะทำงานไปจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ
แน่นอนมาถึงวันนี้ไม่มีใครคิดว่า พัชรวาท วันนี้ จะเหมือนกับ พัชรวาท วันที่ถูก สมัคร สุนทรเวช เด้งดึ๋งไปประจำสำนักนายกฯ
ไม่ใช่เพราะมีพี่ชายที่แสนดีที่ชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ของนักรบบูรพา ที่ดาหน้าก้าวขึ้นคุมกองทัพบกในยุคนี้
หากแต่เป็น พัชรวาท ที่แน่นปึ้กกับการเมืองในซีกของภูมิใจไทย นับแต่เห็นลายเซ็น รักษาการนายกรัฐมนตรี ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ให้กลับไปผงาดที่ปทุมวันอีกครั้ง
ใครต่อใครก็คงจะคิดว่านี่คือ ศึกใหญ่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์
แต่ในแง่ของประชาธิปัตย์แล้ว นี่หาใช่ศึกใหญ่ หรือศึกที่แท้จริงไม่
ตราบใดที่ส่วนเชื่อม หรือปีกที่โอบอุ้มคุ้มแดดฝนให้พี่น้องตระกูลวงษ์สุวรรณเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โอกาสที่จะก้าวไปสู่จุดแตกหัก ในยามที่ภายในพรรคยังเข้มแข็งไม่พอที่จะลงต่อกรกับพลพรรคเสื้อแดงของ "เดอะแม้ว" วันนี้ พรุ่งนี้ หรือตราบจนสิ้นปี ก็อาจจะเรียกได้ว่า ...เร็วไป !
ของจริงที่เขย่า เร้า เร่งปฏิกิริยาให้เกิดแรงบีบรัดในรัฐบาลกลับเป็นขั้วการเมืองใหม่ ที่ก่อตัวขึ้นมาจากภาคประชาชนจนกลายเป็นพรรคการเมืองนั่นต่างหาก
แรงบดบี้รายวันทำให้ อภิสิทธิ์ ต้องเผชิญหน้ากับสองพี่น้องตระกูล "วงษ์สุรรณ" ทั้งที่ยังไม่มีเรื่องเค้าลางอะไรที่ วงษ์สุวรรณผู้น้องจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการคลี่คลายคดียิงถล่ม สนธิ ลิ้มทองกุล
ร่ำลือกันว่า ถึงกับยื่นคำขาดกันเสียด้วยซ้ำไปว่าต้องจัดการภายใน 7 วัน หาไม่แล้ว ทุกแนวรบจะหันหอกดาบพุ่งเข้าหารัฐบาล
เย็นย่ำวันที่ 28 กรกฎาคม ในร้านอาหารดังย่านหลังสวน นับเป็นโอกาสอันดีในการพบปะสังสรรค์และถกปัญหาบ้านเมือง รวมทั้งแนวทางการเติบใหญ่ทางการเมือง
แม้จะถือว่าเป็นพันธมิตรแต่เมื่อให้โอกาสสะสางปัญหาแล้วความคืบหน้าในงานที่ควรจะถูกจัดเป็นลำดับแรกไม่คืบหน้า จึงจำต้องออกโรงแสดงเอง และเมื่อเลือกแนวทางนี้ หนทางที่จะเติบกล้า ก็มีทางเดียว กินพื้นที่ที่เคยเป็นของมหามิตร !
เมื่อเข้าสู่จุดนี้แล้ว มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ที่ความล้มเหลวหรือความเสียหายที่มหามิตรประสบ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฐานกำลัง ผ่องถ่ายจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง
แน่นอน กลุ่มการเมืองใหม่ย่อมเป็นหนึ่งในทางเลือก
แต่ที่เลือกนั้นหาใช่เพราะแนวทางที่คล้ายคลึงกัน แต่น่าจะเป็นเพราะการเมืองถูกแบ่งกรอบคิดด้วย "สี" ซึ่งซึมลึกในสังคมบ้านเราจนน่าวิตก
ถึงจุดนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงตกอยู่ในจุดที่เรียกว่า "วิกฤติ" โดยแท้
เพราะอยู่ในจังหวะที่ต้องเลือกระหว่างซ้ายหรือขวา ซึ่งต่างก็เป็น "มิตร" ด้วยกันทั้งสิ้น
ซ้ายก็คือปฐมบทอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ส่วนขวาก็คือจุดที่ทำให้กำเนิดรัฐบาลอภิสิทธิ์ เสร็จสิ้นสมบูรณ์
แต่ นายกฯ อภิสิทธิ์ กำลังถูกบีบให้เลือกทำลายกลุ่มหลัง และก้าวย่างที่มาถึงจุดนี้ ก็ยากที่จะแก้ไข
เพราะฝ่ายที่ถูกรุกไล่กลับหันหน้ามาเผชิญ เมื่อใกล้สัมผัสกับมุมอับ ...
นายทหารใหญ่ถึงกับส่ายหน้า "นายกฯ ใกล้ใครก็ฟังคนนั้น" เพราะรู้ดีว่าข้อเรียกร้องไม่มีทางสิ้นสุด เป้าหมายไม่ใช่แค่ พัชรวาท ไม่ใช่แค่ ประวิตร หรือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
นี่จึงเท่ากับว่า ระหว่างที่กำลังใคร่ครวญหาทางจัดการกับท่าทีที่ท้าทายของ พล.ต.อ.พัชรวาท นั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ก้นหลุมหรือแค่ปากทางสู่กับดัก !
ตามแผนการอันสุดวิเศษจากมันสมองระดับเสนาธิการ กินสามต่อเข้าฮอส สลายพลังสีเขียว สยบประชาธิปัตย์ สถาปนาอำนาจรัฐ จากนั้นเคลียร์คดีความทั้งหมด
แต่ก็ใช่ว่าเมื่อดีดลูกคิดรางแก้ว แล้วจะเป็นไปอย่างที่วาดหวังทั้งหมด
เพราะการชุมนุมของเสื้อแดงนั้นไม่อาจเลิกราไปง่ายๆ เช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อยู่ระหว่างนัดหมายว่าจะชุมนุมใหญ่อีกครั้งช่วงกลางเดือนนี้ ซึ่งจะใกล้เคียงกับวันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของเสื้อแดง 17 สิงหาคม
ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น
รู้แต่เพียงว่า บ้านเมืองกำลังเข้าสู่จุดวิกฤติ...อีกครั้ง !