ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 หมวด 4 เรื่องการรักษาราชการแทนและการปฏิบัติราชการแทน ตามมาตรา 72 ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการตำรวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บังคับบัญชาดังต่อไปนี้ สั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้นได้
(1) นายกรัฐมนตรีสำหรับตำแหน่ง ผบ.ตร.
(2) ผบ.ตร.สำหรับตำแหน่งตั้งแต่จเรตำรวจแห่งชาติ, รอง ผบ.ตร.หรือตำแหน่งเทียบเท่าลงมา
(3) ผบช.หรือตำแหน่งเทียบเท่า สำหรับตำแหน่งตั้งแต่ ผบก., พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือตำแหน่งเทียบเท่าลงมาในส่วนราชการนั้น
(4) ...ฯลฯ...
มาตรา 73 นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ อำนาจในการสั่งการอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ และการดำเนินการด้านอื่นที่ ผบ.ตร.จะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใดในกิจการของแต่ละกองบัญชาการ ให้ผู้บัญชาการแต่ละกองบัญชาการเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร.
ในการปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร.ตามวรรคหนึ่ง ผู้บัญชาการจะมอบหมายให้รองผู้บัญชาการปฏิบัติราชการแทนก็ได้ ให้ ผบ.ตร.มีหน้าที่กำกับติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตามวรรคหนึ่ง และให้มีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตามวรรคหนึ่ง ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ หรือการระงับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้อำนาจของผู้บัญชาการตามวรรคหนึ่ง ผบ.ตร.จะระงับการใช้อำนาจของผู้บัญชาการไว้เป็นการชั่วคราว และใช้อำนาจนั้นด้วยตนเองก็ได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.ต.ช.กำหนด
มาตรา 74 เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการใน สตช.อำนาจในการสั่งการอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินการอื่นใดที่ ผบ.ตร.หรือหัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงานจะพึงปฏิบัติ หรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้ ผบ.ตร.หรือหัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงาน อาจมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วย หรือผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าหน่วยงานถัดลงไปตามลำดับหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า หรือข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรในส่วนราชการหรือในหน่วยงานนั้นปฏิบัติราชการแทนได้
การมอบอำนาจตามวรรคหนึ่งให้ทำเป็นหนังสือ และให้ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่แนะนำ กำกับ และติดตามการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และในกรณีที่เห็นว่าผู้รับมอบอำนาจปฏิบัติราชการในเรื่องใดโดยไม่สมควร ให้มีอำนาจแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจนั้นได้ เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น และจะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้มอบอำนาจไว้เป็นกรณีๆ ไป
มาตรา 75 ให้ผู้รักษาราชการแทนตามมาตรา 72 มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการ หรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจและหน้าที่เป็นกรรมการ หรือมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาราชการแทน การสั่งให้รักษาราชการแทนให้มีผลนับแต่เวลาที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเข้ารับหน้าที่และให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือตำแหน่งผู้ช่วยพ้นจากความเป็นผู้รักษาราชการแทน นับแต่เวลาที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ ไม่เป็นการกระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปแล้วในระหว่างเป็นผู้รักษาราชการแทน
มาตรา 76 ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี กำหนดให้อำนาจหรือหน้าที่ใดเป็นของปลัดกระทรวง การใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวสำหรับส่วนราชการหรือหน่วยงานของ สตช.ให้ถือเป็นอำนาจและหน้าที่ของ ผบ.ตร.
กรณีนี้จึงตีความหมายได้ว่า ก่อนจะเดินทางไปปฏิบัติราชการต่างประเทศ พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องยื่นใบลาต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา จากนั้นนายกฯ จะอาศัยอำนาจตามมาตรา 72 แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทน ส่วนจะเป็นรอง ผบ.ตร.ท่านใดหรือตำแหน่งเทียบเท่าอย่างจเรตำรวจก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกฯ
นายตำรวจระดับสูงที่กำกับดูแลงานกำลังพล สตช.ให้ความเห็นว่าตามปกติแล้ว ผบ.ตร.มีอำนาจแต่งตั้งให้นายตำรวจระดับ รอง ผบ.ตร.ที่อาวุโสสูงสุดคือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ทำหน้าที่แทนชั่วคราวได้ แต่หากเกรงจะเกิดปัญหาก็มีทางออกคือให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาเลือกสรรคนที่คิดว่าเหมาะสมมาทำหน้าที่รักษาการแทน ผบ.ตร.ได้