เหตุและผล

ดูเหมือนภาพขึ้น "ขี่คอ" ของฝ่ายการเมืองต่อข้าราชการประจำแจ่มชัดขึ้นมาก กลายเป็นเรื่องปกติ

ความชาชินนี่แหละน่าห่วงที่สุด เพราะถ้าการเมืองเข้ามาล้วงลูกข้าราชการประจำผ่านการแต่งตั้งโยกย้าย "การทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง" มักตามมาเนื่องจากไม่มีข้าราชการประจำคอยคานอำนาจหรือเก็บหลักฐานความไม่ชอบมาพากลไว้

 ในอดีตข้าราชการประจำ มีส่วนเปิดโปงการทุจริตของนักการเมือง แต่ปัจจุบันฝ่ายการเมืองเรียนรู้ จึงต้องสลับสับเปลี่ยนคนของตัวเองเข้ามาปิดช่องว่างกันตัวเองเมื่อต้องลงจากอำนาจ

 ข้าราชการประจำปัจจุบันจึงตกเป็นผู้ต้องหาหลังถูกปูดโครงการ "โกงบ้านกินเมือง"

 กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คาดเดาได้ไม่ยากว่าฝ่ายการเมืองต้องการเข้ามามีบทบาท จัดคนของตัวเองลงในตำแหน่งสำคัญ เนื่องจาก "ตำรวจ" มี "ปืน" เป็นอาวุธติดตัวควบคู่กับกฎหมาย เหนือกว่าข้าราชการอื่นใด

 เรียกว่า "ล้นฟ้า" เลยก็ว่าได้ คำว่า "ล้นฟ้า" หมายถึงการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย

 พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำลังตกอยู่ในสภาวะถูกบีบจากฝ่ายการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์

  ข้ออ้างคดีลอบยิง "สนธิ ลิ้มทองกุล" เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เก้าอี้ ผบ.ตร.สั่นคลอนมาจากการจัดทำ "บัญชีแต่งตั้งโยกย้าย" ทั้งโครงสร้างใหม่ และแต่งตั้งทดแทนตำรวจเกษียณอายุราชการ

 มีความต้องการจากฝ่ายการเมืองเข้ามาจัดทัพ ตั้งแต่นายพลจนถึงชั้นประทวนใหม่ อย่าลืมว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่ได้อยู่ในอำนาจมาร่วม 10 ปี ข้าราชการประจำเกือบทุกกระทรวง ตำรวจ ทหาร ไม่มีสายอำนาจต่อเชื่อมถึงระดับสูงสุดขององค์กร บางส่วนยังเติบโตไม่ทัน

 ชัดๆ ก็ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ใกล้ชิดฝ่ายการเมืองจริงๆ ก็โตแค่ระดับผู้บัญชาการเท่านั้น สูงกว่าแทบไม่มีอยู่เลย ส่วนใหญ่ก้าวมาจากยุค "เสื้อแดง" เรืองอำนาจ

 ดังนั้นการสั่งการหรือใช้ตำรวจไปปฏิบัติภารกิจ "ลับ" จึงหาคนที่ไว้ใจได้ยาก

 เงื่อนไขและความพยายามโยก พล.ต.อ.พัชรวาท ออกจากเก้าอี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโผโยกย้ายที่ผ่านมา สตช.ไม่ได้สนองฝ่ายการเมืองอย่าง "หนำใจ" บวกกับตำรวจฝ่ายตรงข้าม ผบ.ตร.ก็อาศัยสถานการณ์ร่วมบีบ เพื่อมีส่วนจัดสรรตำแหน่งด้วย

 ความเสถียรบนเก้าอี้ผู้นำสูงสุด สตช.เลยมาพร้อมกับผลประโยชน์เท่านั้น !!