โดยเตรียมถวายฎีกาโดยตรงต่อสำนักพระราชวัง ไม่ผ่านหน่วยงานไดๆ ทั้งสิ้น รวมไปถึง "องคมนตรี" เนื่องจากไม่ไว้ใจองคมนตรีบางคน เพราะกลัวถูกตัดตอน
แต่ที่น่าสนใจคือขณะนี้เริ่มมีกลุ่มองค์กรต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและมิไม่บังควร
ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายข้าราชการ ประชาชน และแวดวงชั้นสูง รวมถึงบรรดาราชนิกุล
ที่น่าจับตาคือการออกมาเคลื่อนไหวของ "พลังสีน้ำเงิน" ภายใต้การขับเคลื่อนของ เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศตัวเป็นกองหน้าออกมาท้าชนพลังสีแดง ด้วยการรณรงค์ต่อต้านทุกรูปแบบ
ถึงขนาด ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีคำสั่งตรงไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อตั้งโต๊ะถอนรายชื่อถวายฎีกา พร้อมทั้งดึงเอาข้าราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาเป็นมือไม้ในการขับเคลื่อน
พร้อมทั้งออกแคมเปญรณรงค์ทุกรูปแบบด้วยการขึ้นคัตเอาท์ตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ นั่นเพราะพลังสีน้ำเงินเชื่อว่ามีประชาชนจำนวนมากที่ "ถูกหลอก" ให้มาร่วมลงชื่อ
เพื่อต้องการสะท้อนให้เห็นว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ "ไม่เห็นด้วย" กับการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงครั้งนี้
ขณะเดียวกันแรงต้านยังขยายวงกว้างออกไปถึงสถาบันการศึกษาอย่างที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทั้ง 26 แห่งทั่วประเทศ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ออกมาร่วมขบวนคัดค้านด้วยอีกแรง
โดยหวังว่าการกระโดดเข้าร่วมของ ทปอ.ครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยชี้นำสังคม และร่วมกันหาทางออกด้วยหลักวิชาการ ด้วยความเป็นกลาง
ล่าสุด "กลุ่มสยามสามัคคี" ซึ่งเป็นการรวมตัวของอดีตคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำโดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ได้ประกาศตัวร่วมต่อต้านด้วย
โดยเตรียมยื่นฎีกาคัดค้านการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งจะยื่นประกบทันทีหลังจากวันที่ 7 สิงหาคมนี้
เพราะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของ "นช.ทักษิณ" หวังใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือให้พ้นจากความผิดทุจริตต่อชาติ เข้าข่ายการละเมิด จาบจ้วง มีเจตนาสร้างความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นการดึงเอาสถาบันลงมาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง มีแต่จะส่งผลเสียหายต่อสถาบันและประเทศชาติอย่างร้ายแรง
พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชน และองค์กรต่างๆ ที่สนใจเข้ามาร่วมลงรายชื่อถวายฎีกาคัดค้าน ฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย
ขณะเดียวกันมีการวิเคราะห์อย่างน่าสนใจจากอดีตแกนนำ คมช.ว่าเจตนาของวันที่ 7 สิงหาคมนั้น ต้องการใช้วันเสียงปืนแตก เป็นการจุดประเด็นการประกาศสงครามรอบใหม่ของคนเสื้อแดง
มุ่งหวังให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล และสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้รัฐบาลได้ใช้อำนาจรัฐเข้าจัดการ จนนำไปสู่สงครามกลางเมือง
ถือเป็น "การปรับรูปขบวนใหม่" หลังจากได้รับบทเรียนในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด !!!
เจตนาต้องการให้สถาบันลงมา "หย่าศึก" เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าว และกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
นั่นหมายความว่า คดีความต่างๆ ที่มัดคอ "ทักษิณ" ต้องมีอันยุติ
ดังนั้นก่อนถึงวันที่ 7 สิงหาคม จึงต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวขององค์กรภาคต่างๆ ซึ่งเท่ากับว่าสงคราม "ความขัดแย้งรอบใหม่" ได้ถูกจุดชนวนขึ้นมาอีกครั้งแล้ว
สถานการณ์บ้านเมืองในรอบสัปดาห์นี้จึงเดินเข้าสู่จุดเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างก็งัดกลยุทธ์ออกมาห้ำหั่นซึ่งกันและกันอย่างถึงพริกถึงขิง
โดยเฉพาะการเกณฑ์พลังมวลชนออกมาเกทับ ซึ่งมีแนวโน้มจะนำไปสู่การ "การเข่นฆ่า" ระหว่างประชาชนคนไทยด้วยกัน
เพราะบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทย และการนองเลือดเคยเกิดขึ้นมาแล้ว จากการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นเงื่อนไขสำคัญ
ฉะนั้นสัปดาห์นี้สถานการณ์บ้านเมืองจึงเดินทางถึงจุดล่อแหลมที่สำคัญอีกครั้ง !
หากรัฐบาลไม่เตรียมรับมือ และเกิดการพลาดพลั้ง มีหวังกงล้อประวัติศาสตร์ คนไทยลุกขึ้นมาฆ่ากัน เหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 อาจหมุนเวียนกลับมาอีกครั้งก็เป็นได้
ยิ่ง "วันเสียงปืนแตก" ห่างจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลในรอบ 6 เดือน เพียงวันเดียว โดยรัฐบาลได้กำหนดวันชัดเจนแล้วว่าเป็นวันที่ 6 สิงหาคมนี้
พร้อมเป็นการเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ครบรอบ 45 ปี ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้
และ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ก็ได้เตรียมใช้โอกาสนี้ล่ารายชื่อ "ปลดนายกฯ มาร์ค" กรณีเข้ามาล้วงลูกสำนักตรวจแห่งชาติ พร้อมทั้งนัดแต่งชุดดำในวันเกิด "นายกฯ มาร์ค" รวมไปถึงวันแถลงผลงาน
เพราะเห็นว่าตลอด 6-7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีผลงานการแก้ปัญหาสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อเป็นการแสดงความเสียใจที่ประเทศไทยได้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาบริหารประเทศ และตกอยู่ภายใต้ระบอบอำมาตยาธิปไตย
จึงต้องจับตาเงื่อนไขทั้งหมดนี้ ที่อาจจะทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่จุดบอบช้ำอีกครั้ง !!
บัญชา แข็งขัน