ส่วนในความเคลื่อนไหวที่เป็นจริง ที่อยู่ได้ ขายได้ มีคนฟังยอมรับ เพลงที่เรียกตัวเองว่าลูกทุ่งเพื่อชีวิต แหล่งหลักน่าจะเป็นค่ายอาร์สยาม ที่มี หนู มิเตอร์ เป็นกัปตันทีมที่มีลายเซ็นทางดนตรีชัดเจน เนื้อหาเพลงก็น่าสนใจ นักร้องมีคุณภาพ นอกนั้นเป็นพวกค่ายเพลงเล็กๆ ที่มีผลงานเด่นเป็นชุดๆ ไป เช่น กล้วย แสตมป์, ธันวา ราศีธนู ฯลฯ ฟังแล้ว “เข้าหู” ...คืออยากติดตามผลงานของเขาต่อไป ไม่ว่าจะขนานนามว่าอะไร จะทุ่งไม่ทุ่ง เพื่อชีไม่เพื่อชี หรือเพื่อเถน-ฮา
กระแสเพลงย่อมต้องเปลี่ยนไป อย่างเพลงเพื่อชีวิต จากปี 2516 ถึงปีนี้ก็กี่ปีแล้ว ลองนับนิ้วมือดู 16-26-36-46 ก็ 36 ปีแล้ว การเปลี่ยนแปลงไปเป็นเรื่องธรรมดา
เคยคุยเรื่องนี้กับเพื่อนมิตรที่เป็นคอเพลงเพื่อชีวิตติดหนับ เห็นตรงกันว่า หัวเลี้ยวสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงไปของเพลงเพื่อชีวิตก็คือ ยุคที่หลังจากนักเพลงเพื่อชีวิตกลับออกมาจากป่า ช่วงปี 2525-2526 เพลงเพื่อชีวิตยังอยู่ในกรอบของเพลงต้องห้ามอยู่กรายๆ แต่ก็ไม่ถึงกับห้ามขาด คือไม่สะดวกที่จะไปออกบนเวทีวิทยุได้ง่ายๆ คนชอบฟังก็หาฟังไม่ได้ง่ายๆ ต้องซื้อเทปฟัง แต่แหล่งที่คอเพลงเพื่อชีวิตจะรับฟังเพลงเพื่อชีวิตได้สนิทชิดใกล้คือ ร้านเหล้า นั่นคือไฟท์บังคับว่า สูเจ้าเพลงเพื่อชีวิตต้องไปร้องกันอยู่ในร้านเท่านั้น ฟังแล้วจะร้องไห้สุดขีด กู่ตะโกนประกาศอุดมการณ์สุดขีด แล้วก็เมาฟุบหลับไป สูเจ้ามีเสรีเต็มที่ในบรรยากาศเช่นนั้น บรรยากาศที่เต็มไปด้วยหมอกควันบุหรี่ (เพราะร้านเหล้าที่มีดนตรีด้วยนั้น จะต้องปิดทึบ) บรรยากาศแห่งสุรา นารี
คุยไปคุยมา เพื่อนตั้งคำถามว่า เป็นไปได้ไหมว่า เพลงเพื่อชีวิตได้ถูกกำหนดให้ไปอยู่เฉพาะในร้านเหล้า กำหนดโดยใคร ก็โดยผู้มีอำนาจทางการเมืองที่แท้จริง อันนี้ตอบไม่ได้ แต่คาดเดาไปได้ จริงไม่จริงอีกเรื่องหนึ่ง อาจมีเสียงท้วงว่า เฮ้ย คิดมากไปเอง เป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น ก็ว่ากันไป
คิดแบบจินตนาการว่าหากเราเป็นชนชั้นปกครอง เรารู้ว่าช่วงปี 2523-2524 นักศึกษาปัญญาชนฝ่ายซ้ายทยอยออกจากป่า รวมทั้งนักเพลงเพื่อชีวิตจะออกมาอยู่ในเมือง หากเราเป็นทีมงานการเมืองของผู้มีอำนาจที่แท้จริง เราก็คงต้องเตรียมรับมือ เพราะรู้ฤทธิ์แล้วว่า บรรดาคนหนุ่มสาวเหล่านี้มีพละกำลังไม่ธรรมดา เคยผ่านการโค่นทรราชเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 มาแล้ว เคยจับอาวุธทำศึกสงครามมาหลายปี และอยู่ในวัยกำลังฮึกห้าว อายุ 25 ปี 30 ปี ทีมงานอำนาจการเมืองย่อมต้องดีไซน์ หรือออกแบบว่าจะจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไร ในเมื่อจะฆ่าทิ้งก็ไม่ได้ จับเข้าคุกก็ไม่ได้ ทำอย่างไรให้คนพวกนี้ “หมดฤทธิ์” ไปเอง
ยุคเฟื่องของเพลงเพื่อชีวิตตามผับ ตามร้านเหล้าต่างๆ ผมได้สัมผัสมาไม่น้อย (ไม่บอกก็รู้ค่ะ) ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพลงคือเพลง ไม่ถือสาว่าจะร้องที่ไหน ไอ้หนุ่มจะกอดอีสาวนมโตร้องเพลง “ปฏิวัติโค่นล้มสังคมแบบเก่า” ก็เรื่องของเขา ร้องเสร็จจะเมาอ้วกก็เรื่องของเขา เพราะเราก็เมาเหมือนกัน-ฮา
พอมาใคร่ครวญตามจินตนาการของเพื่อน ก็เอนเอียงไปเหมือนกันว่า การร้องเพลงถั่งโถมโหมแรงไฟ บนภูซาง อุดรธานี กับร้องในร้านเหล้าเคล้าควันบุหรี่ เนื้อเพลงเดียวกัน แต่วิญญาณของเพลงไม่เหมือนกัน
ในสถานที่หนึ่ง เพลงนั้นคือถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ ในอีกสถานที่หนึ่ง เป็นเพียงสุสานของวิญญาณเพลงเพื่อชีวิต- เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
วัฒน์ วรรลยางกูร