ปชป.รับทีมงานอภิสิทธิ์โพสต์ทวิตเตอร์ถึงทักษิณ

อภิสิทธิ์เมินบิ๊กเซอร์ไพร้ส์ทักษิณกษิตบอกไร้สาระ" สมชาย"แนะทักษิณเลิกผู้ใจเจ็บแล้วจะรู้คนใกล้ชิดเป็นอย่างไร "ผู้ช่วยรมว.ตป."ปัดหน้าที่ตามตัว "ทักษิณ" กลับมารับโทษไม่ใช้หน้าที่ก.ตป. ระบุสิ่งที่ทำได้เพียงแค่ประสานงานข้อมูลเท่านั้น

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่  27 ก.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกปัดที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ได้ถามผู้สื่อข่าวกลับว่า คืออะไร

 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไร แค่เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ผมไม่ยุ่งด้วยหรอก

ฉุน"ทักษิณ"เย้ยกระทรวงต่างประเทศไร้ฝีมือ

 นายกษิต ให้สัมภาษณ์กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ  ระบุว่ากระทรวงต่างประเทศไม่สามารถติดตามตัวเขากลับมาดำเนินคดีที่เมืองไทยได้ โดย นายกษิต กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ว่า กระทรวงต่างประเทศไม่มีหน้าที่ติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นหน้าที่ของตำรวจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเป็นปัญหาของสังคมไทย สื่อมวลชนต้องไปถามพ.ต.ท.ทักษิณว่า ทำไมประพฤติแบบนี้ อย่ามาถามตน ตนไม่ใช่ตำรวจ ตนไม่มีหน้าที่ในการจับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นถึงนักเรียนทุน เป็น P.H.D. (ด็อกเตอร์) เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตนแต่ปัญหาอยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ

 เมื่อถามว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดแบบนี้เหมือนเป็นการเยาะเย้ยว่า ไม่สามารถนำตัวกลับเข้ามาได้ นายกษิต กล่าวว่า “ คุณทักษิณอยากเยาะเย้ยอะไร ก็เยาะเย้ยไป ไม่สะดุ้งสะเทือน เพราะคุณทักษิณเป็นคนหนีคุก หนีตะราง แล้วจะมาเยาะเย้ย ใครจะไปสะดุ้งสะเทือนกับคนหนีคุก หนีตะราง ไม่ได้มากระเทือนซางผมหรอกครับ ต้องไปถาม พ.ต.ท.ทักษิณว่า ทำอะไรดีต่อประเทศชาติบ้าง ไม่ต้องมาถามผม ต้องไปถามคุณทักษิณว่าทำไมถึงประพฤติแบบนี้ อย่ามาถามผมเลย คุณทักษิณเป็นปัญหาของสังคมไทยส่วนหนึ่ง ” นายกษิต กล่าว

ปชป.รับทีมงานอภิสิทธิ์โพสต์ทวิตเตอร์ถึงทักษิณ
 
 ที่รัฐสภา นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมออกทีวี 100 ช่องว่า โครงการนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลทำต่อเนื่องอยู่แล้ว ส่วนการออกทีวี 100 ช่องถือเป็นการอาศัยช่องว่างในช่วงที่กฎหมายกิจการโทรคมนาคมยังค้างอยู่ที่สภา ดังนั้นหากการออกทีวีโดยไม่มีการปลุกระดมสร้างความแตกแยกก็เป็นเรื่องที่กทช.ต้องดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ถ้ามีการยั่วยุให้คนทำผิดกฎหมาย หรือพาดพิงสถาบันรัฐบาลก็จะไม่ยอมให้ใครดำเนินการโดยเด็ดขาด และยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ปิดกั้นในทีวีดังกล่าว หากเนื้อหาไม่ยุยงให้ทำผิดกฎหมาย

 นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายกฯอวยพรพ.ต.ท.ทักษิณผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ว่า จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการกระทำของคณะทำงานของนายอภิสิทธิ์ที่เป็นลักษณะอาสาสมัครที่ไม่ได้รับเงินเดือน ซึ่งเขามีเจตนาดี และได้นำคำพูดของนายกฯที่ให้สัมภาษณ์ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์เข้าไปโพสต์ และได้มีความพยายามประสานงานกับนายกฯแล้ว แต่ประสานไม่ทันทำให้ข้อความออกไปก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามเรื่องนี้อยู่

 เมื่อถามว่าวันเกิดนายอภิสิทธิ์ในวันที่ 3 ส.ค.นี้จะมีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่แบบพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ตามปกตินายอภิสิทธิ์จะใช้เวลาในการฉลองวันเกิดด้วยการไปที่บ้านกาจนาภิเษก ซึ่งเป็นที่พักของผู้ด้อยโอกาส จากนั้นในช่วงเย็นจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวไม่มีการจัดงานใหญ่โตแต่อย่างใด ส่วนปีนี้เป็นปีแรกที่ครบรอบวันเกิดในช่วงเป็นนายกฯ คิดว่านายกฯไม่น่าจะจัดงานใหญ่โต น่าจะดำเนินการเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันในสัปดาห์หน้าก็จะมีความชัดเจนในการนำเสนอผลงานรัฐบาล

เพื่อไทยรับลูกขยายผล"เล็งชูเป็น"วาระแห่งชาติ"

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นการนำเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้อย่างน่าสนใจ ควรให้การสนับสนุน ในเรื่องของการศึกษา จะทำให้เกิดการขยายตัวจากในเมืองสู่ท้องถิ่นจนถึงระดับรากหญ้า หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะง่ายมากต่อการสร้างกลไกตอบสนอง เพราะใช้งบประมาณไม่มาก โดยกำหนดหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาเป็นตัวกลางเชื่อมต่อในเรื่องของการศึกษา โดยทำเป็นวาระแห่งชาติได้เลย

ผบ.สส. ชี้โพลล์ยืนยันไม่ได้คนรัก“ทักษิณ”มากกว่า“อภิสิทธิ์”

  ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำบิ๊กเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดทีวี 3 ช่องให้กับประเทศไทย เพื่อช่วยคนไทยในเรื่องการศึกษา โอท็อบ และความยากจน ว่า ไม่ทราบ ไม่เห็นมีอะไรเซอร์ไพรส์ ซึ่งขณะนี้ตนยังไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เห็นแต่ข่าวสาร

 เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรกลับมารับโทษก่อนที่จะขออภัยโทษหรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมายไม่ใช่ควรจะ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย ตนตอบไปเดี๋ยวจะหาว่าทหารเป็นอย่างนั่นอย่างนี้อีก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่กองทัพจะดำเนินการ

 เมื่อถามถึงกรณีที่ผลสำรวจจากสวนดุสิตโพระบุว่า คะแนนนิยมในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ สูงกว่า นายอภิสิทธิ์ นั้น พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า เอาอะไรมาเป็นตัวชี้วัด ทั้งนี้ผลโพลล คือการสุ่มตัวอย่าง ตนเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะยืนยันได้ 100 % ถ้าไปสุ่มในอีกพื้นที่หนึ่งโพลอาจเปลี่ยนไปก็ได้ แต่ตนไม่ได้บอกว่า ผลโพลผิด ประชาชนมี 60ล้าน ถ้าทำสำรวจ2 ล้านคน หรือ 10 ล้านคนก็จะชัดเห็นชัดเจนมากขึ้น แต่ถ้าแค่ 5 คนจะเห็นน้อยลง เมื่อถามว่า โพลที่ออกมาจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า ไม่ทราบแต่คิดว่ารัฐบาลก็ทำงานของรัฐบาลต่อไป บริหารประเทศให้ประชาชนมีความสุข ไม่เห็นมีอะไรมาเกี่ยวข้อง แต่ตนไม่ทราบว่าจะส่งผลกระทบอะไรหรือไม่


"สมชาย"แนะทักษิณเลิกผู้ใจเจ็บแล้วจะรู้คนใกล้ชิดเป็นอย่างไร

 นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า คงไม่มีผลอะไร แต่อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณคิดให้ดี เนื่องจากเป็นคนเก่งมาก ประสบความสำเร็จทั้งการเป็นนักธุรกิจและความเป็นนักการเมือง แต่คนเราพลาดกันได้ วันนี้อายุครบ 60 ปี ถือว่าเกษียณแล้ว และมีวุฒิภาวะมากที่สุด น่าจะรู้ดีว่าการโฟนอินจะทำให้สถานการณ์การเมืองในประเทศตกอยู่ในความตึงเครียดต่อไป อายุขนาดนี้น่าจะอยู่อย่างสบาย ตนทราบจากคนในว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องมีการปรับเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน ต้องปรับเวลาอยู่เวลากินให้เข้ากับเวลาในเมืองไทย จะได้โฟนอินเข้ามาได้

 "อยากให้ท่านใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่ผูกใจเจ็บ อาฆาต ต้องละวางทุกอย่าง และต้องฉุกคิดได้ว่าคนรอบช้างต้องการอะไรกันแน่ เท่าที่วิเคราะห์เห็นว่าคนรอบข้างคงต้องการอำนาจและเงิน การที่มีการเคลื่อนไหวในประเทศ เพื่อต้องการนำใบเสร็จไปเบิกเงิน" นายสมชาย กล่าวและว่า

 พ.ต.ท.ทักษิณอยากอยู่อย่างสงบและใช้ชีวิตในต่างประเทศ ต้องไม่เคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลาอยากจะกลับเมืองไทย ก็ให้กลับมาสู้คดี ซึ่งตนเชื่อว่าระดับพ.ต.ท.ทักษิณจะสามารถหามือกฎหมายดีๆ มาเป็นทนายต่อสู้คดีได้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม หากจะทำแบบเดิมคงปลุกกระแสอะไรไม่ได้ แต่ยอมรับว่ามีคนกลุ่มหนึ่งยังคงศรัทธาและเชื่อมั่นท่าน คงไปห้ามไม่ได้ ถึงไม่มีผลต่อการเมือง แต่คงทำให้ระส่ำเป็นระยะ

 เมื่อถามถึงบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่จะเปิดทีวี 100 ช่องไปทั่วโลก ขายสินค้าโอท็อป เป็นแค่กลยุทธ์ทางการเมืองหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า คิดว่าเป็นอย่างนั้น คงใช้ช่องทางสื่อ ยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เชื่อว่าทำได้เพราะเคยทำด้านสื่อสารมาก่อนและมีเงิน หากจะทำสถานีโทรทัศน์ 1 ช่อง ต้องใช้เงิน 5 ล้านบาทต่อเดือน ทำ 100 ช่อง ต้องใช้ 500 ล้านบาท ตกปีละ 6 พันล้านบาท ไม่กระทบกระเป๋าตัวเองอยู่แล้ว แต่การเปิดสถานีหากทำเพื่อประโยชน์บ้านเมืองก็สนับสนุน แต่หากเปิดแล้วมีเนื้อหากระทบสถาบัน จะถือว่าเป็นภัยความมั่นคง รัฐบาลต้องดำเนินการ

 ขณะที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ กล่าวถึงกรณีอธิบดีอัยการต่างประเทศต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ชัดเจนเพื่อจะได้ติดตามตัว ว่า กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้เป็นผู้ที่ติดตามพ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง จริงๆ แล้วบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานก็ชัดเจน ทางตำรวจเองในฐานะเป็นผู้ต้องดำเนินการตรวจสอบและทางอัยการเองเป็นผู้ออกหมายจับ

 ทางกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ประสานงาน เราไม่มีหน้าที่ต้องติดตามคุณทักษิณว่าอยู่ที่ไหน ยกเว้นทางหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นอัยการสูงสุดหรือตำรวจให้เราช่วยประสานงานในการส่งข้อมูลหรือหมายจับ โดยการแปลเป็นภาษาอังกฤษและส่งไปให้ประเทศต่างๆ ที่เรามีสัมพันธ์ทางการทูตอยู่ ทั้งสถานทูตและกงศุลใหญ่ทั่วโลก ดังนั้น ถ้าเรามีข้อมูลว่าอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ไหนและท่านเป็นบุคคลที่มีหมายจับตามอยู่ ก็จะแจ้งไปตามหน่วยงาน ซึ่งหลายครั้งที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการ โดยเฉพาะในช่วงที่มีสถานการณ์ที่ไม่ปกติ มีการยุยงให้เกิดการจราจลในประเทศ หน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ตามที่ขอมา

 นายพนิช กล่าวว่า ล่าสุดที่พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้ามามีข้อมูลว่าท่านได้บินออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปแล้ว อันนี้เราก็มีการตรวจสอบไปหลายประเทศที่ท่านเคยเดินทางไป แต่ก็ยังไม่เจอหลักฐานว่าท่านได้ออกไปอยู่ในประเทศไหน

 “ เราสามารถตรวจสอบได้ แต่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าท่านโฟนอินมาจากที่ไหน เพราะเหมือนท่านอยู่ในห้องส่งหรือห้องใดห้องหนึ่ง แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือประเทศที่ได้มีการไปพูดคุยและทราบในเบื้องต้นหรือทราบจากข่าวว่าท่านได้ไปพักอาศัยอยู่ ก็ได้ประสานงานไปชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่เรากำลังพูดถึง ก็พูดกันชัดเจนเมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีของประเทศนั้น บอกว่า จะเชิญคุณทักษิณเข้ามา ถ้าเกิดมีการขับเคลื่อนทางการเมืองและจะให้เซ็นต์เอกสารว่า เมื่อไหร่ท่านขับเคลื่อนทางการเมือง ท่านก็จะไม่สามารถใช้ประเทศนี้เป็นฐานในการพักพิงได้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล ” นายพนิช กล่าว

 เมื่อถามว่าเนื้อหาในการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนไหนที่เป็นการโจมตีประเทศไทยหรือไม่ นายพนิช กล่าวว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไว้แล้วว่าการที่จะมาแสดงออกเรื่องงานเลี้ยงวันเกิดท่านสามารถที่จะทำได้ แต่เมื่อไหร่ที่ท่านมีการยุยงให้เกิดความแตกแยก ยุยงให้เกิดปัญหากับตัวรัฐบาลหรือตัวสถาบันอันนี้เราก็คงจะต้องดำเนินการไม่ว่าจะเป็นทางการทูตหรือทางต่างๆ

 “ แต่เท่าที่ดูเมื่อวานนี้ ผมคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่คงจะแยกออกว่าสิ่งที่ท่านพยายามทำคืออะไร และสิ่งที่รัฐบาลทำคือพยายามแก้ไขปัญหาที่มันมีความสำคัญมากกว่าสิ่งที่ท่านพยายามที่จะทำเมื่อวานนี้ ” ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศกล่าว 

 เมื่อถามว่าหวั่นหรือไม่ว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งที่มีการบอกว่าจะมีการเปิดทีวีช่องการศึกษาช่องแก้จนจนและโอท็อป จะกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายพนิชกล่าวว่า ไม่ ท่านก็สามารถทำได้ และประชาชนได้ประโยชน์ ผมคิดว่าทางรัฐบาลเองก็อยากจะบอกเลยว่าถ้าใครสามารถช่วยได้ ไม่ใช่เฉพาะคุณทักษิณ มันก็มีคนอื่นที่เขาทำอยู่แล้ว มีมูลนิธิต่างๆ ที่เขาช่วยอยู่แล้ว แต่อันนี้ก็อาจจะต้องดูว่าท่านทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าตอนนี้ ท่านเองก็ยังมีปัญหาในตัวของท่านเองอยู่ ซึ่งสิ่งที่เราอยากให้เมื่อถามว่าดำเนินการก็คือ กลับประเทศและสู้คดีให้จบก่อน อันนี้คือเรื่องที่สำคัญมาก ก่อนที่ท่านจะดำเนินการอย่างอื่น ท่านควรจะต้องกลับมาดำเนินการในเรื่องคดีของท่านก่อน
 
 ข้อถามว่ายูเออี ต้องการให้ทางการไทยส่งตัวนายไมเคิล ไบรอัน สมิท นักธุรกิจชาวอังกฤษ ผู้ต้องหากระทำความผิดช่อโกง บริษัทในนครดูไบนั้นเราสามารถทำข้อตกลงลงได้หรือไม่ นายพนิช กล่าวว่า สามารถทำได้ ตอนนี้ดำเนินการอยู่ แม้กระทั่งสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับยูเออี ยังไม่เรียบร้อย แต่ก็มีกรณีที่เราสามารถทำการแลกเปลี่ยนตัวได้ ในอดีตประเทศไทยก็เคยส่งนักโทษก่อคดีแล้ว ส่งไปให้ทางประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเป็นการแลกเปลี่ยนตัว

 ข้อถามว่ากรณีพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ยูเออี จะสามารถดำเนินการขอแลกเปลี่ยนตัวได้หรือไม่ นายพนิช กล่าวว่า สามารถทำได้ ซึ่งสองประเทศมีการประสานกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เป็นเรื่องกฎหมายและอัยการของยูเออีว่า จะดำเนินการอย่างไร ประเทศไทยส่งหมายไปแล้ว สิ่งสำคัญทางรัฐบาลยูเออีต้องพิจารณา กรณี พ.ต.ท.ทักษิณจะต่างกันนิดหนึ่ง ที่ออกหมายเป็นคดีทางด้านผลประโยชน์ทับซ้อนหรือคอรัปชั่น ที่ผ่านมามี 2 กรณี ในอดีตเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ส่งตัวกลับไปแล้วแต่ โดยปัจจุบันมีอีกกรณีหนึ่งที่ยังค้างอยู่ อยู่ในกระบวนการที่ดำเนินการอยู่ ยังอยู่ในประเทศไทย เป็นนักธุรกิจชาวไอริช ได้มีการยักยอกทรัพย์สิน เราได้รับการประสานงานจากรัฐบาลยูเออีให้ส่งตัวเขากลับและมีหน้าที่ดูแลให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายว่าจะส่งไปได้ในลักษณะไหน จะแลกเปลี่ยนกันโดยตรงหรือไม่เพราะทางเขาเอง ก็มีอัยการ

 เมื่อถามว่านับตั้งแต่ทางการยูเออียืนยันว่าไม่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ในประเทศ จนกระทั่งล่าสุดอดีตนายกฯ ระบุว่าอยู่ในดูไบแล้วทางการดูไบยังยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยู่ในประเทศหรือไม่ นายพนิช กล่าวว่า ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักอยู่แล้ว แต่ตามที่ทางยูเออีตรวจสอบ เขาตรวจสอบตามพาสปอร์ตไทย ที่สะกดตามที่พาสปอร์ตไทยสะกดเอาไว้ แต่ท่านสามารถที่จะเปลี่ยนชื่อได้และใช้พาสปอร์ตของประเทศอื่นได้ ดังนั้นการตรวจสอบอาจจะไม่ตรงกับชื่อที่เราเคยแจ้งไว้ในพาสปอร์ตไทย

 “แต่ผมก็ต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่า ทางรัฐบาลยูเออี ก็ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยเป็นอย่างดีมาก และผมก็ได้มีโอกาสได้เจอ ท่านรัฐมนตรีและตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูง ของรัฐบาลยูเออีหลายครั้ง และเขาก็พูดชัดเจน ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปหาเขาด้วยซ้ำ เขาเดินมาหาผมแล้วว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครมาขับเคลื่อนทางการเมือง โจมตีมาที่ประเทศไทยแน่นอนหรือประเทศไทยก็แล้วแต่ ฉะนั้นความร่วมมือมีสูง แต่อย่างที่เรียนคือว่าถ้าเกิดท่านอยู่ที่นั่นโดยที่มีหมายจับ แต่ทางอัยการของเขากำลังดำเนินการอยู่ ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด ท่านก็อาจจะสามารถพักพิงได้ แต่เมื่อไหร่ที่มีการดำเนินการขับเคลื่อนทางการเมืองและโจมตีประเทศไทย ผมเชื่อว่าทางรัฐบาลยูเออีเขาก็ต้องมีมาตรการที่ทำให้ท่านไม่สามารถที่จะอยู่ในประเทศยูเออีได้ เหมือนอย่างที่เคยทำเมื่อวันที่ 20 เดือนเมษาที่ผ่านมา ก็ได้มีการขอให้ท่านเดินทางออกนอกประเทศ และท่านก็ได้เดินทางออกไปและล่าสุดก็ได้มีการพูดชัดเจนว่าจะเชิญท่านมา เพื่อพูดคุยกับท่านอีกครั้งหนึ่งและถ้าจำเป็นจริงๆ ก็จะให้ท่านลงนามในเอกสารเพื่อให้ท่านไม่ขับเคลื่อนทางการเมือง แต่ที่ผ่านมา ก็ต้องเรียนว่าท่านก็ยังไม่ได้ขับเคลื่อนอะไรที่มาโจมตีทำร้ายประเทศไทยถึงขนาดที่ว่าเขาเองจะต้องดำเนินการเชิญท่านออกจากประเทศยูเออี แต่เมื่อไหร่ที่มีกรณีนี้เกิดขึ้น ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าจะมีหรือไม่มี อันนี้ผมคิดว่าทางรัฐบาลยูเออี ก็คงจะไม่ยอมให้ท่านขับเคลื่อนแน่นอน

 เมื่อถามว่าเงื่อนไขความผิดเรื่องคอรัปชั่นอาจไม่ใช่เหตุสำคัญในการส่งตัวกลับเหมือนเงื่อนไขการใช้ประเทศดังกล่าวโจมตีประเทศไทยหรือไม่ นายพนิช กล่าวว่า ถ้ามองแบบตรงๆ นะครับ คดีทางคอรัปชั่นเป็นคดีที่สำคัญแต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นคดีที่รัฐบาลหลายๆรัฐบาล ให้ความสำคัญเท่ากับการยุยงปลุกปั่นให้เกิดการจลาจลแน่นอน หรือเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องการทำร้ายหรือการฆาตกรรมซึ่งผมคิดว่าอันนั้นอาจจะใหญ่กว่า ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือทางอัยการของแต่ละประเทศ เขาก็คงมีมาตรฐานในการดำเนินการว่าคดีระดับไหน คดีประเภทไหน เป็นคดีที่รุนแรงและเกิดความเสียหายต่อประเทศ