ฝันกลางฤดูฝน

วันก่อนผมอ่านในหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" เรื่องการเสวนาในหัวข้อ “ความรุนแรงในละครโทรทัศน์ทางฟรีทีวี” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จากการบรรยายของ คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการวิชาการกลุ่มงานโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะทางสังคม มีเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

 คุณธาม กล่าวว่า ในปี 2551 มีละครที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ รวม 113 เรื่อง 80 เปอร์เซ็นต์ของละครไทย อยู่ในเรต น.13 และ 18 คือ "เนื้อหามีความรุนแรง" เป็นเรื่องทางเพศหรือมีการใช้ภาษาที่หยาบคาย โดยมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เป็นเรต ท. คือ "ดูได้ทั่วไป"

 ทั้งนี้ ละคร 110 เรื่อง มีปมขัดแย้งนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งบางเรื่องมีมากกว่า 1 รูปแบบ สำหรับปมขัดแย้งที่มีมากที่สุดคือเรื่องความรัก คิดเป็น 36 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงต่างๆ อาทิ ฆาตกรรม ทำร้ายร่างกาย ดูถูกเหยียดหยาม กักขัง ข่มขืน การวางแผนฆ่า การทำความรุนแรงต่อร่างกาย จิตใจ และทางเพศ ด้วยวิธีการต่างๆ เป็นต้น

 ละครโทรทัศน์ของไทย ในปี 2551 มีเพียง 10 เรื่อง ที่มีแก่นเรื่องที่ดี แต่ถึงกระนั้นวิธีในการนำเสนอก็ยังใช้ความรุนแรงมากเกินไป ทั้งนี้มีสูตรยอดนิยมที่วนเวียนใช้กันเป็นประจำอยู่ 10 สูตร เช่น เข้าใจผิด แก้แค้น ทาสสวาท แล้วเราก็รักกัน เธอทำฉันเจ็บ ต้องเจ็บกว่า 10 เท่า เป็นต้น ซึ่งละครที่ออกอากาศในช่วงหลังข่าว หรือช่วงหัวค่ำ ก็มีพฤติกรรมที่รุนแรงใกล้เคียงกัน

 รวมถึงละครที่นำมาออกอากาศซ้ำในช่วงบ่ายด้วย...

 ที่นำเรื่องนี้มาเล่า เพราะนอกจากมีประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องละครโทรทัศน์ไทยแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับวิตกจริตของสังคมไทยปัจจุบัน เรื่องที่คนไทยรุ่นใหม่เห่อวัฒนธรรมเกาหลีใต้ จนเป็นห่วงว่าวัยรุ่นไทยจะดูหนังดูละครฟังเพลงเกาหลี และคลั่งดาราเกาหลีไปกันหมด ซึ่งผมคิดว่าคำบรรยายของ "คุณธาม" ที่ผมยกมานี้ คงพอจะทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า เหตุใดละครเกาหลีถึงได้รับความนิยมอย่างมากในบ้านเรา นี่พูดกันเฉพาะเนื้อหาเท่านั้นนะครับ ยังไม่รวมถึงบทละคร บทพูด การแสดง ฉาก และองค์ประกอบอื่นๆ

 สิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่ดูละครเกาหลี ละครญี่ปุ่น หรือละครจีน ที่มีเนื้อหาสาระดีๆ คนไทยจะสามารถดูได้ด้วยความชื่นชมโสมนัส แต่เมื่อใดที่เป็นละครไทยซึ่งบังเอิญมีเนื้อหาสาระเข้าหน่อย ก็จะมีเสียงบ่นว่าเครียดไป หรือหนักไป แล้วก็หันไปดูละครที่ไม่ต้องคิดไม่ต้องเครียด หรือเรื่องที่มีเนื้อหารุนแรงหยาบคายกันต่อไปตามเดิม

 ดังนั้นแล้ว สิ่งที่น่าห่วงกว่าการที่วัยรุ่นไทยจะคลั่งวัฒนธรรมเกาหลี ก็คือการที่คนไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนกลายเป็นคนที่นิยมความรุนแรง ขาดวิสัยทัศน์ ขาดความคิดที่เป็นตรรกะ รวมทั้งนิยมการละเมิดกฎหมายและศีลธรรม ตามอิทธิพลที่ได้รับจากละครโทรทัศน์ไทย

 และสิ่งที่ควรทำมากกว่าการสกัดกั้นวัฒนธรรมเกาหลี ก็คือการทำให้วัฒนธรรมไทยมีความเข้มแข็ง และหาทางให้ผู้สร้างละครและสถานีโทรทัศน์นึกถึงเยาวชนและอนาคตของประเทศชาติ มากกว่าการแข่งขันทางธุรกิจและผลประโยชน์ทางการค้า

 ข้อคิดของผมวันนี้ถ้าเป็นละคร เผลอๆ ก็คงถูกจัดเข้าเรต ฝ. คือ "ฝันกลางฤดูฝน"