แม้ทางการจีนจะอ้างว่าเป็นเพราะการโฟนอิน (แนวนี้กำลังฮิต) ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจากนอกประเทศ จึงปลุกเร้าชาวมุสลิมอุยกูร์ให้เข้าทำร้ายชาวจีนฮั่น แต่รัฐบาลปักกิ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของผู้ก่อการร้ายเท่านั้น แต่รวมถึงแนวร่วมชาวบ้านที่ไม่พอใจรัฐบาลจีนเองด้วย เรียกว่างานนี้มาแนวเดียวกับกรณีทิเบต ก่อนกีฬาโอลิมปิกเมื่อปีกลายเลย ดังนั้นการเผชิญกับความท้าทายเช่นนี้ยิ่งลำบากเป็นทวีคูณ
นับตั้งแต่อดีต จีนให้ความสำคัญต่อพื้นที่ด้านตะวันตกของประเทศที่มีทุกอย่างแตกต่างจากเขตจงหยวน ไม่ใช่แค่การเป็นประตูสู่ความมั่งคั่งของเส้นทางสายไหม แต่เป็นกำแพงแห่งความมั่นคงของทั้งประเทศด้วย ทำให้จีนยุคราชวงศ์ต้องส่งขุนพลบ้าง นักการทูตบ้าง พระบ้าง ทั้งปราบปราม ทั้งเกลี้ยกล่อม ทั้งเผยแผ่อารยธรรม แต่ภูมิภาคซินเจียงในวันโน้นก็ยังไม่จำนนต่อจีนอย่างสมบูรณ์ หลักยึดสำคัญนอกจากเชื้อสายและศาสนาแล้ว คือความภูมิใจในประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของชาวอุยกูร์นั่นเอง
ในยุคคอมมิวนิสต์ จีนได้ใช้ยุทธศาสตร์ด้านประชากรที่ประสบผลสำเร็จมาก คือทุ่มงบประมาณจูงใจคนจีนฮั่นที่มีมหาศาลเข้าไปครอบครองพื้นที่ที่กว้างใหญ่ของซินเจียง ผลคือสามารถดึงสัดส่วนจีนฮั่นจาก 1 ต่อ 10 เป็นก้ำกึ่งกับชาวอุยกูร์กันได้ในวันนี้ แต่การส่งเสริมแต่จีนฮั่นเช่นนี้ทำให้ชนพื้นเมืองไม่พอใจ เพราะทำให้พวกเขาแข่งขันกับคนจีนฮั่นไม่ได้ในทุกด้าน จนทำให้เกิดความขัดแย้งจนถึงทุกวันนี้ และแน่นอนว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนก็ต้องเกิดขึ้น ผสานด้วยแนวร่วมอย่างชาวอุยกูร์โพ้นทะเล และพี่น้องสาแหรกเดียวกันคือชาวเติร์กในตุรกี การระดมตอบโต้จีนจึงเกิดขึ้น แต่เพิ่งจะหนักหนาสาหัสในยุคที่อะไรๆ ก็เจริญขึ้นแล้วเวลานี้ เช่น เมื่อปีกลายก่อนกีฬาโอลิมปิก พวกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียงก็พยายามก่อเหตุร้ายมาทีนึงแล้ว
ดูเหมือนว่าจีนให้น้ำหนักกับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้วยกำลัง เช่น ร่วมกับชาติเอเชียกลางจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือซ่างไห่เพื่อสกัดกั้นกลุ่มหัวรุนแรง และล่าสุดก็ใช้กำลังในการปราบปรามผู้ประท้วง แต่ความรุนแรงของปัญหาจะต้องมากกว่านี้แน่ ถ้ายังไม่แก้ไขปัญหาพื้นฐานที่ความเจริญในพื้นที่ยังกระจุกตัวอยู่กับชาวจีนฮั่น แถมยังอาจเจอกับชาตินิยมจีนฮั่นเองที่อาจเล่นงานตอบโต้ชาวมุสลิมอีกด้วย
เรือรบ เมืองมั่น
www.ruarob.blogspot.com (แทน)