ครึ่งชั่วโมงขายเกลี้ยงพันธบัตร"ไทยเข้มแข็ง"

ผู้สูงวัยแห่จองซื้อพันธบัตร "ไทยเข้มแข็ง" คึกคักทั่วประเทศ ขายเกลี้ยงภายในครึ่งชั่วโมง คลังดึงโควตารอบสุดท้ายโปะรวม 3 หมื่นล้าน มีผู้ซื้อ 4 หมื่นคน เฉลี่ยรายละ 7-8 แสนบาท เล็งนำที่เหลืออีก 5 พันล้านในรอบ 3 รวมกับรอบ 2 ขาย 15 ก.ค.นี้อีก 1.5 หมื่นล้าน คาดออกเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านช่วง ส.ค.-ก.ย. ขณะที่ "เพื่อไทย" ชี้คนซื้อพันธบัตรมากเป็นสัญญาณเงินฝืด

การเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งวันแรก เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ผ่านสาขาธนาคารพาณิชย์ 7 แห่งทั่วประเทศ ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก โดยบางสาขาของธนาคารพาณิชย์ที่เปิดจำหน่ายมีผู้สูงอายุไปเข้าคิวรอตั้งแต่เวลา 01.30 น. ทำให้การจำหน่ายหมดภายในชั่วโมงแรกหลังเปิดทำการ จนกระทรวงการคลังต้องเพิ่มวงเงินอีก 1.5 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่จะจำหน่าย 1.5 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารที่ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว เช่น ธนาคารกรุงไทย หมดภายใน 2 นาทีแรก ธนาคารทหารไทย หมดภายใน 5 นาทีแรก

 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า เมื่อเวลา 10.45 น. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงผลการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งว่า มีกระแสตอบรับจากผู้สูงอายุเกินคาด ทำให้กระทรวงการคลังตัดสินใจขยายวงเงินจำหน่ายจาก 1.5 หมื่นล้านบาทเป็น 3 หมื่นล้านบาท โดยนำสัดส่วนของพันธบัตรลอตที่ 3 ที่จะจำหน่ายเป็นการทั่วไป และไม่จำกัดวงเงินที่กำหนดไว้เดิม 2 หมื่นล้านบาท มาจำหน่าย 1.5 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่ามีผู้สนใจจองซื้อหมดภายในเวลาอันรวดเร็วประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากธนาคารเปิดทำการเท่านั้น แต่อาจมีบางสาขาย่อยที่เปิดตามห้างสรรพสินค้าที่เปิดในเวลา 10 .00 น. จึงต้องรอข้อมูลก่อนจะลงมาชี้แจงผลให้ทราบ

 ทั้งนี้พบว่ามีผู้สูงอายุสนใจจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งครั้งนี้รวมกว่า 4 หมื่นคนทั่วประเทศ เฉลี่ยซื้อรายละประมาณ 7-8 แสนบาท ถือว่ามากกว่าสถิติที่เคยมี เพราะทุกครั้งที่กระทรวงการคลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ จะมีผู้สนใจจองซื้อประมาณ 7,000-8,000 ราย ครั้งนี้จึงถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย

 “การเพิ่มวงเงินอีก 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่งตัดสินใจและแจ้งให้แบงก์ทราบเมื่อเวลา 08.30 น. เพราะประเมินไว้แล้วว่าจะมีความต้องการเข้ามามาก แต่ที่ไม่ตัดสินใจก่อน เพราะเกรงว่าแบงก์จะกันวงเงินไว้ให้ลูกค้า ทำให้ผู้มาเข้าคิวตั้งเวลา 01.00-02.00 น. ผิดหวัง จึงเป็นการลดความเสี่ยงไม่ให้แบงก์ขายล่วงหน้า โดยเป็นการเพิ่มให้แต่ละแบงก์ตามโควตาเดิมอีกเท่าตัว ซึ่งคนที่ผิดหวังครั้งนี้ก็สามารถจองซื้อได้อีกครั้งในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ที่เปิดขายให้ทั้งผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไป” นายกรณ์ กล่าว

 นายกรณ์ กล่าวอีกว่า เท่าที่ได้รับรายงานไม่พบว่าแบงก์มีการล็อกไว้ให้ลูกค้าหรือมีการซื้อเบิ้ลมากกว่า 1 ล้าน เพราะให้สิทธิ์ 1 คนต่อ 1 คิวเท่านั้น และหากเป็นการมอบอำนาจไปก็ต้องใช้บัตรประชาชนของผู้สูงอายุด้วย แต่หากมีการร้องเรียนก็ต้องเข้าไปตรวจสอบ

 สำหรับการเปิดจำหน่ายรอบ 2 วันที่ 15 กรกฎาคม วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ยังเปิดจำหน่ายไปตามปกติ และจะรอดูความต้องการซื้อพันธบัตรอีกครั้งหากมีผู้สนใจมากเกินวงเงินอาจนำส่วนที่เหลืออีก 5,000 ล้านบาท ในรอบ 3 มาจำหน่ายพร้อมกัน ส่วนจะพิจารณาเพิ่มวงเงินอีกหรือไม่ คงต้องรอประเมินสถานการณ์ในการขายรอบ 2 ก่อน ขณะนี้มีวงเงินเบื้องต้นไว้ในใจแล้ว ส่วนอัตราดอกเบี้ยคงต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งอาจแตกต่างจากครั้งนี้ที่อยู่ในระดับเฉลี่ย 4% ต่อปี 

 อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวระบุว่าอาจมีการเพิ่มวงเงินจำหน่ายพันธบัตรอีก 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 นายกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าได้กดบัตรคิวจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งตั้งแต่คนแรกแต่แบงก์กลับบอกว่าจำหน่ายหมดแล้วว่า คงต้องไปตรวจสอบก่อน แต่อาจจะเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการป้อนข้อมูลคำสั่งซื้อของพนักงานแต่ละสาขา เพราะทราบว่าแบงก์ส่วนใหญ่ใช้วิธีป้อนข้อมูลเข้าสู่ส่วนกลาง ในการจำหน่ายครั้งหน้าจึงอยากให้แต่ละแบงก์กำหนดสัดส่วนโควตาแต่ละสาขาให้ชัดเจน โดยอาจกำหนดวงเงินพันธบัตรจากเงินฝากของแต่ละสาขาก็ได้ เพื่อให้ประชาชนที่ไปรอเข้าคิวแรกสามารถจองซื้อได้แน่นอน

 นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาต่ออายุ 5 มาตรการ 6 เดือน ที่ใช้มา 5 เดือนและจะสิ้นสุดปลายเดือนกรกฎาคมนี้ โดยจะคงมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนในส่วนของการใช้น้ำฟรี ไฟฟรี รถเมล์และรถไฟฟรี ส่วนมาตรการอื่นๆ และรายละเอียดของมาตรการนั้น ขอให้ที่ประชุมได้พิจารณาและตัดสินใจก่อน แต่ยืนยันว่าจะเป็นข่าวดีของพี่น้องประชาชนแน่นอน

 นายจักรกฤษฎิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งพันธบัตรจำหน่ายหมดตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกของการเปิดจำหน่าย และมีปัญหาร้องเรียนเข้ามาเพียง 2 รายเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องของความเร็วในการคีย์ข้อมูล เนื่องจากทราบว่า 5 แบงก์ใช้วิธีการคีย์ข้อมูลเข้ามาส่วนกลางไม่ได้กันวงเงินให้ตามสาขาเหมือนธนาคารกสิกรไทย และไทยพาณิชย์ ที่จัดสรรไปตามสาขา

 ส่วนการจะเพิ่มวงเงินหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่อาจจะไม่ใช่ช่วงนี้ เพราะรัฐบาลยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุน คาดว่าน่าจะเป็นช่วงหลังเดือนสิงหาคม-กันยายน ที่เม็ดเงินจากโครงการไทยเข้มแข็งจะเริ่มทยอยเบิกจ่ายออกไป สำหรับอัตราดอกเบี้ยในลอตหน้าไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ 4% เท่าครั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดในช่วงนั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยระดับ 4% นั้นไม่ถือว่าสูงจนเกินไป ที่บวกเพิ่มให้ 0.50% นั้นคิดเป็นดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมาเพียง 150 ล้านบาท จากวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ที่จำหน่ายไปเท่านั้น

 จากการสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทย สาขารามอินทรา พนักงานแจ้งว่า ขายพันธบัตรออมทรัพย์หมดทันทีตั้งแต่ธนาคารเปิดทำการ โดยมีลูกค้าได้สิทธิ์ซื้อไปเพียง 6 คน วงเงิน 1 ล้านบาท 4 คน และ 9 แสนบาท 1 คน ที่เหลือซื้อได้เพียง 1 แสนบาท ซึ่งมีลูกค้าบางคนมารอตั้งแต่ตี 2 เพราะบ้านอยู่ใกล้ แต่แบงก์เริ่มกดบัตรคิวตอน 07.00 น. หลังจากแบงก์เปิดพบว่ายังมีผู้มาติดต่ออีกแต่ต้องพบความผิดหวังกลับไปเมื่อได้รับแจ้งว่าหมดแล้ว ซึ่งบางคนบอกว่าจะมาอีกครั้งวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ และให้ความเห็นว่าวงเงินที่เปิดขายน้อยเกินไป

 จากการพูดคุยกับหญิงวัยเกษียณที่เดินทางมาซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขารามอินทรา กล่าวว่า มาถึงเมื่อเวลา 08.45 น. แต่ไม่ทันเนื่องจากแบงก์แจ้งว่าจำหน่ายหมดแล้ว แต่ก็จะลองไปสอบถามยังธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นต่อไป เพราะทราบว่ามีการจัดสรรให้หลายแบงก์ รวมทั้งจะไปสอบถามในสาขาแบงก์ในห้างสรรพสินค้าด้วย แต่ก็คิดว่าการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงอยากให้รัฐบาลนำออกมาขายให้มากกว่านี้อีก
 
 ส่วนธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยกระทรวงการคลัง เจ้าหน้าที่ระบุว่าเริ่มแจกบัตรคิวเวลา 07.00 น. จากนั้นก็ให้กรอกเอกสาร พอธนาคารเปิดก็เริ่มคีย์ข้อมูลยอดการจองซื้อเข้าระบบ แต่ให้จ่ายเงินในภายหลังทำให้ได้จำนวนลูกค้าและยอดค่อนข้างมากรวม 23 ราย วงเงิน 13 ล้านบาท ใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยเป็นการคีย์ข้อมูลเข้าส่วนกลาง ไม่มีการจัดสรรวงเงินให้แต่ละสาขายอดที่ขายได้จึงขึ้นอยู่กับความเร็วของเจ้าหน้าที่แต่ละสาขา ซึ่งถือว่าเป็นการเตรียมตัวที่ดีจึงน่าจะรับมือวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ได้ แม้จะขยายกลุ่มไปสู่ประชาชนทั่วไปซึ่งน่าจะมีผู้สนใจเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

 ทั้งนี้ จากการสอบถามลูกค้า พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเงินฝากประจำของแบงก์อยู่แล้ว จึงมีการถอนเงินฝากประจำออกมาและซื้อเป็นพันธบัตรออมทรัพย์แทน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 4% ซึ่งมีส่วนต่างมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำถึง 3%

 ด้านนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย และอดีต รมว.คลัง กล่าวว่า การที่มีผู้สูงอายุจองคิวซื้อพันธบัตรไทยเข้มแข็งงวดแรกนั้น เป็นสัญญาณเงินฝืดที่ขายของไม่ได้ ประชาชนจึงเอาเงินจากธนาคารเพื่อมาซื้อพันธบัตร เพราะมีดอกเบี้ยสูงกว่า ซึ่งถ้าเศรษฐกิจดีก็คงไม่แห่แหนมาซื้อพันธบัตรมากขนาดนี้ อยากฝากให้รัฐบาลนำเงินที่ได้มาแก้ปัญหาอย่างระมัดระวัง การจะฟื้นประเทศได้ต้องได้รับการตอบสนองจากภาคเอกชนด้วย