ขอ (II)

“ในตอนเราเป็นเด็ก … ภูเขาและสายน้ำก็เป็นแค่ ภูเขาและสายน้ำ …

 ตอนโต … ภูเขาและสายน้ำเป็นมากกว่าภูเขาและสายน้ำ เพราะเรารู้มากเห็นมาก ทุกอย่างมันแตกฉานมากกว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้า  ตอนแก่ … ภูเขาและสายน้ำกลับเป็นเพียงภูเขาและสายน้ำ … มันเป็นความธรรมดาที่เกินความแตกฉาน ”

 ข้อความจากหนังจีนที่ “ณัฐ ” หลานชายของฉันจำมาเขียนในการ์ดอวยพรวันเกิดไว้ให้ฉันได้คิดต่อยอดออกไป ทั้งเตี่ยและหลานฉันมีบางอย่างที่เหมือนกัน ชอบดูหนังจีนกำลังภายในและจำคำหรือประโยคคมๆ มา “สอน” ฉัน

 ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เรามีมุมมองที่แตกฉานจากผู้คนและเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็คือ “ วัย ” (แถวบ้านเรียกความแก่) คนแก่มักจะมองโลกอย่างลึกซึ้ง และมองคนอย่างแม่นยำ สำหรับฉันสิ่งที่พบเจอมาในชีวิตทั้งดีและเลว มันกลั่นกรองและหล่อหลอมให้ฉันเป็นคนแบบฉันในทุกวันนี้ รู้ว่าอะไรควรและไม่ควรทำ บางอย่างก็เกิดขึ้นซ้ำซาก จนกลายเป็นความเชื่อส่วนตัวในแง่ลบของฉันไป ก็ “คน” นั่นแหละที่สอนฉัน

 จาก “การกระทำ มากกว่า คำพูด”

 ถึงวัยที่เด็กแถวบ้านเรียกว่าป้า นักดนตรีในวงเรียกว่าพี่ ไม่แก่ก็ไม่รู้จะหนีไปไหนแล้ว ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจบางสิ่งที่เตี่ยสอน โดยเฉพาะในเรื่องของการ “ขอความช่วยเหลือ” จากคนอื่นว่าไม่ควรทำ หากมันยังไม่ถึงที่สุด เพราะผลที่ตามมาจะทำให้เสียใจ และ เสียศักดิ์ศรี ถ้าความช่วยเหลือนั้นถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย พูดง่ายๆ ก็คือ เขาจะดูถูกเอา

 การเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงใครๆ ก็อยาก “ใช้” แต่จะมีสักกี่คนที่อยาก “ช่วย ”

 ฉันจึงมักถูกใช้ผ่านผู้คนที่รู้จักและไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่บางครั้งก็ไม่เต็มใจนัก แต่ก็ยังคงยึดคำที่เตี่ยสอนไว้ “ทำให้คนรักดีกว่าทำให้คนเกลียด” เพื่อนๆ บางคนบอกว่า “อาจจะได้พึ่งพากันในโอกาสหน้า” อันนี้ฟังเข้าท่าดี แต่ก็ไม่เคยได้พึ่งสักที ไม่รู้เป็นไง

 “มีอะไรให้ช่วยบอกนะ” ประโยคทิ้งท้าย ฟังได้ใจ

 ยาหอมดีๆ นี่เอง วุ้ย ชื่นใจจริงๆ (ไหนเตี่ยบอกว่าไม่มีใครมาช่วยใครง่ายๆ ไง) คล้ายๆ กับการซื้อสินค้าแล้วได้คูปองหรือแต้มสะสม เอามาแลกอะไรที่อยากได้ จะให้แลกซื้อก็ยังรู้สึกดี แต่ “ใจคน” ไม่ใช่ “คูปอง” กติกาที่ระบุไว้ด้านหลังจึงเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า แปลว่า พูดไปงั้นเอง!

 คนบางประเภทเวลาจะช่วยเหลือใคร เขาต้องรู้ว่าได้อะไรคืนมา คุ้มค่าแค่ไหน เงินต่อเงิน อำนาจต่ออำนาจ ชนชั้นต่อชนชั้น ความสัมพันธ์ต่อความสัมพันธ์ กฎกติกาที่ฉันเพิ่งได้ทำความรู้จักกับมัน

 อีกครั้งที่ฉันเกลียดพรสวรรค์ของตัวเองที่มันมีไว้ให้แค่ “ถูกใช้” มันไม่มากพอที่จะทำให้ใคร “ให้ใจ” กับเราได้จริงๆ ความสามารถของคนเป็นสากล แต่ก็มีบางหนที่มันถูกแบ่งด้วยชนชั้น และประเภทของคน มันจึงถูกใช้อย่างไร้ค่า

 DNA ที่ทั้งอึดและมึนของฉันที่ถ่ายทอดมาจากเตี่ย บางทีมันก็มีเพลียๆ เปลี้ยๆ ส่งผลให้จิตตกได้เหมือนกัน แต่คนอย่างฉันไม่มีวันสลด ไม่มีใครให้พึ่ง พึ่งตัวเองก็ได้ (วะ) เมื่อใช้คนไม่ได้ ก็ต้องใช้ตังค์แทน อย่าประหลาดใจ ถ้าฉันจะเป็นคนที่ชอบใช้เงินแก้ปัญหา มันดีตรงที่ว่า ไม่ต้องเดินก้มหน้า ไม่ต้องก้มหัวให้ใคร และไม่ต้องติดหนี้บุญคุณใคร

 ในเมื่อที่เป็นอยู่ทุกวันนี้…ประชาธิปไตยของบางประเทศยังใช้เงินซื้อกันมาได้ ของฉันแค่ใช้เงินซื้อความสบายใจ แค่นี้ไม่ได้รึไง?

เจนนิเฟอร์ คิ้ม