เหตุเพราะโลกทั้งใบสอนกันมาตลอดว่าชีวิตต้องคิดแต่เรื่องบวก ใครที่คิดแตกต่างกลายเป็นคนแปลกแยก ไม่น่าคบ และหลายคนออกอาการรังเกียจก็มี
ผมว่าชีวิตที่สมดุลต้องมองทั้งสองแบบ โดยอย่างหลังมีได้แต่ต้องไม่มากเกินไป ไม่สุดโต่งจนเข้าขั้นหวาดระแวง เสียสติ สุขภาพจิตย่ำแย่
เอาแค่น้อยๆ พอประมาณ เดินเกมชีวิตด้วยสีสันแต่ไม่ประมาท
อย่างผมเอง ล่าสุดต้องไปบรรยายที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ด้วยคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ไม่เคยสร้างปัญหา จึงไว้ใจไม่ได้เซฟไฟล์สำรองไว้ เข้าขั้นทำเสร็จก็ชิล ชิล ไม่เอะใจอะไรทั้งสิ้น
แล้วจู่ๆ สองสามคืนก่อนพรีเซ็นต์ เกิดนึกจะเอามานั่งอ่าน ซ้อมพูด คอมพ์เจ้ากรรมดันเดี้ยงซะงั้น เล่นเอาผมเหงื่อตก จะทำใหม่ก็คงยากเพราะข้อมูลวัตถุดิบที่ใช้อยู่ในเครื่องทั้งหมด
โชคดีที่ไปศูนย์ซ่อมหาวิธีเอาไฟล์ออกมาให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นคงแย่หนัก จบงานเลยทำให้ผมคิดตำหนิตัวเองว่าทำไมเราเป็นคนปล่อยปละละเลยเช่นนี้ ?
ต่างกับอีกหลายคนที่มีทั้งมีต้นฉบับและไฟล์สำรองเผื่อไว้ยามฉุกเฉิน กะว่าถ้าเจอปัญหาอะไร ชีวิตก็แก้ไขได้ไม่ซีเรียส ไม่มีอะไรให้พะวง
ผมพลอยคิดต่อว่า ถ้าเป็นเรื่องสำคัญอื่นๆ ที่เราไม่ได้ตระเตรียม เราไม่ยิ่งแย่กว่านี้หรือ ?
ในเมื่อความสุขกับความทุกข์เป็นของคู่กัน พระเจ้าสร้าง “น้ำตา” ให้คู่กับ “รอยยิ้ม” สร้างความไม่แน่นอนให้เป็นความแน่นอนที่สุดบนโลกแคบๆ ที่เราอาศัยอยู่
ถ้ามัวแต่ใช้เงิน โดยไม่คิดจะเก็บ เกิดต้องตกงานเพราะเศรษฐกิจ จะทำอย่างไร ?
คล้ายๆ กับมองทุกอย่างดีเกินไป ไม่เคยคิดจะสะกดคำว่า “เลย์ออฟ” ในพจนานุกรมชีวิต
คิดเลยเถิดอีกนิดหรือไม่ว่าวันนี้สุขภาพดี แต่พรุ่งนี้อาจล้มป่วย โรคภัยเข้ามาแบบไม่ได้เชื้อเชิญ จะหาเงินก้อนในการรักษาจากที่ไหน ?
ใครมีลูกหลานเกิดเอ็นท์ไม่ติด ต้องพึ่งพาเป็นธุระจัดการ เรามีเงินพอส่งเสียให้เรียนเอกชนมั้ย? ค่าเทอมเดี๋ยวนี้วิ่งไปที่เท่าไหร่ ?
นับวันพ่อแม่ก็ยิ่งแก่เฒ่า เหตุฉุกเฉินมีได้เสมอ เงินในแบงก์มีพอให้แสดงความเป็นลูกกตัญญูหรือเปล่า? แต่ละโรคต้องใช้ค่ารักษาเท่าไหร่?
การมองโลกในแง่ลบตามนิยามของผมคือการสนับสนุนให้คุณหมั่นตั้งคำถามประเภทนี้เสมอ เพื่อเตือนสติตัวเองให้ดำรงตนในความไม่ประมาท
อีกนัยหนึ่ง เป็นการเปิดมุมมองหรือกระบวนการคิด ให้นึกถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเดินเข้ามาในชีวิต
ถามเพื่อค้นหาแนวทางป้องกันแต่เนิ่นๆ หรือเพื่อให้เตรียมการณ์ก่อนสาย ไม่ต้องฉุกละหุก
เพราะที่สุดคำถามพวกนี้ก็ช่วยให้สามารถวางแผนชีวิต เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางการวางแผนการเงินต่อไป
แต่อย่างที่บอกไว้ ต้องยึดความสมดุลไว้ด้วย อย่ามองทุกอย่างแง่ลบ หรือตั้งคำถามจนรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ การมองที่ดีต้องพอประมาณ เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้แก่ชีวิต
ถึงตรงนี้ เชื่อแล้วหรือยังครับว่า มองโลกในแง่ลบ ชีวิตก็ไม่ลบเสมอไป
ถ้ายังไม่เชื่อ กล้าลองสักนิดไหมครับ ?
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์