ต้องเผด็จศึกไวรัสไข้หวัดใหญ่ตัวนี้ด้วย "วัคซีนไข้หวัดใหญ่เอช 1 เอ็น 1" (H1N1 vaccine) การผลิตต้องทำอย่างเร่งด่วน และแจกจ่ายไปยังประชากรโลกให้ทั่วถึง ก่อนเชื้อร้ายจะคร่าชีวิตมนุษย์ไปมากกว่านี้
"เดริก ซิม" ผู้อำนวยการกลุ่มวัคซีนผู้ใหญ่และไข้หวัดใหญ่ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก จากบริษัทแกล็กโซสมิทไคลน์ (GlaxoSmithKline) หรือจีเอสเค ให้ข้อมูลว่า อาจเป็นความโชคดีของโลกมนุษย์ที่เคยมีไข้หวัดนก (เอช 5 เอ็น 1) ระบาดอย่างหนักเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำให้บริษัทยาหลายแห่งระดมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการแพทย์ ช่วยกันผลิตวัคซีนไข้หวัดนกจนประสบความสำเร็จ และวางขายในตลาดได้เมื่อปี 2008 ส่งผลให้การผลิตวัคซีนสำหรับไวรัสไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่นี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีเดียวกันได้ จึงไม่ต้องใช้เวลาหลายปีเหมือนการผลิตวัคซีนตัวอื่นๆ
"องค์กรหลายแห่งกำลังเร่งผลิตวัคซีนไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งบริษัทจีเอสเคก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ตอนนี้เราสามารถสกัดแอนติเจนที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอช 1 เอ็น 1 ได้แล้ว แต่การจะผลิตวัคซีนออกสู่ตลาดได้เมื่อไร ขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหา 3 ข้อนี้ให้ได้คือ 1.จำนวนแอนติเจนที่จะผลิตได้จากไข่ไก่ฟักปลอดเชื้อ 2.ขนาดของแอนติเจนที่จำเป็นสำหรับวัคซีน 1 โดส ว่าควรมีจำนวนเท่าไร 3.จำนวนวัคซีนที่เหมาะสมสำหรับการป้องกันให้มีประสิทธิผล เพราะบางโรคฉีดวัคซีนเพียง 1 โดส หรือ 1 เข็ม ก็ได้ผลดี แต่บางโรคต้องฉีดมากถึง 3 โดส โดยเว้นระยะห่างจึงจะมีประสิทธิภาพ เมื่อแก้ปัญหา 3 ข้อนี้ได้เมื่อไร โลกมนุษย์ก็จะมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ทันที ส่วนตัวแล้วคาดว่าไม่เกิน 5-6 เดือน วัคซีนตัวนี้น่าจะออกสู่ท้องตลาดได้อย่างแน่นอน" ผอ.กลุ่มวัคซีนอธิบาย
อย่างไรก็ตาม การผลิตวัคซีนไม่ใช่การผลิตกางเกงยีนหรือแชมพู สบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ ที่จะส่งให้โรงงานไหนผลิตก็ได้ เนื่องจากโรงงานผลิตวัคซีนแต่ละชนิดต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1-2 หมื่นล้านบาท ทำให้โรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกา...จนกระทั่งประเทศสิงคโปร์ให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตวัคซีน และสนับสนุนให้บริษัทยายักษ์ใหญ่เข้ามาตั้งฐานการผลิตวัคซีนในประเทศ
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทจีเอสเคได้เชิญสื่อมวลชนจาก 7 ประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตวัคซีนที่สิงคโปร์ โรงงานแห่งนี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว ใช้เงินลงทุน 600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท เป้าหมายคือการผลิตวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบสำหรับเด็กเล็ก โรคปอดอักเสบหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าโรคนิวมอเนีย เกิดจากเชื้อโรคหลายชนิด
แต่โรงงานแห่งนี้ผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อแบคทีเรีย "เสต็ปคอคัส นิวมอเนีย" (streptococcus pneumoniae) จากสถิติมีผู้ป่วยตายด้วยเชื้อนี้ประมาณปีละ 2 ล้านคน โดยครึ่งหนึ่งเป็นเด็กเล็ก
บางคนอาจนึกภาพว่าโรงงานผลิตวัคซีนจะต้องมีคนท่าทางเหมือนนักวิทยาศาสตร์ ใส่หน้ากากนั่งเรียงกันอยู่หน้าตู้กระจก และมีหลอดยาแก้ววางเรียงแถวเป็นร้อยๆ แท่ง แต่โรงงานวัคซีนยุคซูเปอร์ไฮเทคมีเทคโนโลยีซับซ้อนกว่านั้น โดยขั้นตอนสำคัญคือการนำเชื้อแบคทีเรียที่ต้องการผลิตวัคซีนมาแยกสิ่งแปลกปลอมออกไป เหลือเพียงเชื้อโรคที่ถูกทำให้บริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยีไอโซเลชั่น (Isolation) จากนั้นก็ส่งเข้าไปในตู้อะลูมิเนียมขนาดใหญ่เท่าแท็งก์น้ำ โดยตู้อะลูมิเนียมนี้จะทำการเพิ่มจำนวนของเชื้อให้มากขึ้น (Growing Cell) ก่อนจะส่งต่อไปยังส่วนอื่นๆ
น่าเสียดายที่โรงงานวัคซีนส่วนใหญ่จะเน้นผลิตวัคซีนป้องกันโรคเพียงชนิดเดียวเท่านั้น แม้จะลงทุนด้วยเงินมหาศาลกว่า 1 หมื่นล้านบาทก็ตาม ที่เป็นเช่นนั้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีเชื้อโรคหลายชนิดเข้าไปปนเปื้อนในเครื่องจักรเดียวกัน
ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดในการผลิต "วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009" ที่กำลังระบาดไปทั่วโลกนั้น มีกระแสข่าวว่า โรงงานผลิตวัคซีนของ 4 ประเทศยักษใหญ่คือ อเมริกา รัสเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี กำลังแข่งขันทำวิจัยและเร่งทดลองอย่างจริงจัง เพื่อให้ขึ้นชื่อว่าผลิตวัคซีนป้องกันโรคนี้สำเร็จเป็นประเทศแรกของโลก
สำหรับประเทศไทยนั้น เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก ได้มอบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้องค์การเภสัชกรรมเรียบร้อยแล้ว พร้อมสนับสนุนเงินอีก 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อโครงการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั่วไปและไข้หวัดใหญ่ 2009 คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1,400 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนใน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ให้เสร็จสิ้นภายใน 18 เดือน โดยเป้าว่าจะผลิตวัคซีนได้ปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านโดส หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่โดยฝีมือคนไทยชุดแรกจะปรากฏโฉมในอีกปี พ.ศ.2555 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า