เลขาสมช.ยันไม่เสียใจถูกโยกย้ายพ้นตำแหน่ง

เลขาสมช. ยัน ไม่เสียใจ ถูกโยกย้าย รับเพื่อนร่วมรุ่น"ทักษิณ"แต่เป็นตัวประหลาดในรุ่น ปิดวิจารณ์การเมืองแทรกแซง เปรย เปรียบเหมือนปลาตู้ ที่ถูกปล่อยลงแม่น้ำ ให้แหวกว่ายตามอิสระ ซัด รัฐบาลแก้ปัญหาไฟใต้ไม่ตรงจุด เหตุจับตัวการใหญ่ ไม่ได้ แนะย้อนกลับไปใช้วิธีการเดียวกับ ร.5

 (2ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ได้เดินทางเข้าพบนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้ารายงานตัวหลังจากที่ครม.มีมติโยกย้ายให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จากนั้น พล.ท.สุรพล ให้สัมภาษณ์ว่า มารายงานตัวกับนายนิพนธ์ ก่อนที่จะมารับตำแหน่ง แต่ยังไม่ได้คุยรายละเอียดในการทำงาน เพียงแต่เป็นการรายงานตัวตามระเบียบข้าราชการเท่านั้น

     
     เมื่อถามว่าคิดว่าสาเหตุที่ถูกโยกย้ายเป็นเพราะอะไร พล.ท.สุรพล กล่าวว่า ไม่ขอตอบเรื่องประเด็นการเมือง เพราะประเด็นการเมืองเป็นเรื่องของกาลเทศะและบุคคล ดังนั้นเมื่อเป็นข้าราชการอยู่ไม่ควรพูด เพราะไม่สร้างสรรค์ ถึงแม้ว่าจะรู้ทุกเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่องที่รู้
     
     เมื่อถามย้ำว่าการโยกย้ายเป็นเพราะสาเหตุทางการเมืองหรือไม่หรือไม่ พล.ท.สุรพล กล่าวว่า ไม่ขอตอบเรื่องการเมือง แต่ยืนยันว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ไม่ได้เกี่ยวข้องเพราะไม่ได้กำกับดูแลสมช. ทั้งนี้สมช.ไม่ใช่หน่วยงานทางการเมือง แต่เป็นหน่วยงานด้านนโยบายและไม่ใช่หน่วยงานด้านปฏิบัติ ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบายที่มองประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และมีความต่อเนื่อง
     
     เมื่อถามว่าแสดงว่าส่วนตัวคิดว่าฝ่ายการเมืองไม่ควรเข้ามาแทรกแซงการทำงานของสมช.ใช่หรือไม่ เลขาสมช. กล่าวว่า จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะสมช.ไม่ใช่องค์กรอิสระ แต่เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ ที่ควรเสนอแนะให้ข้อมูลต่างๆ ส่วนการเมืองจะเลือกปฏิบัติในส่วนไหนที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เขาก็ปฏิบัติแต่ส่วนนั้น และไม่จำเป็นต้องเอาไปทั้งหมด อย่างไรก็ตามตนจะไม่ยื่นคำร้องใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด
     
     “การเมืองเหมือนการตลาด สิ่งที่นำไปปฏิบัติจะต้องขายได้ ถ้าเป็นสิ่งที่ดี แต่ตลาดไม่ต้องการ แล้วใครจะผลิตสิ่งที่ดีที่สุดที่ไม่มีใครซื้อ การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องดูว่าประชาชนคาดหวังอย่างไรก็เลือกทำสิ่งนั้น สิ่งไหนที่อาจจะดี แต่ประชาชนยังไม่คาดหวังก็อาจยังไม่มีการอผลิต ในขณะที่สมช. มีหน้าที่เรียงไพ่ให้ครบสำรับ ส่วนการเมืองจะเลือกใบไหนไปใช้ก็แล้วแต่คาดการณ์ว่าใบไหนจะชนะ เราเป็นคนเรียงร้อยเหตุผลให้ครบ จึงไม่มีมองในเกมการเมือง” พล.ท.สุรพล กล่าว
     
     ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกว่าถูกฝ่ายการเมืองรังแกหรือไม่ ทั้งที่ทำหน้าที่เต็มที่แล้ว พล.ท.สุรพล กล่าวว่า ไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ ชีวิตเหมือนละคร เปลี่ยนบทใหม่ก็สวมหน้ากากใหม่ ก็เต้นให้มันถูกบทตามเวลาเท่านั้นเอง บทบาทในชีวิตก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปมีหลายบทบาทให้เล่น ช่วงที่เป็นเลขาสมช.ก็เปรียบเหมือนปลาที่ว่ายในตู้ เมื่อถูกปล่อยออกจากตู้ลงสู่บึงแล้วก็สามารถแหวกว่ายทำอะไรได้อิสระมากขึ้น
     
     เมื่อถามย้ำว่าสาเหตุที่โดนย้ายเป็นเพราะเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ เลขาสมช.กล่าวว่า “ผมเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร และมีเพื่อนเป็นคนดีและดังหลายคน ผมไม่เคยปฏิเสธว่าเป็นนักเรียนเตรียมรุ่น 10 ตรงกันข้ามถือเป็นตัวประหลาดของรุ่นด้วยซ้ำ และไม่เคยใช้ความสัมพันธ์ของรุ่น 10 ที่มาทำให้เติบโตในสายงาน ขณะนี้ก็ยังเป็นพล.ท.และเป็นมา 5-6 ปี แล้ว ทั้งที่ความจริงหากใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวจริงต้องมีตำแหน่งมากกว่านี้ แม้ว่าตำแหน่งจะเปลี่ยนแต่จุดยืนไม่เปลี่ยน ผมไม่น้อยใจเรื่องที่เกิดขึ้นและที่สำคัญจะไม่ยอมลดศักดิ์ศรีของตัวเอง”
     
     ต่อข้อถามว่ามองว่ากระแสการล่ารายชื่อยื่นถวายฎีกา เพื่อขออภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ พล.ท. สุรพล กล่าวว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นความมั่นคงของพรรคการเมือง และคู่แข่งที่ไม่ใช่ประเด็นที่ สมช.ควรจะไปจับ เพราะถือว่าเป็นธรรมชาติของการเมืองที่เขาจะมีวิธีทั้งในและนอกกติกา เป็นเกมการเมืองที่ประเทศไทยผ่านมามาก บางครั้งน่ากลัวกว่านี้อีก แต่ก็ค่อยๆคลี่คลายตามพัฒนาการทางการเมืองของประเทศซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ
     
     พล.ท.สุรพล กล่าวถึงการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ทุกรัฐบาลเข้ามาบริหารก็จะมีแนวคิดในการแก้ปัญหาตามแนวคิดและวิสัยทัศน์ที่ตัวเองถนัด จึงทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปแบบทางเดียว ไม่ได้แก้ปัญหาในภาพรวมทั้งหมด ความจริงปัญหาชายแดนภาคใต้หมักหมมมานาน หากจะแก้ไขต้องย้อนไปถึงวิธีการในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มองปัญหาหลักเป็นสามด้าน คือ 1.ต้องติดตามตัวปัญหาให้ถูกตัวและแม่นยำเหมือนการจับเชื้อโรคให้ถูกตัว 2.ต้องสร้างให้ประชาชนมีความหวังที่ดีกว่า และ 3.ต้องประคับประคองไม่ให้ภายนอกเข้ามาแทรกแซงได้ ซึ่งทุกรัฐบาลพยายามที่จะสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับประชาชนแต่ยังไม่สามารถจับเชื้อโรคซึ่งเป็นตัวการใหญ่ได้ จนทำให้เกิดการแทรกแซง และปัญหาจึงยังไม่ยุติ