สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ลงมติผ่านร่างกฎหมายโลกร้อนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวันศุกร์ (26 มิ.ย.) โดย ส.ส.ลงมติผ่านกฎหมายความมั่นคงและพลังงานสะอาดของอเมริกันแบบเฉียดฉิว 219-212 เสียง นับเป็นชัยชนะอย่างเฉียดฉิวของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่พยายามผลักดันร่างกฎหมายนี้มาตลอดท่ามกลางการถกเถียงกันอย่างหนักภายในพรรคเดโมเครตและพรรครีพับลิกัน
นายจอห์น โบห์เนอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยของพรรครีพับลิกัน ประณามว่าเป็นการออกกฎหมายที่ทำลายตำแหน่งงานมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในสภา และจะสร้างความเดือดร้อนอย่างสาหัสให้กับผู้บริโภคชาวอเมริกันที่จะต้องจ่ายภาษีที่แพงขึ้นในรูปแบบของค่าพลังงานที่แพงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย โดยเตือนว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับประณามว่าเป็นการออกกฎหมายที่ทำลายตำแหน่งงานมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในสภา และจะสร้างความเดือดร้อนอย่างสาหัสให้กับผู้บริโภคชาวอเมริกันที่จะต้องจ่ายภาษีที่แพงขึ้นในรูปแบบของค่าพลังงานที่แพงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
ด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้กล่าวยกย่องกฎหมายฉบับนี้ว่า เป็นชัยชนะแห่งอนาคต ชาวอเมริกันต้องการให้ทุกคนทิ้งนโยบายที่ล้มเหลวแบบเก่า เผชิญหน้ากับความท้าทายในปัจจุบัน และวันนี้สภาก็ทำเช่นนั้น โดยกฎหมายนี้จะทำให้สหรัฐที่ไม่ยอมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโตจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรก จะช่วยสร้างงาน และก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด ที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ และจำกัดการปล่อยมลพิษที่เป็นอันตรายกับสุขภาพของประชาชนด้วย โดยระบุว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้สหรัฐมีการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรก จะช่วยสร้างงาน และก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด ที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ และจำกัดการปล่อยมลพิษที่เป็นอันตรายกับสุขภาพของประชาชน
ภายใต้กฎหมายหนา 1,200 หน้าฉบับนี้ จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ภายใต้ระบบการค้าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่จำกัดการปล่อยมลพิษจากแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้า โรงงาน โรงกลั่นน้ำมัน และผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ โดยกำหนดเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 17 จากระดับในปี 2549 ภายในปี 2563 และร้อยละ 83 ภายในปี 2593 จำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนกำหนดให้โรงผลิตไฟฟ้า ผลิตพลังงานไม่มีวันหมดเช่นพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 12 อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะผ่านการรับรองจากวุฒิสภา