อาชญากรรม : ข่าวทั่วไป
วันที่ 25 มิถุนายน 2552

"ตุ๊กตา-ดา"ระบุมีดาราโดนอีกเพียบสาวใหญ่โต้เปล่าตุ๋น

สาวใหญ่ออกโรงโต้ไม่เคยลวงอดีตดารา "รัชฎาพร" อ้างรู้เห็นเซ็นเอกสารให้ซื้อเบนซ์ แฉความสัมพันธ์แนบแน่น ส่วนสวมรอยทำบัตรเครดิตชื่อ "ตุ๊กตา" อุบลวรรณ เรื่องจบนานแล้ว เผยดีเจดังถูกใช้เป็นเครื่องมือ ขู่แฉกลับหมดเปลือก ด้านสองคนดังระบุมีดาราโดนอีกเพียบ

 ความคืบหน้าหลังจากเจ้าหน้าที่นำหมายจับจากศาลอาญา ที่ 1724/2522 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2552 เข้าจับกุม น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ อัครวงศ์ตระกูล หรือ เจมส์ อายุ 44 ปี ข้อหาเอาไปซึ่งเอกสารใดของผู้อื่น ปลอมและใช้เอกสารปลอม ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น และข้อหาลักทรัพย์ หรือรับของโจร โดยมี น.ส.อุบลวรรณ บุญรอด หรือ ตุ๊กตา ดีเจชื่อดัง และอดีตดารานักแสดง เข้าชี้ตัวในฐานะผู้เสียหายนั้น

 เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน แหล่งข่าวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ได้นัดพบผู้สื่อข่าวเพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมนำรูปถ่ายระหว่าง น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ กับ น.ส.ชฎาพร รัตนากร หรือ ดา อดีตนางเอกชื่อดัง ซึ่งถ่ายคู่กันด้วยท่าทีสนิทสนมมาแสดงด้วย

 แหล่งข่าวเล่าว่า เป็นเพื่อนสนิทกับ น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ มานานมาก และอ้างว่าก่อนหน้านี้ น.ส.รัชฎาพรได้คบหากับ น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ มาหลายปี สำหรับกรณีรถเบนซ์ที่ น.ส.รัชฎาพรแจ้งความไว้ในท้องที่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา โดยกล่าวหาว่า น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ปลอมแปลงเอกสารไปดำเนินการซื้อเองนั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เพราะตนอยู่ในขั้นตอนการซื้อด้วยตลอด

 “ก่อนที่ น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์จะซื้อรถได้โทรมาบอกกับดิฉัน เพื่อที่จะให้ไปช่วยเซ็นค้ำประกันให้ ดิฉันถามว่ารถจะใช้ชื่อใคร เขาตอบว่าใช้ชื่อน้องดา (น.ส.รัชฎากร) และเขาจะผ่อนให้เอง ซึ่งในวันที่ซื้อรถน้องดาก็ไปเซ็นสัญญาด้วยตัวเอง ดิฉันก็ต้องไปเซ็นค้ำให้ ตรงจุดนี้เขารู้อยู่แก่ใจ” แหล่งข่าวกล่าว

 แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดสามารถตรวจสอบไปที่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์รถได้เข้ามาให้ปากคำต่อตำรวจแล้วว่า น.ส.รัชฎาพร เป็นคนลงชื่อรับรู้ในวันซื้อขายจริง ในส่วนของ น.ส.อุบลวรรณ ไม่ได้มีความสนิทสนมด้วย แต่รู้ว่าเขาเคยสนิทกับ น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ก่อนหน้า น.ส.รัชฎาพร เรื่องทั้งหมดถือเป็นเรื่องของคนเพียงสองคน แต่เมื่อออกมาแจ้งจับ ออกมาแฉ โดยไม่มีหลักฐาน ตนคงจะต้องตอบโต้อะไรบ้าง

 ด้าน น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า รู้สึกเสียใจมากที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้ทำอะไรผิด ทุกสิ่งทุกอย่างมีหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถ หรือใช้บัตรเครดิต ไม่ได้หลอกลวงหรือขโมยใครมา โดยเฉพาะเรื่องบัตรเครดิตของ น.ส.อุบลวรรณ ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายปีมากแล้ว เอกสารหลักฐานทั้งหมดกำลังรวบรวมเตรียมแฉกลับ

 “ในส่วนของรถนั้น ขอยืนยันว่า น้องดาเป็นคนรู้เห็นทุกอย่าง ตอนซื้อก็ซื้อให้น้องดาขับ ดิฉันเป็นคนผ่อนให้ วันไปซื้อก็ไปด้วยกัน แต่กลับมาแฉว่าดิฉันเป็นคนแอบอ้างเอาเอกสารไปซื้อ เรื่องทั้งหมดดิฉันมั่นใจว่าต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลัง ซึ่งอีกไม่นานทุกอย่างจะปรากฏ น้องกล้าที่จะเอาชื่อเสียงเข้ามาเสี่ยง ดังนั้นต้องยอมรับถึงความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด” น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์กล่าว

 น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์กล่าวถึงความสัมพันธ์กับ น.ส.อุบลวรรณ ว่า จบไปนานหลายปีแล้ว ทุกอย่างจบหมดแล้ว และมั่นใจว่า น.ส.อุบลวรรณจะถูกใช้เป็นเครื่องมือมากกว่า

 "ใจความสำคัญของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันอยู่ที่น้องดา แต่คงพูดอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะเกรงจะเสียรูปคดี รอให้รวบรวมเอกสารทั้งหมดให้ได้ก่อน ถึงวันนั้นทุกอย่างจะชัดเจนขึ้น“ น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์กล่าว

 ในช่วงเย็นวันเดียว น.ส.รัชฎาพร และ น.ส.อุบลวรรณ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดย น.ส.อุบลวรรณกล่าวยืนยันว่า เป็นหนี้ที่เธอไม่ได้ก่อขึ้นจากบัตรเครดิตจำนวน 1.3 ล้านบาท และหนี้รถเบนซ์ 1 คัน ซึ่งถูก น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ นำเอกสารไปอ้างซื้อในชื่อของเธอที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อ 7 ปีก่อน และมาทราบเรื่องเมื่อถูกบริษัทไฟแนนซ์ตามทวงรถคืน

 "เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความไว้ใจเขา ที่เข้ามาทำนองเป็นเพื่อน หิ้วของมาฝากจากเชียงใหม่ อ้างว่าร่ำรวย อีกทั้งเคยเห็นเขาออกรายการโทรทัศน์ และนิตยสาร ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนักธุรกิจภายใน 1 ปี รวยเป็นร้อยล้าน ก็คบกันเป็นเพื่อน แต่ไม่ใช่ผู้จัดการส่วนตัว และสนิทจนเกิดความไว้ใจ ถึงขั้นเซ็นสำเนาเอกสารให้เขาไปรับเช็คแทน เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไร เพราะเช็คก็เป็นชื่อเรา แต่เขากลับแอบนำเอกสารที่เรามอบให้ไปทำสำเนาเพื่อไปทำธุรกรรมทางการเงินอีกหลายรูปแบบ บางครั้งก็ขอยืมเงินโดยอ้างว่า เดือดร้อนหาเงินไม่ทัน นอนเอามือก่ายหน้าผาก บอกว่าไปยืมเงินนอกระบบต้องใช้คืนเขา และบางครั้งก็อ้างว่าจำเป็นต้องพาแม่ไปหาหมอ เราก็ใจอ่อนให้เงินไป เขาหลบหน้ามาตลอด 7-8 ปี ตามหาไม่เจอ เปลี่ยนชื่อมาประมาณ 6-7 ชื่อ ให้ทนายตามมาตลอด" น.ส.อุบลวรรณกล่าว

 ดีเจสาวชื่อดังกล่าวอีกว่า น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ทำให้เธอเลิกกับแฟนหนุ่มที่ จ.เชียงใหม่ เพราะไปป่วนที่ทำงานแฟนหนุ่ม แต่ยืนยันว่าเธอกับ น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีดารานักแสดงโดนหลอกในลักษณะเดียวกับเธอหลายคน

 ส่วน น.ส.รัชฎาพร กล่าวว่า รู้จักกับ น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ มากว่า 10 ปี แต่ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าคำว่าเพื่อน ที่ผ่านมาโดนหลอกสูญเงินสดไปกว่า 1.3 ล้านบาท รถยนต์ 3 คัน จำนวนนี้มีเบนซ์ 1 คัน ซึ่งทราบมาว่าโดนไฟแนนซ์ยึดคืนไปแล้ว
 "เรื่องของหนูคล้ายกับตุ๊กตา เขาเข้ามาตีสนิท บอกว่าชีวิตเรามีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง ก็คบหาด้วย ต่อมาเขาอ้างว่าเดือดร้อนเรื่องเงิน เพราะไปยืมเงินนอกระบบจากเฮียโบ้ หลังการบินไทย ไม่มีจ่ายให้ขอให้หนูช่วยชีวิตเขาด้วย หนูก็ให้ไป และไม่คิดว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้ คิดว่าถ้าได้คุยกับตุ๊กตาก่อนเรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น" น.ส.รัชฎาพรกล่าว

 ส่วนความคืบหน้าทางคดี พ.ต.ท.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผกก.สส.สน.โชคชัย กล่าวว่า หลังจากที่ น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ถูกควบคุมตัวมาส่งพนักงานสอบสวน สน.โชคชัย แล้วนั้นขณะนี้อยู่ในขบวนการของศาลในการตัดสิน ซึ่งศาลรับฟ้องก็เข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของศาล เพราะคดีมีมูลความผิด เบื้องต้น พ.ต.อ.บุญเพ็ญ มั่งคั่ง ผกก.สน.โชคชัย ได้อนุมัติการประกันตัวผู้ต้องหารายดังกล่าวในวงเงิน 1 แสนบาท ซึ่ง น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ผู้ต้องหารายนี้ยังถูก น.ส.ชฎาพร แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลง และใช้เอกสารปลอม ที่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา อีกเช่นกัน

 ด้าน พ.ต.ท.บุญมี จันทร์จวง พนักงานสอบสวน สน.สมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า น.ส.ชฎาพรเข้ามาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเอาผิด น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมเมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ

 ขณะที่แหล่งข่าวจากตำรวจ สน.สมเด็จเจ้าพระยา เปิดเผยว่า หลักฐานขณะนี้เหลือเพียงตัวอย่างลายเซ็นของ น.ส.ชฎาพร ผู้เสียหาย เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ เนื่องจาก น.ส.ภัลมาภูฎิณฑ์ ผู้ถูกกล่าวหาบอกว่าได้นำเอกสารไปให้ น.ส.ชฎาพร เซ็นจริง แต่ น.ส.ชฎาพร ให้การว่า ไม่ใช่ลายเซ็นของตัวเองจึงต้องตรวจพิสูจน์ว่าเป็นลายเซ็นปลอมหรือไม่ ก็ต้องมีการพิสูจน์อีกครั้ง หากเป็นลายเซ็นจริงก็จะไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ในส่วนของไฟแนนซ์ที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวนก็จะสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร