: กระดานความคิด
วันที่ 22 มิถุนายน 2552

การเมืองนำการทหาร (อีกแล้ว)

คำว่า "การเมืองนำการทหาร" เป็นที่ติดหูติดปากคนไทยช่วงที่ "ป๋าเปรม" เมื่อครั้งดำรงนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนมีนาคม 2523 แล้ว ประกาศ "คำสั่ง 66/23" ส่งผลให้การปราบปรามคอมมิวนิสต์ซึ่งเดิมใช้วิธีรุนแรงสถานเดียว "สืบให้ทราบ-ค้นให้พบ-ฆ่าให้เรียบ" มาเป็นการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี จนกระทั่งสงครามกลางเมืองที่สืบเนื่องยาวนานมานับทศวรรษครั้งนั้นยุติลงในที่สุด

ถึงวันนี้ คนไทยกลับมาได้ยินคำ "การเมืองนำการทหาร" บ่อยครั้งขึ้นอีกและสอดประสานเป็นเสียงเดียวกันตั้งแต่นายกรัฐมนตรีจนถึงฝ่ายทหารว่าเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

 คำ "การเมืองนำการทหาร" ดูคล้าย "มนต์ศักดิ์สิทธิ์" ที่เพียงเปล่งเสียงออกมา ทุกอย่างก็พลันคลี่คลาย เหมือนหลายคาถาที่คนท่องภาวนาก็ไม่เข้าใจความหมาย เพียงแต่มีความเชื่อถือศรัทธาว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถดลบันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปได้ดั่งใจหมาย

 "การเมืองนำการทหาร " ในยุคปัจจุบันมีคำอธิบายตามมาด้วยงบประมาณจำนวนหลายหมื่นล้านที่จะหลั่งไหลลงไปพัฒนาเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องในปลายทางขวาน มีการจัดตั้ง "ครม.ใต้" ขึ้นเป็นการเฉพาะ รวมทั้งมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาทดแทน ศอ.บต.เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการปัญหา ฯลฯ

 ไม่มีใครเสนอความจำเป็นของมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันดังกล่าว แต่คำถามคือ แน่ใจหรือว่าจะยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้วนำสันติสุขกลับคืนมาสู่ดินแดนด้ามขวานได้

 "การเมือง" กับ "การทหาร" ได้เปรียบกับความพยายามเพื่อชัยชนะในการแข่งขันกีฬา

 "การเมือง" เปรียบได้กับมารยาทและความประพฤติของนักกีฬาในสนามที่จะสร้างความประทับใจเพื่อให้ได้ความรักความศรัทธาจากคนดู แต่เพียงแค่นั้นย่อมไม่อาจเอาชนะในการแข่งขันได้ ชัยชนะในการแข่งขันมาจากคะแนนที่เหนือกว่าเท่านั้น-ใช่หรือไม่

 ชัยชนะในเกมกีฬาได้จากการต่อสู้ในสนาม ชัยชนะในสงครามได้จาก "การทหาร"

 ครั้งที่ "ป๋าเปรม" ประกาศนโยบาย 66/23 ที่ประชาชนทั้งประเทศให้ความเห็นชอบนั้น เรื่องสำคัญที่ติดตามมาแทบจะทันทีทันใดคือการรวมกำลังทหารเข้ากวาดล้างบางที่มั่นของ พคท.ทั้งเล็กใหญ่ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก

 ได้ใจคนดูทั่วสนามแล้วก็มุ่งทำคะแนนให้เหนือกว่าคู่ต่อสู้

 ชัยชนะที่มีถ้วยรางวัลเป็นสันติภาพของแผ่นดินครั้งนั้นจึงบังเกิด

 ครั้งนั้นก็เช่นกัน เลือดและน้ำตาที่ปลายด้ามขวานจะยังไม่มีวันหยุดไหลรินเพียงเพราะใช้มาตรการ "การเมืองนำการทหาร" และไม่เพียงเพราะได้ทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปให้แล้ว ฯลฯเท่านั้น

 และไม่ใช่อีก 3 ปีที่เรื่องราวจะจบสิ้น

 เหมือนเมื่อครั้งที่ "ป๋าเปรม" ทำให้ พคท.ตกเป็นฝ่ายรับทางการเมืองแล้วติดตามด้วยการรุกทางการทหารครั้งใหญ่แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในคราวนั้น

 แล้วคราวนี้เมื่อประกาศ "นโยบายการเมืองนำการทาร" รัฐบาลจะติดตามด้วยมาตรการชนิดไหนที่จะทำให้ฝ่ายผู้ก่อการร้ายไม่สงบต้องแตกฉานซ่านเซ็นจนสิ้นความสามารถในการจุดไฟเผาแผ่นดินได้อีกต่อไป

 ครั้งที่ "แม่ทัพหาญ" นำนโยบายการเมืองนำการทหาร "ดับไฟใต้" มาใช้เมื่อปลายปี 2524 นั้น ภาคใต้ก็ลุกเป็นไฟยิ่งกว่านั้นเสียอีก เพราะกินเนื้อที่หมดทั้ง 14 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 นโยบายใต้ร่มข้อหนึ่งระบุชัดเจนว่าจะต้องสร้างความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกหมู่เหล่า ฯลฯ จากนั้นจะระดมสรรพกำลังเข้าจัดการทั้งต่อผู้ก่อการร้ายและมิจฉาชีพ ผลผลักดันที่ตามมาคือความร่มเย็นของคนใต้แทบจะทันทีทันใด

 "การเมืองนำการทหาร" นั้นถูกต้องแล้ว แต่ต้องทำลายอาณาจักรแห่งความกลัวที่ครอบคลุมบรรยากาศปลายด้ามขวานให้หมดสิ้นโดยเร็ว

 มิฉะนั้นกี่แสนล้านก็สูญเปล่า

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์