"บิ๊กอ๊อด" พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ที่บ้านอัมพวัน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดย พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่ไทยตอบรับในเบื้องต้นจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ในปี ค.ศ.2013 ซึ่งมีวาระสำคัญคือการเลือกตั้งประธานไอโอซีคนใหม่และการตัดสินคัดเลือกเจ้าภาพโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 32 ในปี 2020 อย่างไรก็ตามจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลก่อน
ทั้งนี้ ไอโอซีจะเปิดรับสมัครเมืองต่างๆ ทั่วโลกจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม จากนั้นจะกำหนดกลุ่มเมืองต่างๆ และประเมินศักยภาพในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนจะตัดสินเลือกเมืองเจ้าภาพในการประชุมไอโอซีที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา วันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ปีหน้า ขณะที่ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการโอลิมปิกไทย กล่าวเสริมว่า หากไทยจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด โดยไอโอซีส่งเอกสารมาให้ศึกษา ประการสำคัญคือเรื่องงบประมาณ เพราะจากที่สอบถามไปยังสิงคโปร์ ซึ่งเคยจัดการประชุมใหญ่ของไอโอซีมาแล้ว ใช้งบประมาณถึง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 204 ล้านบาท)
ประธานโอลิมปิกไทยกล่าวถึงกรณีที่ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ได้มอบหมายให้เป็นผู้พิจารณาแก้ระเบียบกองทุน กรณีเงินรางวัลของกีฬา 5 ชนิด ที่ไม่มีแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ ได้แก่ กอล์ฟ ตะกร้อ มวยไทยโบว์ลิ่ง และบิลเลียด-สนุกเกอร์ ให้ได้รับเงินรางวัลเท่ากับกีฬาที่มีแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ โดยระเบียบเดิมจะได้รับเพียงครึ่งเดียวว่า ตนเห็นว่ากีฬาทุกชนิดควรจะได้รับเงินรางวัลเท่ากันโดยไม่มีการแบ่งเกรด ซึ่งเป็นไปตามธรรมนูญโอลิมปิกที่ทุกกีฬาจะต้องมีความเสมอภาคไม่มีการปฏิบัติ มิเช่นนั้นอาจจะสร้างความแตกแยก โดยจะหารือกับสมาคมกีฬาอีกครั้งเพื่อสรุปข้อมูลเหตุผลทั้งหมดนำเสนอในการประชุมกองทุนครั้งต่อไป ในขณะที่ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย ที่ปรึกษาสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทย ขอให้ทบทวนเรื่องการแจกเงินรางวัลนักยกน้ำหนักรายการชิงแชมป์โลก ชิงแชมป์เอเชียที่แจก 3 เหรียญ 3 ท่า ควรจะได้รับเงินรางวัลตามจำนวนเหรียญด้วย
คณะกรรมการโอลิมปิกไทยเตรียมเซ็นสัญญากับบริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด ให้เป็นผู้สนับสนุนนักกีฬาไทยอีก 4 ปี (พ.ศ.2552-2556) โดยแกรนด์สปอร์ตจะจ่ายเงินสดปีละ 1 ล้านบาท ส่วนชุดแข่งขันกีฬาจาก 4 ปีที่ผ่านมา เดิมมูลค่า 70 ล้านบาท เพิ่มเป็น 140 ล้านบาท เนื่องจากจะมีมหกรรมการแข่งขันกีฬาเพิ่มขึ้นเป็น 15 รายการ นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการร่างระเบียบพร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการเพื่อร่วมพิจารณากับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะกีฬาที่ได้เหรียญโอลิมปิกเกมส์ หรือนักกีฬาที่มีชื่อเสียง กรณีที่มีสิทธิประโยชน์เข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ และรักษาความเป็นธรรมให้แก่นักกีฬา
นอกจากนี้คณะกรรมการโอลิมปิกไทยได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงการทำงานของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมนักกีฬาเข้าแข่งขันกีฬารายการสำคัญอย่าง ซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ปลายปีนี้ และ 2 รายการสำคัญในปีหน้าอย่าง ยูธโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 1 ที่สิงคโปร์ และเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ที่กวางโจว ประเทศจีน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนและงบประมาณก็ยังไม่แน่ชัด ทำให้สมาคมกีฬาไม่สามารถวางแผนอย่างต่อเนื่องได้