(11มิ.ย.) เมื่อเวลา 15.00 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงผลการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่อาคารบีบีดี บิ้วดิ้ง ย่านพระราม 4 ว่า พรรคเพื่อไทยได้เปิดแคมเปญใหม่ “ล้างหนี้ประเทศไทย สร้างรายได้ประชาชน เอความสุขที่ได้รับคืนมา” โดยจะแจกให้ ส.ส.และว่าที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยทั่วประเทศ ซึ่งยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยจะนำเศรษฐกิจนำการเมืองที่มีแต่เรื่องตอบโต้และเขาชนะคะคานกัน และเรื่องเศรษฐกิจก็เป็นปัญหาหลักของประชาชน
จ๋อย “ชัย”ไม่ถ่ายทอดพิจารณา“พรบ.-พรก.กู้”
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย พรก.เงินกู้ 8 แสนล้านและ พรบ.เงินกู้ 8 แสนล้าน และ พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 จำนวน 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นขอให้มีการถ่ายทอดสดการพิจารณาร่าง พรบ.และ พรก.ทุกฉบับ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยามาจากนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและรัฐบาลแม้แต่น้อย โดยมีการแจ้งมาว่าจะมีการถ่ายทอดสดเฉพาะทางวิทยุกระจายเสียงของรัฐสภา ส่วนการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์จะมีเฉพาะ พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 เท่านั้น
มติ ส.ส.“เพื่อไทย”ขับ“ปรพล-จุมพฏ” พ้นพรรค
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีของนาย ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี และ และ นายจุมพฏ บุญใหม่ ส.ส.สกลนคร ที่ไปปรากฎตัวกับพรรคภูมิใจไทยนั้น ที่ประชุม ส.ส.ของพรรคได้แสดงความคิดเห็นกันหลากหลาย แต่สุดท้าย ก็มีมติให้คณะกรรมการบริหารพรรคดำเนินการลงโทษ ส.ส.ทั้งสอง โดยให้ขับ ส.ส.ทั้งสองคนออกจากการเป็นสมาชิกพรรค โดยจะมีการส่งเรื่องให้ดำเนินการตามโครงสร้างการดำเนินการตามระเบียบพรรค คือส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินัยและจริยธรรมของพรรคพิจารณา ก่อนส่งผลการพิจารณาให้คณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ของพรรค เพื่อให้มีการลงมติอีกครั้งว่าจะมีการลงโทษ ส.ส.ทั้งสองคนอย่างไร โดยใช้เสียง 3 ใน 4 ยืนยันมติขับ ส.ส.ทั้งสองคน ซึ่งทั้งสองก็จะพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคทันที จากนั้นนายทะเบียนจะแจ้งเรื่องไปยังต่อสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ส่วน ส.ส.ทั้งสองคน จะดำเนินการต่อไปอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของทั้งสองคนซึ่งอาจจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาสถานะการเป็น ส.ส.ก่อนที่หาพรรคการเมืองเข้าสังกัดต่อไป
ไม่หวั่น”ภูมิใจไทย”ร้อง กกต.ยุบพรรค พท.ตอกกลับ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทย ร้องคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ยุบพรรคพลังประชาชนฐานใส่ร้ายป้ายสีเรื่องการแจกเงินกำนันผู้ใหญ่บ้านว่า เราได้ทำหน้าที่พลเมืองดี โดยได้พิจารณาเรื่องสถานการจัดกิจกรรมของพรรคภูมิใจไทยไม่เหมาะสม เนื่องจากพื้นที่ จ.สกลนคร มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งซ่อม และที่สำคัญคือ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นั้นถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีข้อต้องห้ามเรื่องความเป็นกลาง แต่การจัดสัมมนาของของพรรคภูใจไทยในพื้นที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งนั้น การที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้านจากทุกอำเภอได้มาร่วมระหว่างทำกิจกรรมของพรรคภูมิใจไทยนั้นตนเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง หากเจ้าพนักงานของรัฐวางตัวไม่เป็นกลาง และการแจกเงินให้คนพิการของนายชวรัตน์ นั้นเป็นไปตามลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ถูกต้องเพื่อเป็นบรรทัดฐานใหม่ ไม่เช่นนั้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจจะมีคนไปตั้งโต๊ะแจกเงินห่างเขตเลือกตั้ง 300 เมตรก็อาจจะไม่ผิดกฎหมาย
ส่วนการที่ตนตั้งข้อสังเกตเรื่องการแจกเงินให้กำนันผู้ใหญ่บ้านนั้นเนื่องจากได้รับการร้องมาว่ามีบุคคลและกลุ่มบุคคลจะไปจ่ายเงินผ่านกำนัน 1 หมื่นบาท ผู้ใหญ่บ้าน 5 พันบาทรวมทั้งบุคคลอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง จึงต้องมีการตั้งข้อสังเกตออกมา และนอกจากนี้ยังมีประชาชนร้องเรียนมาว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้มีกลุ่มบุคคลไปแจกคำร้องให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าให้กับประชาชนในพื้นที่อีก ซึ่งตรงนี้ตนไม่สามารถชี้ผิดชี้ถูกได้ แต่เป็นหน้าที่ของ กกต.จะต้องดำเนินการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นต้องหรือไม่ และเป็นเพียงแต่เราทำหน้าที่ของสาธารณะชนเพื่อให้มีการตรวจสอบ ซึ่งตนไม่ห่วงว่าจะเป็นต้นเหตุให้พรรคถูกยุบในอนาคต เพราะวันนี้เราพร้อมอยู่แล้วว่าการตรวจสอบต่างๆ จะต้องต่อสู้ และการดำเนินการของตนนั้นมีระบบพรรคในการกลั่นกรองผ่านคณะกรรมการกฎหมายของพรรคพิจารณาอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ดำเนินการไปเพียงลำพังและไม่เคยมีผู้ใหญ่ในพรรคออกมาตำหนิตน
40สส.อีสานเต้นแจงมีเอกภาพ ปัดย้ายซบ ภท.
ต่อมาในเวลา15.00 น.นายภูมิ สาระผล ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ร่วมกับ ส.ส.ภาคอีสานพรรคเพื่อไทย แถลงยืนยันการยังอยู่ร่วมพรรคเพื่อไทยว่า ตนพร้อมส.ส.ภาคอีสานทั้ง 40 คนได้พูดคุยกันถึงกระแสข่าวว่า ส.ส.ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย อดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน บางส่วนต้องการไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ข้อสรุปว่ากระแสข่าวที่ออกมานั้นอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอาจจะมาจากแหล่งข่าวที่ไม่หวังดีต่อพรรคเพื่อไทย หรือหวังผลต่อการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สลกนคร ซึ่ง ส.ส.ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อปรากฎว่าถูกจับตาว่าจะไปอยู่กับภูมิใจไทยนั้นยืนยันว่าพวกเรายังเป็น ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ทั้งตัว ทั้งใจและเสียงอย่างแน่นอน และการดำเนินการทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ยังมีเอกภาพ
ด้านนางบุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าตนและ ส.ส.กาฬสินธุ์ทั้ง 6 คนเคยอยู่ในกลุ่มของเพื่อนเนวินมาตั้งแต่อยู่พรรคพลังประชาชน แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม เราก็ต้องหาพรรคใหม่อยู่ ซึ่งเราได้ตกลงกันว่าจะอยู่พรรคเพื่อไทย ในส่วนของกลุ่มเพื่อนเนวินนั้น ก็ได้มีการสอบถามกันว่าจะไปกันอย่างไร และใครต้องการไปด้วยให้แสดงเจตจำนงให้มันสุดซอยกันไปเสีย แต่พอพวกเราประชุมกันแล้วเราก็เดินไปสุดซอยที่ว่าหากทำอะไรเราก็ทำตัวกัน แต่เมื่อถึงวันที่เราจะแยกกันเราไม่สามารถไปร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ เราก็เลยกลับมาอยู่ตรงพรรคเพื่อไทย และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้พวกเราก็มุ่งมั่นอยู่กับพรรคเพื่อไทย และขอบอกเป็นครั้งสุดท้ายว่าพวกเราจะอยู่พรรคเพื่อไทยจนกว่าจะไม่มีพรรคเพื่อไทย เราถึงจะหาพรรคการเมืองใหม่อยู่
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วนยังไม่ไว้ใจ ส.ส.ภาคอีสาน อดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน นางบุญรื่นกล่าวว่า เมื่อกี้เราก็พูดกันว่าอย่าไปวิตกกันวลในเรื่องการอยู่ร่วมกันหรือไม่อยู่ร่วมกัน แต่ขอให้คิดถึงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนพรรคของเราต่อไปข้างหน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าส.ส.ภาคอีสาน ที่มาร่วมการแถลงข่าวนั้นจำนวน 16 คนประกอบด้วย นายภูมิ สาระผล นายจตุพร เจริญเชื้อ นางดวงแข อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น นางบุญรื่น ศรีธเรศ นายนิพนธ์ ศรีธเรศ นายพีระเพชร ศิริกุล นายคมเดช ไชยศิวามงคล นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ นายทองดี มนิสาร ส.ส.อุดรธานี นายชัยวัฒน์ ติณรัตน์ นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล ส.ส.มหาสารคาม นายเชิดพงษ์ ราชป้องขันธุ์ นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย นายกิตติ สมทรัพย์ นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด นายสุทธิชัย จรุญเนตร ส.ส.อุบลราชธานี
“ทักษิณ”ส่งรูปให้ ส.ส.อ้อนฝากความรักถึงคนอีสาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมพรรคเพื่อไทยวันนี้ ทางพรรคได้นำรูปภาพสีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขนาด 12 นิ้วคูณ 6 นิ้ว แจกให้ ส.ส.อีสาน คนละ 5 แผ่น พร้อมได้เขียนข้อความฝากความรัก คิดถึงไปยังชาวอีสานและลายเซ็นต์โดยเนื้อหาสั้นๆ ว่า”ภาพนี้ผมยิ้มได้ เต็มใบหน้าเพราะทราบว่าพี่น้องชาวอีสาน ยังรักและคิดถึงผม ผมรัก คิดถึงและเป็นห่วงพี่น้องทุกๆคนครับ ด้วยความเคารพรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 23 พ.ค.52”โดยพ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พร้อมนายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น ต่างบอกว่าส.ส.จะนำรูปดังกล่าวไปใส่กรอบหรืออาจจะมีการไปขยายภาพเหล่านี้เพื่อนำไปแจกให้พี่น้องชาวอีสานที่ยังรักและคิดถึง พ.ค.ท.ทักษิณ
กกต.ส่งอนุกรรมการฯสอบคำร้องยุบพรรคเพื่อไทย
นาย สมชาติ เจศรีชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการประชุม กกต. วันนี้ ( 12 มิ.ย.) ว่าที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้อนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 12 ตรวจสอบกรณีที่นาย ศุภชัย ใจสมุทร ร้องขอให้ กกต.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนาง อนุรักษ์ บุญศล ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 สลกนคร พรรคเพื่อไทย และขอให้มีมติยุบพรรคเพื่อไทย
เนื่องจากนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ได้แถลงข่าวใส่ร้ายต่อสื่อมวลชน ให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของพรรค ที่กล่าวหาแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ลงพื้นที่จัดสัมมนาที่จังหวัดสลกนคร ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง โดย กกต.ให้เวลาอนุกรรมการฯ 10 วันในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
ส.ส.-ส.ว.หนาว ส่อพ้นตำแหน่งกราวรูด
นายสมชาติ เจศรีชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการประชุม กกต. วันนี้ ว่าที่ประชุมได้รับทราบความเห็นของที่ปรึกษากฎหมายในกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ได้เคยร้อง ส.ว.ว่าถือหุ้นในกิจการวิทยุโทรทัศน์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 48 และถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน ที่มีสัมปทานกับรัฐในลักษณะผูกขาดตัดตอน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 วรรคสอง ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยเคยมีความเห็นโดยเสียงข้างมาก ว่า ส.ว.ดังกล่าวไม่จำเห็นต้องสิ้นสมาชิกภาพ กกต.จึงส่งเรื่องดังกล่าวให้คณะที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาอีกครั้ง
โดยในครั้งนี้คณะที่ปรึกษากฎหมายได้เห็นด้วยกับคณะอนุกรรมการเสียงข้างน้อย โดยเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 265 วรรคสอง มีเจตนารมณ์บังคับให้ ส.ส.และ ส.ว.ต้องไม่รับหรือคงถือไว้ ซึ่งสัมปทานหรือสัญญา หรือหุ้นส่วน หรือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อม หากปรากฎข้อเท็จจริง ว่า ส.ส.หรือส.ว.ผู้ใดได้รับสัมปทาน หรือเป็นหุ้นส่วน หรือหุ้นในห้างหุ้นส่วน มาก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง ย่อมเป็นหน้าที่ ที่ต้องปลดเปลื้องตัวเอง
นายสมชาติ กล่าวต่อว่าขั้นตอนหลังจากนี้คณะอนุกรรมการฯ ต้องนำความเห็นดังกล่าวไปพิจารณาซ้ำอีกครั้ง และทำความเห็นเสนอต่อ กกต.เพื่อให้มีมติต่อไป และคาดว่าน่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ได้ในเร็วๆนี้
สำหรับกรณีดังกล่าวมีการร้องทั้ง ส.ส.และ ส.ว.แต่ต่อมานายศุภชัยเมื่อได้เปลี่ยนขั้วมาร่วมรัฐบาลจึงทำหนังสือ ได้ขอถอนเรื่องร้อง ส.ส.ออกไป แต่ กกต.มีความเห็นว่ามีผู้ร้องเรื่องในลักษณะเดียวกันจึงไม่อนุมัติให้ถอนเรื่องของ ส.ส.ออกไป เช่น นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา นายสมคิด หอมเนตร นักวิชาการอิสระ ดังนั้นหาก กกต.มีมติอย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานใช้กับ ส.ส.ได้เช่นกัน โดยในกรณีนี้เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏแล้วจึงมีเพียงความจำเป็นที่ต้องตีความกฎหมายเท่านั้น
อย่างไรก็ตามหาก กกต. มีความเห็น ว่า ส.ส. หรือ ส.ว. ต้องพ้นจากสมาชิกภาพ ก็จะทำหนังสือส่งไปยังประธานแห่งสภาของผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ จากนั้นจึงจะส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อไป