นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าในการจ่ายเช็คช่วยชาติแก่กลุ่มบุคคลที่มีรายได้ไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท เพิ่มเติมอีก 6 กลุ่ม จำนวนกว่า 5 แสนราย ว่าในรอบแรกธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จะพิมพ์เช็คลงวันที่ 16 มิถุนายนนี้ โดยหน่วยงานต่างๆ สามารถมารับได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2552 และกรณีดำเนินการไม่ทันรอบแรกสามารถส่งข้อมูลได้จนถึงวันที่ 23 มิถุนายน เพื่อออกเช็คอีกรอบวันที่ 30 มิถุนายน 2552 และหลังจากนั้นจะมีการจัดทำเช็คช่วยชาติเพิ่มเติมอีก
ผู้ได้รับเช็คช่วยชาติเพิ่มเติมอีก 6 กลุ่ม ได้แก่ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ ครู บุคลากรด้านการศึกษาและบุคลากรอื่นในโรงเรียนเอกชน บุคลากรขององค์การมหาชน ทหารเกณฑ์ และบุคลากรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมน่าจะใช้เงินอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท ในส่วนของรัฐวิสาหกิจเกือบแสนคนจะใช้เงินเช็คช่วยชาติก้อนแรกที่ยังเหลือก่อนหน้านี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ช่วยค่าครองชีพของประชาชนและบุคลากรภาครัฐกว่า 8.8 ล้านราย ใช้เงินรวม 2,652 ล้านบาท
“กลุ่มใหม่ที่มีสิทธิได้รับเช็คได้ส่งข้อมูลเข้ามาแล้วจนถึงวันที่ 9 มิถุนายน มีจำนวน 163,547 ราย เป็นวงเงินประมาณ 327 ล้านบาท เนื่องจากยังมีบางหน่วยงานที่ไม่จัดส่งข้อมูลเข้ามา เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรุงเทพมหานคร โดยมั่นใจว่ารายชื่อจะไม่ซ้ำซ้อนกันเหมือนรอบแรกที่ยอมรับว่ามีการจ่ายเช็คให้บางคนที่ไม่มีสิทธิได้รับ ซึ่งกรมบัญชีกลางได้เรียกคืนเช็คมาแล้วและมีไม่มากนัก ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับเช็คยังมีอีกประมาณหมื่นกว่าราย หากพ้นวันที่ 23 มิถุนายนนี้แล้วก็จะนำส่งคืนคลังต่อไป” นพ.พฤฒิชัย กล่าว
ทั้งนี้ จากการประเมินผลการใช้เช็คช่วยชาติรอบแรกกว่า 8.8 ล้านราย พบว่ามีการนำเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคารแล้ว 8.45 ล้านราย หรือ 96% และเกิดการใช้จ่ายเงินในระบบเศรษฐกิจกว่า 16,908 ล้านบาท ซึ่งแม้จะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมไม่มากนักแต่น่าจะมีผลทางจิตวิทยาช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในระดับจังหวัดมากขึ้น
ขณะที่นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ว่ากระทรวงการคลังได้รายงานผลการเบิกจ่ายเงินตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวน 16 โครงการ วงเงินรวม 116,700 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม - 31 พฤษภาคม 2552 มีการเบิกจ่ายแล้วทั้งสิ้น 55,831.76 ล้านบาท คิดเป็น 47.84% ของวงเงินงบประมาณ