กก.สมานฉันท์เห็นพ้องแก้ที่มาส.ว.ให้มาจากเลือกตั้ง

กก.สมานฉันท์เห็นพ้องแก้ที่มาส.ว.ให้มาจากเลือกตั้ง - แก้อำนาจหน้าที่ ด้านส.ว. - ปชป.รุมค้าน “นิพิฏฐ์” แนะใช้วิธีเลือกตั้งทางอ้อม เชื่อได้ส.ว.เป็นกลางมากว่าเลือกตั้งทางตรง

 ในการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงบ่าย ซึ่งเป็นการพิจารณารายงานของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของอนุกรรมการในประเด็นที่มาของส.ว.โดยพล.อ.เลิศรัตน์  รัตนวานิช ประธานอนุกรรมการรายงานว่า ความเห็นในประเด็นนี้อนุกรรมการเห็นแตกต่างกัน โดยอนุกรรมการฯ เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ควรให้ส.ว.มาจากเลือกตั้งทั้งหมดจำนวน 200 คน แต่อีกส่วนเห็นว่า ให้คงรูปแบบตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

 พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า การกำหนดให้ส.ว.มีที่มาจากการเลือกตั้งสอดคล้องกับหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยให้ส.ว.เป็นตัวแทนของประชาชนที่ต้องยึดโยงกับประชาชน และให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดผู้ที่สมควรเป็นส.ส.  ส.ว.สรรหามาจากกรรมการสรรหา 7 คน แต่มีอำนาจสรรหาเท่ากับอำนาจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งไม่เหมาะสม และในจำนวนกรรมการสรรหา 3 คนใน 7 คนมาจากศาล จึงเสมือนเป็นการนำองค์กรตุลาการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งกรณีนี้เคยมีคณะทำงานของศาลฎีกาได้แสดงความเห็นแล้วว่าไม่ควรให้ศาลเข้าไปเป็นองค์ประกอบ

 “ ทั้งนี้การกำหนดที่มาของส.ส.ให้เหมาะสมควรต้องกำหนดอำนาจหน้าที่ของส.ว.ให้ชัดเจนก่อนแล้วจึงกำหนดที่มาของส.ว. ในการพิจารณาของอนุกรรมการในประเด็นอำนาจหน้าที่ได้มีความเห็นว่า การกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่มากเกินความเป็นวุฒิสภา เช่น การมีอำนาจถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือส.ส.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

 พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวอีกว่า การกำหนดให้ส.ว.เลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน หากเปรียบเทียบคะแนนเสียงของประชาชนที่ลงคะแนนในต่างจังหวัดซึ่งมีส.ว.ได้ 1 คนเท่ากับกรุงเทพฯ จะเห็นว่าคะแนนเสียงที่ได้ในบางจังหวัดไม่กี่หมื่นคะแนน ขณะที่การออกเสียงในกรุงเทพฯ ผู้ลงสมัครที่ได้คะแนนอันดับสองได้คะแนนสูงกว่าแต่กลับไม่ได้เป็นส.ว. อย่างไรก็ดีอนุกรรมการบางส่วนเห็นว่าควรคงที่มาของส.ว.ให้มีทั้งส.ว.เลือกตั้งและสรรหา

 ทั้งนี้กรรมการฯในส่วนของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ต่างก็อภิปรายสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนที่มาของส.ว.โดยนายประยุทธ  ศิริพาณิชย์  กรรรมการฯในส่วนของพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนไม่ได้รังเกียจส.ว.ที่มาจากการสรรหา แต่ประชาชนส่วนใหญ่รังเกียจที่มาของส.ว.เหล่านี้ เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่าส.ส.และส.ว.ต้องเป็นตัวแทนของประชาชน แต่เหตุใดจึงให้คน 7 คนมาเลือกคน 74 คนเพื่อมาเป็นส.ว. ตนไม่ได้รังเกียจศาล ยังนับถือศาล แต่ขณะนี้ศาลกำลังเสื่อมลงเรื่อย ๆ เพราะลงมาคลุกอยู่ข้างล่าง ซึ่งขณะนี้ไม่ใช่มีแค่ 3 อำนาจใหญ่ แต่มีอำนาจที่ 4 และอำนาจที่ 5 ที่เกิดขึ้น

 นายนิพนธ์  วิศิษฐ์ยุทธศาสตร์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตส.ว.กล่าวว่า ในอดีตส.ว.แต่งตั้งทำหน้าที่ได้อย่างดีมาตลอด ซึ่งบุคคลที่คัดสรรเข้ามาเป็นส.ว.ร้อยละ 70 ที่มาล้วนสุดยอดทั้งสิ้น ดังนั้นวุฒิสภาที่ผ่านมาจึงไม่มีการนับองค์ประชุมหรือองค์ประชุมล่ม เพราะผลงานในเรื่องกลั่นกรองกฎหมายถือว่าดีเยี่ยม ซึ่งแรก ๆ ถือว่าวุฒิสภานั้นทำงานได้อย่างอิสระ เพราะขณะนั้นฝ่ายการเมืองยังไม่เห็นความสำคัญ แต่ตอนหลังเมื่อวุฒิสภามีอำนาจในการเห็นชอบองค์กรอิสระ จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้นักการเมืองเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซง ซึ่งก็ยอมรับว่ามีส.ว.จำนวนหนึ่งที่ได้รายได้ประจำจากพรรคการเมือง และถูกกล่าวหาว่าเป็นสภาทาส ซึ่งก็ยอมรับว่าว่าตั้งแต่ปี 43-49 ส.ว.มีปัญหาจริง แต่อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าปัญหาทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวคนมากกว่า บางคนเป็นอดีตส.ส.แต่เข้ามาเป็นส.ว.ก็สามารถทำงานได้ดี สำหรับที่มาของส.ว.นั้นหากต้องการให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยก็คงต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่มีพรรคการเมืองไหนที่เป็นอิสระได้อย่างแท้จริง

 อย่างไรก็ตามกรรมการฯในส่วนของวุฒิสภาต่างอภิปรายไม่เห็นด้วยที่จะให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่เห็นว่าส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งและสรรหาด้วย โดยนายประเสริฐ  ชิตพงศ์ ส.ว.สงขลา ประธานอนุกรรมการปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า ความเห็นส่วนตัว เห็นว่าบรรยากาศในการเป็นส.ว.เลือกตั้งปี 49 และ 51 มีความแตกต่างในแง่ของบรรยากาศและการทำงาน การเป็น ส.ว ใน.ปี 49 มีบรรยากาศการเชื่อมโยงของส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งกับส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งดูจะไม่แตกต่างกันมาก

 โดยยังเห็นว่าบทบาทของพรรคการเมืองเข้ามามีบทบาทกับส.ว.มากกว่าปกติ แต่เมื่อมาเป็นส.ว.ในปี 51 รู้สึกได้ถึงความแตกต่างทั้งในบรรยากาศและการทำงานหน้าที่จึงเห็นด้วยกับการมีส.ว.ทั้งสองแบบ โดยตนอยากให้มีส.ว.ทั้งสองระบบโดยควรให้ ส.ว.สรรหามีความเชื่อมโยงกับประชาชนมากขึ้น โดยอาจจะใช้วิธีการเลือกตั้งทางอ้อมก็ได้ ขอเพียงให้ประชาชนมีส่วนร่วม

 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา กรรมการ กล่าวว่า ก่อนจะออกแบบที่มาของส.ว.ควรมีความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของส.ว.ก่อน การทำให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็งต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง ส่วนตัวยังเห็นว่าวุฒิสภามีความจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อเป็นหลักประกันให้กับประชาชน ตนยังเห็นด้วยกับการออกแบบที่มาของส.ว.ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 การมีที่มาของส.ว.แตกต่างและแยกจากกันกับส.ส.มีส่วนทำให้ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างส.ส.และส.ว.แยกจากกัน ตนเสนอว่าการพิจารณาที่มาส.ว.อาจยึดส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก

 ส่วนส.ว.สรรหาอาจจะออกแบบที่มาให้เหมาะสมมากกว่าเดิมขณะเดียวกันต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชนขอสรุปว่าหากจะเปลี่ยนแปลงที่มาของส.ว. ควรประเมินจากผลการทำงานของส.ว.ชุดนี้ว่าสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ก็ควรเปลี่ยน
 ขณะที่กรรมการฯในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอที่มาของส.ว.ว่าควรให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งแบบทางอ้อม โดยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า วันนี้เราพบความจริงว่าการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญถือว่าทำได้ยาก เพราะเรามีส่วนได้ส่วนเสีย

 ดังนั้นอยากให้คณะกรรมการฯชุดนี้หรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เล่าเพียงว่าเราต้องการอะไร แล้วให้คนที่มีความรู้ว่าสานต่อจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นอาจไม่ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องที่มาของส.ว. เราต้องดูว่าเราจะให้ส.ว.มาทำหน้าที่อะไร เราถึงจะเลือกที่มาของส.ว.ได้ถูกต้อง แม้ตนอยากจะให้มีสภาเดียว แต่ในเมื่อเลือกไม่ได้ จึงเห็นว่าส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมน่าจะดีกว่าส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งในปี 40 ไม่เคยทำหน้าที่ถอดถอนนักการเมืองได้แม้แต่คนเดียว ทั้งที่ตลอดเวลา 7-8 ปีมีนักการเมืองที่สมควรถูกถอดถอนหลายคน ดังนั้นหากถามว่าส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือทางอ้อมที่อิสระและเป็นกลางมากกว่ากัน ตนเชื่อว่าส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมน่าจะมีความเป็นกลางได้ในระดับหนึ่ง

 อย่างไรก็ตามหลังจากอภิปรายมากว่า 3 ชั่วโมงนายดิเรก ถึงฝั่ง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯได้สรุปว่า คณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าควรแก้ไขที่มาส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งและแก้ไขอำนาจหน้าที่ของส.ว.

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมฯได้มีกรรมการฯบางคนได้เสนอว่าน่าจะตัดบทเฉพาะกาลในมาตรา 297 เกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของส.ว.สรรหา ซึ่งนายดิเรกได้ถามที่ประชุมว่าควรมีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งนายประยุทธ ได้ทักท้วงว่าไม่ควรใส่ไว้ในข้อสังเกตไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการเข้าใจผิดได้ เพราะที่ผ่านมามีกระแสข่าวออกมาว่าหากต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีการแก้ไขเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของส.ว.สรรหา ซึ่งหากใส่ไว้ในข้อสังเกตก็อาจจะนำไปสู่การกล่าวหาว่ามีการต่อรองกันได้ จึงทำให้ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯสรุปว่าให้ตัดข้อสังเกตุดังกล่าวทิ้ง