เล่นหูเล่นตา-ชีวิต

แดดจ้าสาดใส่ระเบียงทอดลำแสงผ่านม่านสีขาวเข้ามา ฉันเปิดประตูกระจกเดินออกไปรดน้ำต้นข้าหลวงสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวที่ฉันปลูกไว้เป็นเพื่อน … ขี้นกพิราบเปรอะเลอะเทอะกระจายอยู่ที่พื้นระเบียง … ซวยจริงๆ ฉันอยู่ของฉันดีๆ นกก็มาขี้ใส่ เอาเถอะ บ่นไปก็ไร้ประโยชน์ เอาน้ำมาล้างออกก็จบ แต่ถ้าพรุ่งนี้มันก็ยังจะแวะมาขี้กระปริบกระปรอยใส่อีก ฉันก็ทำใจแล้วล่ะ … ก็มันเรื่องขี้ๆ

 ฉันเดินกลับเข้ามาในห้อง เปิดทีวีทิ้งไว้ให้มีเสียงจะได้ไม่เงียบเกินไป ต้มมาม่ากินเป็นอาหารมื้อแรกของวัน กินไปดูทีวีไป ช่อง HBO ฉายหนังเรื่อง Elizabeth : The Golden Age
 “เราทุกคนล้วนมีจุดอ่อน
 เรากลัวเกินไป
 เราเจ็บปวดเกินไป
 ไม่ช้าเราก็ตายแล้ว …”

 องครักษ์ของควีนอลิซาเบธปลอบขวัญนางในยามที่อ่อนล้า ผู้หญิงคนเดียวไม่มีคู่สมรส ไม่มีบุตร ไร้ทายาท ต้องปกครองประเทศอย่างเข้มแข็งและแกร่งกล้า ในบางครั้งมันก็ต้องมีล้าเหมือนกัน เมื่อต้องเจอกับปัญหาหนักๆ มันเกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่แบ่งชั้นวรรณะ ผู้คนในสังคมทุกวันนี้ต่างต้องคอยบอกตัวเองให้เข้มแข็งเข้าไว้ หรือ อย่างน้อยก็ไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอของเรา แต่เราเป็นคนมันจึงมี “จุดอ่อน” ที่แสดงออกด้วยความรู้สึกกลัว รู้สึกเจ็บปวด จากผู้คนและเหตุการณ์แวดล้อม ถ้าเราจมอยู่กับเรื่องนั้นๆ มากเกินไป มันก็จะบีบต้อนให้ไปถึงขีดความรู้สึกที่ “เกินไป” แต่ถ้าเรามองออกไปไกลกว่านั้น  เรื่องราวที่เราเจอก็เป็นแค่เรื่องๆ หนึ่งที่ต้องเจอ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป … ในที่สุดทุกคนก็ต้องตาย แล้วทำไมเราถึงต้องคอยกังวลกับเรื่องต่างๆ จนเกินไปเล่า คงจะเหมือนกับที่ใครๆ ชอบพูดปลอบใจกันว่า

 “อย่าคิดมาก เดี๋ยวก็ตายแล้ว”

 ชีวิตมันช่างสั้นนักมีตั้งหลายอย่างที่ต้องทำก่อนตาย อะไรที่ผ่านมาแบบเบี้ยบ้าย ก็ปล่อยมันไป สำหรับฉันก่อนตายขอแค่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถึงแม้จะทำได้แค่ให้ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

 “ข้าไม่ใช่ของเล่นของโชคชะตา”

 ควีนอลิซาเบธตะโกนก้องต่อหน้าเหล่าทหารของนางที่กำลังจะออกไปรบกับศัตรู ทั้งๆ ที่กำลังของอีกฝ่ายเป็นต่อ

 คนบางคนมักจะปล่อยให้โชคชะตาพาไป ด้วยความเชื่อที่ว่า “โชคชะตากำหนดชีวิตคน” ฉันเห็นด้วยกับควีนอลิซาเบธ
มากกว่า อย่าปล่อยให้ชีวิตของเราเป็นของเล่นของใคร หรือ ปล่อยให้เหตุการณ์พาไป เพราะชีวิตมันเป็นของเรา ไม่ใช่ของเล่นของใคร หรือ เป็นแค่เหยื่อในเกมของใคร ฉันออกจะเป็นแนวขวางโลกในบางครั้ง แต่เพราะฉันรู้จักตัวเองมากกว่าใคร และรู้ว่ากำลังทำอะไร ดังนั้นฉันจึงเป็นคนกำหนดชีวิตของตัวเอง … ไม่ใช่โชคชะตาหรือคำพูดของใครทั้งนั้น

 “ทุกครั้งที่ภัยมา ผู้คนจะแสดงธาตุแท้ของตัวเองออกมา บ้างก็ตื่นตระหนก บ้างก็อึ้งด้วยความกลัว บ้างก็หลบซ่อน …”

 ที่ปรึกษาคนหนึ่งได้ให้ข้อคิดกับควีนอลิซาเบธ มันคือความจริงในชีวิตจริง แต่มันกลับใช้ไม่ได้กับเมืองมายา โลกแห่งบทละคร ความชื่นชม และ ความเกลียดชัง อันก่อให้เกิดกระแส แต่ละตัวละคร แต่ละคนแสดง ถูกสร้างขึ้นมาตามแบบ ตามความชอบ ตามกรอบ ตามระบบ เพื่อให้เกิดเป็นภาพจำ หรือ ภาพลักษณ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพดีๆ ต่อให้เกิดเหตุใดๆ ขึ้นมา ตอนจบก็จะจบลงแบบสวยงาม น่าสงสาร หรือ น่าสงสัย และลืมกันไปในที่สุด

 ด้วยระบบ ด้วยบุคคลหลากหลาย ที่มารวมกันในโลกมายาใบนี้ “ความจริง” จึงมักถูกบิดเบือน ดังนั้นธาตุแท้จึงไม่มีวันปรากฏให้เห็นจริง ก็ในเมื่อ “คนส่วนใหญ่ต้องการแบบนั้น” ทุกครั้งที่เกิดเรื่องราวที่ไม่เป็นเรื่องและไม่เป็นประโยชน์ต่อใครใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญไม่ส่งผลต่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ (แต่สะใจคนบางคน) ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ผู้คนก็จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์โดยมีคำตอบอยู่ในใจว่า “รับไม่ได้ ” “ไม่ถูกไม่ควร” “ไม่ชอบ” รวมผลค่อนข้างไปทางลบ ก็ต้องเข้าใจว่าพื้นฐานของความนิยมเกิดจากอารมณ์ หาใช่เหตุผลใดๆ ไม่ เป็นแค่ความชอบ หรือ ไม่ชอบ เท่านั้น

 แล้ว “ใคร” ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผู้ชมจึงควรใช้วิจารณญาณภายใต้เหตุและผล ประวัติความเป็นมาของบุคคลอันอยู่ในเรื่องราวนั้นๆ  คำตอบมันก็อยู่ในนั้นตั้งแต่แรกแล้ว …

 “ใครให้อำนาจพวกเจ้าตราหน้าข้า
 พระเจ้าเท่านั้นที่จะตัดสินข้า
 ข้ารู้ว่าข้าเป็นใคร … แล้วเมื่อข้าตาย ข้าก็ยังจะคงอยู่”
 ผู้หญิงที่ส่งคนไปลอบปลงพระชนม์ควีนอลิซาเบธกล่าวขึ้นก่อนถูกนำไปประหารชีวิต
 เมื่อชีวิตนี้เป็นของเรา คนที่จะตัดสินเราได้นอกจากพระเจ้าผู้สร้างโลกนี้แล้ว มีแต่เราเท่านั้นที่จะมีสิทธิ …
 ด้วยความเคารพในสิทธิของความเป็นคนที่เท่าเทียมกันทุกคนบนโลกนี้

เจนนิเฟอร์ คิ้ม