ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่:มหันตภัย 2009

นายเคอิจิ ฟูกูดะ รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวเตือนในที่ประชุมอาเซียน+3 ที่กรุงเทพฯ ว่า อาจมีประชากรโลก 2 พันล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของพลโลกติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หากการระบาดใน 26 ประเทศ ขณะนี้ พัฒนาการระบาดขนาดใหญ่ไปทั่วโลก ซึ่งคงจะต้องใช้เวลานานเกือบ 2 ปี จึงจะสามารถควบคุม

สถานการณ์การระบาดและยุติการแพร่ขยายลงได้ นายฟูกูดะ เชื่อว่า การระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ยังไม่สงบลง ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสสายพันธุ์นี้ไปแล้ว 44 คน และมีผู้ติดเชื้อถึงอีกกว่า 2,000 คน แล้วยังอาจมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ติดเชื้อแต่ยังไม่ปรากฏอาการภายนอก นอกจากนี้ ความเจริญของโลกในปัจจุบัน ก็อาจเป็นปัจจัยทำให้ไวรัสแพร่เชื้อออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว รวมทั้งพัฒนาตัวเองไปอีกระดับหนึ่งซึ่งอาจมีความรุนแรงกว่าเดิม

 หากย้อนกลับไปมองในอดีต จะพบว่าโลกเราผจญกับมหันตภัยจากโรคร้ายมาหลายครั้งหลายครา ที่รุนแรงที่สุดคือ กาฬโรค ซึ่งมีการระบาดหลายครั้งทั้งในยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง พาหะที่สำคัญของโรคนี้คือ หนู ซึ่งในการระบาดแต่ละครั้งได้คร่าชีวิตชาวโลกไปเป็นจำนวนมหาศาล การระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรคในศตวรรษที่ 14 ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 75 ล้านคน โดยในยุโรปเองต้องสูญเสียประชากรไปกว่า 20 ล้านคน หรือประมาณ 2 ใ น 3 ของประชากรยุโรปในเวลานั้น ทำให้เมืองหลายเมืองกลายเป็นเมืองร้าง ขาดแคลนแรงงาน และขาดแคลนอาหารการกิน เศรษฐกิจชะงักงัน และต้องใช้เวลาถึง 120 ปี ยุโรปจึงสามารถเพิ่มจำนวนประชากร และฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาได้

 โรคระบาดที่ร้ายแรงอีกโรคหนึ่งคือ ไข้ทรพิษ หรือ ฝีดาษ โรคนี้มีการระบาดทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา และทวีปอเมริกา มีหลักฐานแสดงว่าทหารสเปนของ นายพลคอร์เตซ ที่รุกรานอาณาจักรอินคาในเปรู ได้แพร่โรคนี้แก่ชาวพื้นเมือง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตนับแสนคน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาณาจักรอินคาอันยิ่งใหญ่ต้องพ่ายแพ้แก่ทหารสเปนที่มีอยู่เพียงแค่ 100 กว่าคน แต่ความร้ายแรงที่ยิ่งไปกว่าตัวโรค ก็คือ การที่มนุษย์ใช้ไข้ทรพิษเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ดังเช่นในปี 2306 ทหารอังกฤษในอเมริกาให้ผ้าห่มที่ทาสนิโกรซึ่งเป็นไข้ทรพิษห่มนอนแก่อินเดียนแดง อันนับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเลือดเย็น แม้ว่าไข้ทรพิษจะสามารถป้องกันได้ด้วยการปลูกฝี แต่ก็ยังมีความกังวลว่าผู้การก่อร้ายหรือประเทศบางประเทศอาจนำเชื้อไข้ทรพิษมาใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีประเทศอื่นได้

 โรคร้ายที่ใกล้ตัวเข้ามาหน่อย ก็คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่เรียกย่อๆ ว่า เอดส์ เป็นการเจ็บป่วยที่เกิดจากร่างกายรับเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดโลหิตขาว ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น วัณโรคปอด เยื่อหุ้มสมองอักเสบต่อมน้ำเหลืองอักเสบ มะเร็ง หรือ โรคผิวหนัง เอดส์มีการตรวจพบทั่วโลก และนับตั้งแต่การเริ่มระบาดในปี 2524 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้แล้วกว่า 2.5 ล้านคน และคาดว่าปัจจุบันมีผู้ติดเอดส์เป็นจำนวน 3.1 ล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในวัยเด็ก

 จากอดีตถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บยังคงเบียดเบียนมนุษย์ตลอดมา แม้ว่าในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การสาธารณสุข และการแพทย์จะมีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก ทำให้ประชากรโลกมีสุขอนามัยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน และโรคหลายต่อหลายโรคที่เคยระบาดในอดีต เช่น วัณโรค อหิวาตกโรค มาเลเรีย หรือโปลิโอจะสามารถถูกควบคุมให้อยู่ในวงจำกัดหรือไม่ปรากฏการระบาดอีกก็ตาม แต่ก็ยังมีโรคและกลุ่มอาการใหม่ๆ ปรากฏขึ้นแทนที่ ดังเช่น เอดส์ ซาร์ส ไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  ซึ่งมีทีท่าว่าจะเป็นมหันตภัยที่น่ากลัวสำหรับมนุษยชาติทีเดียวแหละครับ