วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

คม ชัด ลึกก้าวสู่ปีที่ 9

จดจำผู้เข้าใช้ ลงทะเบียนใหม่ ? ลืมรหัสผ่าน?

การเมือง

วันที่ 23 เมษายน 2552

ส่งต่อ ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ พิมพ์ข่าวหน้านี้ ขนาดตัวอักษร Reset

ส.ส.เพื่อไทยฉุนสื่อจี้ถามสาวเสื้อแดง

คมชัดลึก : นักวิชาการจวก ส.ส. พ่นน้ำลายด่ากันในสภาไม่สมควรเรียกตัวเองว่า "ผู้ทรงเกียรติ" อัดนิรโทษกรรมเป็นเรื่องเลอะเทอะ แนะดูว่าอะไรผิดอะไรถูก ไล่ให้ไปอ่าน"เวนิสวานิช" ส.ส.สาว พท.ฉุนสื่อหลังถูกจี้ถามสาวเสื้อแดงที่ถูกกระชากผม

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2552  ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย รศ.ศรีศักดิ์    วัลลิโภดม   นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กวช. กล่าวว่าถึงการใช้คำพูดของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา ว่า อยากถามว่า การใช้ภาษาในสภา ทั้ง ส.ส. และส.ว. ต่างพูดเรียกกันว่า ผู้ทรงเกียรติ แต่ถึงวันนี้ จากการถ่ายทอดสดออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ (ช่อง11)ให้ประชาชนทั่วประเทศชม มีการใช้ถ้อยคำด่าว่าร้ายกัน ในรัฐสภา ซึ่งเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ ทั้งนี้ ส.ส.ยังกล้าเรียกตัวเองว่า ผู้ทรงเกียรติอีกหรือ คำพูดแต่ละคำที่เปล่งออกมา ไม่แสดงว่าตนเองมีเกียรติแม้แต่น้อย แต่มักอ้างในที่ประชุมว่า ตนเองทรงเกียรติ ทั้งๆที่ มีคำพูดหยาบคาย งี่เง่า

 "ถ้าพูดแรงๆ ก็คือ คำพูดที่ถ่อยมาก ออกมาจากปาก ส.ส. มาโดยตลอด พูดจายั่วยุ เพื่ออะไร ในอดีตที่ผ่านมาการประชุมสภาประเทศไทย มีการอภิปรายด้วยคำพูดที่สุภาพมากกว่านี้ แม้จะมีการโต้แย้งกันก็ตาม  อยากจะฝากให้นักการเมืองไทย ควรจะต้องตระหนัก และมีจิตสำนึกในการเป็นนักการเมืองให้มากกว่านี้ เพราะนักการเมืองเป็นผู้ที่ประชาชนให้ความศรัทธาและไว้วางใจเลือกมาเป็นผู้แทนในการบริหารบ้านเมือง" รศ.ศรีศักดิ์ กล่าว

 รศ.ศรีศักดิ์   กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นการนิรโทษกรรมนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องเลอะเทอะ ต้องดูว่าอะไรผิดอะไรถูก นี่คือวิถีประชาธิปไตย คือ การยอมรับความหลากหลาย ความคิดเห็นที่แตก แต่ต้องมีความถูกต้อง ถึงเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ แต่จะใช้ประนีประนอมกันแบบนี้ไม่ได้ ดังนั้น ขั้นสุดท้ายของประชาธิปไตยต้องหันมาหาความยุติธรรม ว่าคืออะไร แต่ปัจจุบันทุกคนไม่ยอมรับความยุติธรรม หากผิดก็คิดเพียงแต่จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ซึ่งคนในกลุ่มนี้เห็นว่า ควรไปอ่านหนังสือ เวนิสวานิชบ้าง จะได้รับรู้ความหมายของการได้มาซึ่งความยุติธรรม

ส.ส.สาวพท.ฉุนสื่อหลังถูกจี้ถามสาวเลื้อแดงที่ถูกกระชากผม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. หลังจากที่นางอรุณี ชำนาญญา ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายในสภาว่ามีผู้หญิงเสื้อแดงถูกชายฉกรรจ์ทำร้ายกระชากผม จากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา เสร็จสิ้น นางอรุณี พร้อมด้วยนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.สัดส่วน และส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ได้นำตัวหญิงที่ปรากฏในภาพ โดยระบุว่าชื่อน.ส.มินตรา โสรส มาแถลงข่าวพร้อมภาพประกอบด้วย

 น.ส.มินตรา ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในวันเกิดเหตุบริเวณอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตนถือธงไปกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เพื่อไปกราบขอร้องทหารไม่ให้ทำร้ายประชาชน เพราะประชาชนไม่มีอาวุธ แต่ชายคนดังกล่าวในภาพ ได้ถามว่า “ใครให้มา” ตนจึงได้ตอบไปว่า “มาเพื่อประชาธิปไตย เพราะทหารทำร้ายประชาชนมือเปล่า ฆ่าประชาชน” แล้วชายคนเดิม ได้โต้ตอบว่า “ทหารไม่มีปืน ไม่ฆ่าคน” ตนจึงเถียงว่า “ทหารฆ่าคน เพราะตนอยู่ในเหตุการณ์” ชายคนดังกล่าว กล่าวว่า “มีหลักฐานหรือไม่” ตนจึงบอกว่า “เห็นทั้งปืน ระเบิด มีดสปาต้า” ชายคนดังกล่าว จึงกล่าวว่า “ปากดีนัก” พร้อมกับกระชากผมตนอย่างแรง

 น.ส.มินตรา กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็นประชาชนคนหนึ่ง ตนจึงอยากเจอหน้าและถามชายคนดังกล่าวว่าทำไมต้องทำร้ายตนด้วย หากเป็นแม่ หรือเป็นญาติของเขา เขาจะรู้สึกอย่างไร รวมทั้งทหารที่อ้างว่ามาเพื่อปกป้องประเทศชาติ เมื่อเห็นตนถูกกระทำเช่นนั้น ทำไมจึงไม่ช่วยเหลือ

 เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องบาดหมางกับชายคนดังกล่าวมาก่อนหรือไม่ น.ส.มินตรา กล่าวว่า ไม่เคย ไม่เคยรู้จัก และไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน แต่ชายคนนี้ แต่งกายคล้ายสื่อมวลชน และอยู่ในกลุ่มสื่อมวลชนด้วย ต่อข้อถามว่านางมินตราได้ถุยน้ำลายใส่หน้าชายคนนั้นหรือไม่ น.ส.มินตรา กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่ได้ทำเช่นนั้น ทั้งนี้ ช่างภาพและผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ย้ำว่า มีพยานและหลักฐานที่เป็นบุคคลและภาพถ่าย ว่าน.ส.มินตราได้ถมน้ำลายใส่ผู้ชายคนดังกล่าวก่อน น.ส.มินตรา จึงย้ำอีกรอบว่าตนไม่ได้ถม และย้ำว่า “ตนรวยพอ ไม่จำเป็นต้องรับเงินใคร”

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการแถลงข่าวของน.ส.มินตรา ไม่ได้มีสีหน้าเศร้าสลดที่แสดงให้เห็นว่าตนชอกช้ำจากการถูกทำร้าย แต่กลับพูดจาฉะฉาน และมีการเคี้ยวหมากฝรั่งตลอดเวลา อีกทั้งยังไม่กล้าสบตาสื่อมวลชนตลอดการแถลงข่าวอีกด้วย นอกจากนี้ในระหว่างการแถลงข่าว ที่ประชุมร่วมรัฐสภา รัฐบาลได้นำภาพเหตุการณ์ฉบับเต็ม ซึ่งปรากฏชัดว่า ผู้หญิงได้ด่าทอและถ่มน้ำลายจริง ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าทำไมไม่รอให้รัฐบาลชี้แจงให้เสร็จก่อน แล้วจึงมาชี้แจงข้อเท็จจริงกัน

จากนั้น นางนฤมล ธารดำรง ส.ส.สมุทรปราการ ตะโกนด่าสื่อมวลชนด้วยความไม่พอใจว่า "คุณเป็นใครมาโกรธอะไรพวกเรา เราแค่มาแถลงข่าว" ซึ่งผู้สื่อข่าวหลายคนได้พยายามชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แต่ทาง ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ไม่ยอมรับฟัง ซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น และเมื่อผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวได้เดินออกจากห้องแถลง เพื่อยุติการโต้เถียง แต่นางนฤมลได้เดินตามออกมา แล้วถามว่า “มันเป็นใคร มันอยู่ไหน” ซึ่งนางนฤมลได้เดินตามหาผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว และมายืนมองหน้า หลังจากนั้นการถามก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคเพื่อไทยนำบุคคลดังกล่าวมาแถลง หากไม่เป็นความจริงจะรับผิดชอบอย่างไร นายพร้อมพงษ์ ไม่ตอบว่าจะรับผิดชอบอย่างไร และกล่าวเลี่ยงไปเป็นเรื่องอื่น

 เมื่อถามว่า ทำไมจึงไม่มีการประสานไปยังรัฐบาลเพื่อขอข้อมูลมาตรวจสอบความถูกต้องก่อนแถลงข่าว นายพร้อมพงษ์ ย้อนถามว่า ขอแล้วจะให้หรือ และตนก็มีหน้าที่เพียงพาคนมาชี้แจง ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบและชี้แจงในส่วนของรัฐบาล กลุ่มผู้สื่อข่าวจึงกล่าวว่า หากเป็นเช่นนี้ก็เป็นการเสนอข่าวเพียงด้านเดียว จึงทำให้กลุ่มผู้สื่อข่าวบางส่วนเดินออกจากห้องแถลงข่าว จากนั้นการแถลงข่าวก็ดำเนินการไปตามปกติ จนจบโดยนายพร้อมพงษ์ ระบุว่าจะเดินทางไปแจ้งความ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงตรงนี้ได้มีผู้สื่อข่าวหญิงบอกว่า เป็นสถานที่ที่ควรไปที่สุด ทำให้นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก พร้อมพูดเสียงดังว่า “พูดอย่างนี้ได้อย่างไร สื่อไม่เป็นกลาง เข้าข้างกัน” จากนั้นจึงได้เดินตามผู้สื่อข่าวมา พร้อมกับพูดว่า “นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”จากนั้นผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว ได้ชี้แจงว่าไม่ได้ว่าอะไร เพราะสิ่งที่พูดไปก็ถือว่าถูกต้องแล้ว แต่นางเปล่งมณี ก็ยังไม่พอใจอีก ซึ่งทำให้บรรดาสื่อมวลชนบอกว่าหากมาแถลงข่าวแล้วไม่ฟังคำถามก็ไม่ควรมาแถลงข่าว จากนั้นผู้สื่อข่าวต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ และสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“40 ส.ว.”ค้านแก้รธน.แนะให้รออีก 2 ปีค่อยคิด

ที่รัฐสภา ตัวแทน กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา นางรสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว. สรรหา และนายประเสริฐ ชิตพงษ์ ส.ว.สงขลา ร่วมแถลงข่าว โดยนายไพบูลย์ กล่าวว่า กลุ่ม 40 ส.ว. ได้หารือเกี่ยวกับประเด็นการเตรียมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางกลุ่ม 40 ส.ว. มีความเห็นตรงกันว่า ยังไม่ควรพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยขอให้รอระยะเวลาไปไม่น้อยกว่า 2 ปี เนื่องจาก 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้จะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดให้กับประชาชน ทำให้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้าน และสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนทำให้กระทบกับการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจของรัฐบาล และจะทำให้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

 นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า  2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เพื่อคืนสิทธิเลือกตั้งให้กรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบให้มีสิทธิเลือกตั้งตามเดิม เราเห็นว่าไม่ควรแก้ไขในเวลานี้ หากจำเป็นต้องพิจารณาก็ขอให้พิจารณาก่อนที่สภาฯจะครบวาระ เพราะการคืนสิทธิเลือกตั้งในขณะนี้ไม่สามารถตอบคำถามให้สังคมได้ และยืนยันว่าประเทศไม่ควรจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆนี้ เนื่องจากจำเป็นต้องมีรัฐบาลแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และ3.ในกรณีของมาตรา 190 นั้นไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะสามารถออกกฎหมายตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญมาแก้ไขปัญหาได้ และหากมีปัญหาก็สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

 “ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรรมนูญในขณะนี้ไม่ก่อประโยชน์ให้ประเทศชาติ และประชาชน และจะไปเข้าทางของกลุ่มที่ต้องการให้มีการปั่นป่วนในสังคมไทย และนำไปสู่การเรียกร้องให้ยุบสภาของกลุ่มบุคคลดังกล่าว หากส.ส.หรือส.ว. คนใดยังคงเดินหน้ายื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่ม 40 ส.ว.จะรวบรวมรายชื่อส.ว.เพื่อยื่นถอดถอนส.ส.และส.ว.ที่ลงรายชื่อ เพราะถือว่ามีการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ในเรื่องผลประโยชน์ขัดกันทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะการแก้ไขมาตรา 237 เพื่อคืนสิทธิกรรมการบริหารพรรคนั้น ชัดเจนว่าหวังประโยชน์ให้พรรคการเมืองที่สังกัด ดังนั้นหากยื่นญัตติเมื่อใด เราจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญเมื่อนั้น”นายไพบูลย์ กล่าว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง