วันที่ 20 เมษายน 2552
ส่งต่อ
พิมพ์
ขนาดตัวอักษร
Reset
คมชัดลึก : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พยายามหาทางลดดีกรีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง หลังจากดับความเหิมเกริมของพลพรรคเสื้อแดงได้ชั่วคราว ด้วยการจุดพลุประเด็น "นิรโทษกรรม" กับนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่ต้องโทษในคดีอาญา
เป็นสัญญาณที่สอดรับกับการเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นชนวนอย่างหนึ่งของความขัดแย้งในขณะนี้ รายการ คม-ชัด-ลึก วันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2552 ตอน แก้รัฐธรรมนูญ สังคมไทยจะสงบ? จับทิศทางว่า การส่งสัญญาณเช่นนี้จะทำให้สังคมไทยสงบได้จริงหรือ
ปชป.ย้ำนิรโทษฯ ได้ แต่ต้องไม่เกี่ยวคดีอาญา
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา และรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงจุดประสงค์ในการเสนอเรื่องการนิรโทษกรรมโดยนายอภิสิทธิ์ว่า นายกฯ และ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นตรงกันว่า ต้องการเห็นคนในชาติมีความสามัคคีกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องการนิรโทษกรรมทั้ง 220 คนหรือไม่ นายกฯ ยังไม่ได้พูดชัด แต่ไม่ได้ขัดข้อง ส่วนจะได้แค่ไหนต้องมาคุยกัน แต่ที่แน่ๆ ความผิดอาญา การก่อการร้าย เผาเมือง จลาจล ล้มประชุมอาเซียน ซึ่งตัวการสำคัญจะนิรโทษกรรมไม่ได้ เพราะบ้านเมืองเสียหายมาก
นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมือง และ ส.ส.เสนอความคิดเห็น เพื่อการแก้ไขปัญหาการเมืองภายใน 15 วัน เป็นการวางกรอบว่าทุกฝ่ายต้องการอะไร เพื่อนำมาสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ภายใต้การตรวจสอบของประชาชน
ส่วนกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากไม่มีความผิดเกี่ยวกับคดีอาญาก็สามารถกลับเข้ามาได้ แต่ถ้ามีความผิดในคดีอาญาก็คงจะกลับเข้ามาไม่ได้
เมื่อถามว่า ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงและฝ่ายค้านที่ให้รัฐบาลยุบสภาจะเป็นทางออกได้หรือไม่ รองประธานวิปรัฐบาล ตอบว่า ถึงจะยุบสภาก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะถ้ายุบตอนนี้ก็จะยิ่งซ้ำเติมสังคม ยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ แต่จะต้องค่อยๆ ทำให้สีจางลง จึงจะสามารถยุบสภาได้
ต้องแก้ รธน.ปี 50-ยุบสภา ถึงจะแก้ปัญหาได้
นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ในฐานะประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวสนับสนุนแนวคิดนิรโทษกรรม เพราะการตัดสิทธิ์การเมืองถึง 5 ปี ทำให้คนที่ไม่ได้ทำผิดอะไร และนักการเมืองที่มีคุณภาพ หายไปเยอะ ซึ่งการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพไม่ได้สร้างง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการนิรโทษกรรมแล้ว แต่ปัญหาก็ยังไม่จบอยู่ดี เพราะต้นตออยู่ที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็จะตามมา
ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจกลับเข้ามาไม่ได้ เพราะติดคดีอาญานั้น นายพีรพันธุ์ได้ย้อนไปถึงความผิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งมีการยึดอำนาจ และตั้งคนที่เป็นศัตรูกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาตรวจสอบ ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคดีอาญานั้น อยากให้แยกแยะให้ชัดเจนว่า ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความผิดในคดีอาญา หรือเป็นความผิดทางการเมืองกันแน่
สำหรับการแก้ปัญหาด้วยการยุบสภา นายพีรพันธุ์ย้อนว่า สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ คนปัจจุบันก็เคยเสนอให้ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งวันนี้นายกฯ คงลืมไปแล้ว
นายพีรพันธุ์เห็นว่า การยุบสภาจึงจะแก้ปัญหาได้ และต้องเลือกอย่างน้อยถึง 2 ครั้ง สีถึงจะจางลง แต่ถ้าไม่ยุบสภา และปกครองกันต่อไปโดยไม่แก้กติกาอะไร ปัญหาก็จะไม่จบ
หาจุดร่วมคุยกัน-อย่าสุดขั้ว น่าจะพอมีทางออก
รศ.วุฒิสาร ตันไชย ผอ.วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า และอดีต ส.ส.ร.ปี 2550 มองว่า ตามหลักการแล้ว การแก้รัฐธรรมนูญทำได้ง่ายอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องแก้เมื่อใช้ครบ 5 ปี เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ตอนนี้เกิดความไม่ไว้ใจขึ้นว่า จะแก้เพื่ออะไรกันแน่ ระหว่าง 1.แก้เพื่อให้การเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หรือ 2.แก้เพื่อประโยชน์ของคนเพียงคนเดียว
อดีต ส.ส.ร.ปี2550 กล่าวเตือนว่า ถ้าอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ให้คุยเรื่องที่ทุกฝ่ายคุยกันได้ก่อน ถ้าอย่างนี้ก็น่าจะพอมีทางออก แต่อย่าเอาเรื่องที่เป็นความเชื่อคนละซีก เช่น การนิรโทษกรรม มาพูดคุยกัน ซึ่งถ้าพูดกันมากก็จะไปกันไม่รอด
ส่วนแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญต้องเน้นเรื่องข้อเท็จจริงในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญว่า ใช้กันมาแล้วเกิดข้อบกพร่องอะไรขึ้นบ้าง และต้องใช้สติปัญญา และเอาความรู้ หลักวิชามาคุยกันให้มาก ไม่ใช่เอาอารมณ์ หรือเอาถูกใจเข้าว่า