ความร้อนความหนาว ความอิ่มความหิว สัมผัสอันอ่อนนุ่ม หรือแข็งกระด้าง แสง สี และเสียง ซึ่งกระทบหรือสัมผัสต่ออายตนะ ทั้งภายในภายนอก ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม นั่นยังไม่นับรวมถึงลักษณะทางพันธุกรรม ที่ถ่ายทอดมาทางยีน และโครโมโซม หรือผลกระทบจากอิทธิพลของดวงดาว ในแง่ของแรงดึงดูดของโลก ดวงจันทร์ และอิทธิพลของดาวอื่น รวมถึงสนามแม่เหล็กในชั้นบรรยากาศ ของดวงดาวต่างๆ ที่ส่งผลระหว่างกัน ในฐานะเป็นสมาชิกในสุริยจักรวาลทั้งหลายอีกด้วย
สิ่งเหล่านี้กระทำต่อชีวิตน้อยๆ และสะสมบ่มเพาะอยู่ในกายและจิตของเขา (หรือเธอ) ราวกับจะให้มาเป็นต้นทุน จนกว่าชีวิตของทารกผู้นั้นจะเติบใหญ่ เพียงพอที่จะเรียนรู้ และสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้
นี่เป็นข้อเท็จจริงของธรรมชาติประการหนึ่ง ที่นักภาวนาจะต้องพึงตระหนัก นอกเหนือไปจากความเข้าใจในเรื่อง กิเลส กรรม วิบาก และหัวข้อธรรมอื่นๆ อันเนื่องอยู่กับสมาธิภาวนาโดยตรง
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ภาพรวมของสัจจะตามธรรมชาติ เมื่อพิจารณาให้รอบด้าน ก็สามารถจะเรียกได้ว่า เป็น “อิทัปปัจจยตา” ของสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่า “คน” หรือ “มนุษย์” ได้เช่นเดียวกัน
กล่าวโดยสรุปแล้ว มนุษย์มีความซับซ้อนในตัวเอง ด้วยสามารถคิด และตัดสินใจใดๆ ได้ แม้ว่าจะปราศจากเหตุผลโดยสิ้นเชิง มีเพียงอารมณ์ ความรู้สึก เช่น รัก เกลียด ชอบ ชัง หรือหลงใหลได้ปลื้ม ก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ จะมากจะน้อย ปุถุชนจึงมีอย่างน้อย ๒ ด้าน ในคนคนเดียวกันเสมอ จะเรียกว่า หน้าฉาก-หลังฉาก หรือ ด้านมืด-ด้านสว่าง ตลอดจน ด้านดี-ด้านเลว ก็แล้วแต่จะว่ากันไป
แน่ล่ะ ว่าด้านดี หรือด้านสว่างของเรา ถือได้ว่า เป็นหน้าฉาก หรือเป็นด้านที่เปิดเผย แทบไม่มีใครสนใจปกปิด เพราะเดินไปตามมาตรฐานสังคม อย่างเป็นปกติวิสัย
แต่ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธได้ยากว่า ในส่วนของด้านมืด หรือซอกหลืบ ก้นบึ้งทางอารมณ์ ก็เป็นแรงกระตุ้น หรือพลังขับเคลื่อน “ตัวตน” ของแต่ละคนอยู่ด้วย เช่นกัน
เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นความสามัญ หรือสามานย์ชนิดหนึ่ง และง่ายเป็นอย่างยิ่งที่จะกระตุ้นความสนใจของผู้คนว่า คนอื่นมีหน้าฉาก และหลังฉากต่างจากตนเช่นไร
ดังเช่นที่มีคอลัมน์ซุบซิบนินทา ปรากฏอยู่ในสื่อหลายประเภท ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย นับตั้งแต่วารสารดารา รายการโทรทัศน์ เว็บไซต์ยอดนิยม หรือกระทั่งนิตยสารวิเคราะห์การเมืองชั้นนำก็ตามที
อย่างไรก็ตาม ทวิลักษณ์ หรือทวินิยม ในกรอบคิด หรือวิถีแห่ง โลกสันนิวาส เช่นนี้ ก็ส่งผลต่อการภาวนาอยู่ไม่น้อย
ในด้านหนึ่ง สำหรับผู้ที่ยังมิได้ตระหนักรู้ด้วยตนเอง การภาวนาที่ถูกต้อง เหมาะสม และต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้นั้นเกิดญาณทัศนะ ที่จะพิจารณา จนเห็นธรรมชาติเดิมแท้ของตนเองทั้ง ๒ ด้าน เพื่อการสรุปบทเรียน และยกระดับการเรียนรู้ให้สูงขึ้น
หรือไม่เช่นนั้น ก็เพื่อการตระหนักรู้ ที่จะช่วยให้ ลด ละ เลิก ปัจจัยด้านอกุศลมูล จนจางคลาย และหายไปได้ในที่สุด
พร้อมๆ กันนั้น สำหรับบางคนที่มีธรรมชาติของการเป็นนักภาวนาอยู่แล้ว ทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ของผู้ปฏิบัติ ย่อมเปรียบเสมือนข้อสอบ หรือแบบฝึกหัดชุดใหญ่ ให้เขา (หรือเธอ) ใช้เป็นอุบายในการภาวนาได้เป็นอย่างดี จนกว่าจะก้าวข้าม “ทวิลักษณ์” ไปได้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สำหรับ “ภาวนาวิถี” นั้น มีองค์คุณสำคัญอยู่ที่การ “ก้าวข้าม” ข้อจำกัดต่างๆ กระทั่งในที่สุด ก็จะสามารถจะใช้อุปสรรคให้เป็นเส้นทาง ที่ทอดข้ามไปสู่การ “บรรลุธรรม” ได้ในที่สุด
นักภาวนาที่แท้ จึงควรตระหนักรู้ ว่าตนยังมีทวินิยมอยู่ในจิตหรือไม่ และสามารถสำเหนียกได้ ถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นและมีอยู่ ว่าล้วนแล้วแต่เป็น “ปรากฏการณ์” บน “ภาวนาวิถี” ประเภทหนึ่งเท่านั้น
"พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ"