วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

คม ชัด ลึกก้าวสู่ปีที่ 9

จดจำผู้เข้าใช้ ลงทะเบียนใหม่ ? ลืมรหัสผ่าน?

เศรษฐกิจ - การตลาด

วันที่ 2 มีนาคม 2552

ส่งต่อ ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ พิมพ์ข่าวหน้านี้ ขนาดตัวอักษร Reset

บ้านยิ้มกทม.! วิน-วิน เกม เกมเศรษฐกิจ การเมือง

คมชัดลึก : “บ้านยิ้ม กทม.” คือชื่อโครงการสวัสดิการที่อยู่อาศัยที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่งยิ้มนำร่องตาม ”ธีม” เมื่อครั้งสมัยหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า ออกโชว์ผลงานเอาใจข้าราชการ-ลูกจ้าง กทม. โดยรองผู้ว่าราชการฯ ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ผู้ที่เป็นหัวจักรคิดคนสำคัญที่ผ่านทั้งงานราชการ

เดิมเคยเป็นหนึ่งในทีมรองผู้ว่าฯ กทม. สมัย ดร.พิจิตต รัตตกุล และก่อนหน้าที่จะตัดสินใจมานั่งเก้าอี้นี้อีกครั้ง ดร.ธีระชน นั่งบริหาร บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค หรือ เพอร์เฟค
 โครงการสวัสดิการที่อยู่อาศัยนี้ กทม.ตั้งเป้าในเง่มูลค่าวงเงินไว้ที่ 8,600 ล้านบาท ผ่าน 2 โครงการย่อยคือ โครงการอาคารชุดผู้มีรายได้น้อย 4,500 ล้านบาท และโครงการที่อยู่อาศัยทั่วไปไม่จำกัดชื่อโครงการระดับราคา ประเภทของที่อยู่อาศัยอีก 3,500 ล้านบาท โดยโครงการอาคารชุดผู้มีรายได้น้อย กทม. ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ที่นำเอาบ้าน-คอนโดในโครงการบ้านเอื้ออาทร 1 หมื่นหน่วยมาร่วม โดยมี 3 แบงก์รัฐ ทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ร่วมปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคงที่ 2.75% ยาว 30 ปี
 หากพิจารณา โรดแมฟ ที่วางผ่านชิ้นงานด้านที่อยู่อาศัยนี้ ส่งผลดีหลายมิติ ทั้งแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ช่วยให้ข้าราชการ ลูกจ้างกทม.กว่า 50% ที่เช่าบ้านอยู่นั้นมีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเอง แถมอัตราการผ่อนส่งต่องวดก็ถูก เพียง 1,850 บาท
 ขณะเดียวกันยังช่วยให้ กคช. ที่กำลังเผชิญวิบากกรรมจากนโยบายด้านที่อยู่อาศัยยุครัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ผ่อนคลายปลดล็อกบ้านค้างสต็อกให้ กคช. ได้อีกทาง หากขายหมด 1 หมื่นหน่วย จะมีเงินเข้ามา 3,900 ล้านบาท จะช่วยพลิกฟื้นผลประกอบการของการเคหะฯ ได้เร็วขึ้น และคงไม่ต้องขอมติคณะรัฐมนตรี เพราะการซื้อขายกันครั้งนี้ เป็นการเปิดลูกจ้าง หรือข้าราชการทำสัญญาเองโดยตรง
 และอีกมิติหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ มิติเชิงการเมืองต่อ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์" หรือต่อพรรคประชาธิปัตย์ นั่นก็คือ คะแนนเสียงที่ (อาจ) เกิดขึ้นในการเลือกตั้งสมัยหน้า อย่างชนิดที่เรียกว่า แค่ต่อยอดความคิด คลิกนิดเดียว ก็ได้ !!
 นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังส่งผลดีเพิ่มตัวคูณทางเศรษฐกิจ 3-6 เท่า ดังนี้ สินเชื่อ 100%, ธุรกิจอสังหาฯ และเฟอร์นิเจอร์ 100%, วัสดุก่อสร้างและแรงงาน 70%, ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม 10%, การจับจ่ายของผู้มีเงินได้ 20% และ การกระตุ้นต่อเนื่องเพื่อคงเงินฝากอีก 300%
 “ โครงการนี้รัฐบาล หรือ กทม.ไม่ต้องควักกระเป๋าเพิ่มสักบาท แต่เรานำเงินที่กทม.มีอยู่แล้วมาบริหารเพื่อให้เกิดประโยชน์ หรือ เพิ่มมูลค่า” ดร.ธีระชน กล่าว
 ทั้งนี้ ในการจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูกสำหรับข้าราชการและลูกจ้าง ที่มีรายได้ต่ำกว่า 13,500 บาท/เดือน โดยเป็นอาคารชุดหรือบ้านเอื้ออาทรของการเคหะฯ จำนวน 10,000 ยูนิต ยูนิตละ 390,000 บาท แต่หากรวมเฟอร์นิเจอร์ แอร์ มุ้งลวดเหล็กดัด คิดเพิ่ม 60,000 บาท/หน่วย เบ็ดเสร็จทุกอย่างเรียกว่า คอนโด พร้อมอยู่ รวมราคา 450,000 บาท
 หากข้าราชการและลูกจ้าง กทม.ที่สนใจสามารถผ่อนชำระในอัตราเพียง 1,850 บาท ผ่านทางธนาคาร 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท อัตราการผ่อนดังกล่าวนี้ถือว่าต่ำ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ข้าราชการ ลูกจ้างกทม.กว่า 50%  เช่าบ้านอยู่ได้มีที่อยู่เป็นของตนเอง โดยปัจจุบันมีอยู่กว่า 9 หมื่นรายนั้น นอกจากนี้ยังจะเพิ่มสวัสดิการพิเศษอื่นๆ เช่น ปลอดค่าส่วนกลางเป็นเวลา 5 ปี และการเคหะฯ ได้ประสานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) วิ่งให้บริการด้วย
 สำหรับข้าราชการ และลูกจ้าง กทม. ที่ต้องการกู้เงินไปซื้อที่อยู่อาศัยประเภทอื่นหรือการไปซื้อโครงการเอกชนนั้นก็สามารถทำเรื่องกู้เงินจากสถาบันทางการเงินทั้ง 3 แห่งได้ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2.75% คงที่ 30 ปี มีการตั้งวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,500 ล้านบาท
 ทั้งนี้ ประมาณการว่าภายใน 1 ปี มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 24,000 ล้านบาท ได้แก่ ภาคการเงินปล่อยเงินกู้ 8,000 ล้านบาท กระตุ้นภาคอสังหาฯ และเกิดการจ้างงาน เป็นต้น และหากวงเงินที่ทั้ง 3 แบงก์รัฐปล่อยกู้ไปนั้นหมดเท่าไหร่ กทม.พร้อมที่จะนำไปเติมเต็มในบัญชีให้ครบจำนวน
 การได้เงื่อนไขพิเศษนี้ กทม.ได้ปรับปรุงเงื่อนไขกับทางธนาคาร ด้วยการยกเลิกเงื่อนไขการดำรงเงินฝากประจำสูงสุด 6,000 ล้านบาท ยกเลิกเงื่อนไขการดำรงเงินฝากออมทรัพย์สูงสุด 1,800 ล้านบาท เป็นเงื่อนไขใหม่ คือ เป็นเงินฝากออมทรัพย์พิเศษอัตราดอกเบี้ยงคงที่ 1% เท่ากับจำนวนวงเงินสินเชื่อโครงการอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 2.75% โดยธนาคารได้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ 1.75% หรือน้อยกว่านี้ตามโครงการทุนบุตรข้าราชการและลูกจ้างกทม.ปีละ 0.25% ของวงเงินสินเชื่อคิดเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี รวม 600 ล้านบาท
 โดยกทม.ได้นำเงินไปฝากกับทั้ง 3 แบงก์ของรัฐคือ ออมสิน วงเงินฝาก 3,000 ล้านบาท, ธอส. วงเงิน 5,000 ล้านบาท และ กรุงไทย 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้ข้าราชการ ลูกจ้าง มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง รวมถึงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมีความต้องการสูงอาจจะพิจารณาขยายวงเงินเป็น 10,000 ล้านบาท
 การจัดทำโครงการด้านที่อยู่อาศัยนี้ กทม.มีแผนที่จะขยายผลสู่การร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น การสร้างที่อยู่อาศัยในที่ดินของหน่วยงานรัฐ เช่น ที่ดินของรฟม. กรมธนารักษ์ เป็นต้น

 

ปรียา เทศนอก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง