วันที่ 2 มีนาคม 2552
ส่งต่อ
พิมพ์
ขนาดตัวอักษร
Reset
คมชัดลึก : บ้านยิ้ม กทม. คือชื่อโครงการสวัสดิการที่อยู่อาศัยที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่งยิ้มนำร่องตาม ธีม เมื่อครั้งสมัยหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า ออกโชว์ผลงานเอาใจข้าราชการ-ลูกจ้าง กทม. โดยรองผู้ว่าราชการฯ ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ผู้ที่เป็นหัวจักรคิดคนสำคัญที่ผ่านทั้งงานราชการ
เดิมเคยเป็นหนึ่งในทีมรองผู้ว่าฯ กทม. สมัย ดร.พิจิตต รัตตกุล และก่อนหน้าที่จะตัดสินใจมานั่งเก้าอี้นี้อีกครั้ง ดร.ธีระชน นั่งบริหาร บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค หรือ เพอร์เฟค
โครงการสวัสดิการที่อยู่อาศัยนี้ กทม.ตั้งเป้าในเง่มูลค่าวงเงินไว้ที่ 8,600 ล้านบาท ผ่าน 2 โครงการย่อยคือ โครงการอาคารชุดผู้มีรายได้น้อย 4,500 ล้านบาท และโครงการที่อยู่อาศัยทั่วไปไม่จำกัดชื่อโครงการระดับราคา ประเภทของที่อยู่อาศัยอีก 3,500 ล้านบาท โดยโครงการอาคารชุดผู้มีรายได้น้อย กทม. ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ที่นำเอาบ้าน-คอนโดในโครงการบ้านเอื้ออาทร 1 หมื่นหน่วยมาร่วม โดยมี 3 แบงก์รัฐ ทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ร่วมปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคงที่ 2.75% ยาว 30 ปี
หากพิจารณา โรดแมฟ ที่วางผ่านชิ้นงานด้านที่อยู่อาศัยนี้ ส่งผลดีหลายมิติ ทั้งแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ช่วยให้ข้าราชการ ลูกจ้างกทม.กว่า 50% ที่เช่าบ้านอยู่นั้นมีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเอง แถมอัตราการผ่อนส่งต่องวดก็ถูก เพียง 1,850 บาท
ขณะเดียวกันยังช่วยให้ กคช. ที่กำลังเผชิญวิบากกรรมจากนโยบายด้านที่อยู่อาศัยยุครัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ผ่อนคลายปลดล็อกบ้านค้างสต็อกให้ กคช. ได้อีกทาง หากขายหมด 1 หมื่นหน่วย จะมีเงินเข้ามา 3,900 ล้านบาท จะช่วยพลิกฟื้นผลประกอบการของการเคหะฯ ได้เร็วขึ้น และคงไม่ต้องขอมติคณะรัฐมนตรี เพราะการซื้อขายกันครั้งนี้ เป็นการเปิดลูกจ้าง หรือข้าราชการทำสัญญาเองโดยตรง
และอีกมิติหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ มิติเชิงการเมืองต่อ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์" หรือต่อพรรคประชาธิปัตย์ นั่นก็คือ คะแนนเสียงที่ (อาจ) เกิดขึ้นในการเลือกตั้งสมัยหน้า อย่างชนิดที่เรียกว่า แค่ต่อยอดความคิด คลิกนิดเดียว ก็ได้ !!
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังส่งผลดีเพิ่มตัวคูณทางเศรษฐกิจ 3-6 เท่า ดังนี้ สินเชื่อ 100%, ธุรกิจอสังหาฯ และเฟอร์นิเจอร์ 100%, วัสดุก่อสร้างและแรงงาน 70%, ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม 10%, การจับจ่ายของผู้มีเงินได้ 20% และ การกระตุ้นต่อเนื่องเพื่อคงเงินฝากอีก 300%
“ โครงการนี้รัฐบาล หรือ กทม.ไม่ต้องควักกระเป๋าเพิ่มสักบาท แต่เรานำเงินที่กทม.มีอยู่แล้วมาบริหารเพื่อให้เกิดประโยชน์ หรือ เพิ่มมูลค่า” ดร.ธีระชน กล่าว
ทั้งนี้ ในการจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูกสำหรับข้าราชการและลูกจ้าง ที่มีรายได้ต่ำกว่า 13,500 บาท/เดือน โดยเป็นอาคารชุดหรือบ้านเอื้ออาทรของการเคหะฯ จำนวน 10,000 ยูนิต ยูนิตละ 390,000 บาท แต่หากรวมเฟอร์นิเจอร์ แอร์ มุ้งลวดเหล็กดัด คิดเพิ่ม 60,000 บาท/หน่วย เบ็ดเสร็จทุกอย่างเรียกว่า คอนโด พร้อมอยู่ รวมราคา 450,000 บาท
หากข้าราชการและลูกจ้าง กทม.ที่สนใจสามารถผ่อนชำระในอัตราเพียง 1,850 บาท ผ่านทางธนาคาร 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท อัตราการผ่อนดังกล่าวนี้ถือว่าต่ำ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ข้าราชการ ลูกจ้างกทม.กว่า 50% เช่าบ้านอยู่ได้มีที่อยู่เป็นของตนเอง โดยปัจจุบันมีอยู่กว่า 9 หมื่นรายนั้น นอกจากนี้ยังจะเพิ่มสวัสดิการพิเศษอื่นๆ เช่น ปลอดค่าส่วนกลางเป็นเวลา 5 ปี และการเคหะฯ ได้ประสานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) วิ่งให้บริการด้วย
สำหรับข้าราชการ และลูกจ้าง กทม. ที่ต้องการกู้เงินไปซื้อที่อยู่อาศัยประเภทอื่นหรือการไปซื้อโครงการเอกชนนั้นก็สามารถทำเรื่องกู้เงินจากสถาบันทางการเงินทั้ง 3 แห่งได้ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2.75% คงที่ 30 ปี มีการตั้งวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ ประมาณการว่าภายใน 1 ปี มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 24,000 ล้านบาท ได้แก่ ภาคการเงินปล่อยเงินกู้ 8,000 ล้านบาท กระตุ้นภาคอสังหาฯ และเกิดการจ้างงาน เป็นต้น และหากวงเงินที่ทั้ง 3 แบงก์รัฐปล่อยกู้ไปนั้นหมดเท่าไหร่ กทม.พร้อมที่จะนำไปเติมเต็มในบัญชีให้ครบจำนวน
การได้เงื่อนไขพิเศษนี้ กทม.ได้ปรับปรุงเงื่อนไขกับทางธนาคาร ด้วยการยกเลิกเงื่อนไขการดำรงเงินฝากประจำสูงสุด 6,000 ล้านบาท ยกเลิกเงื่อนไขการดำรงเงินฝากออมทรัพย์สูงสุด 1,800 ล้านบาท เป็นเงื่อนไขใหม่ คือ เป็นเงินฝากออมทรัพย์พิเศษอัตราดอกเบี้ยงคงที่ 1% เท่ากับจำนวนวงเงินสินเชื่อโครงการอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 2.75% โดยธนาคารได้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ 1.75% หรือน้อยกว่านี้ตามโครงการทุนบุตรข้าราชการและลูกจ้างกทม.ปีละ 0.25% ของวงเงินสินเชื่อคิดเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี รวม 600 ล้านบาท
โดยกทม.ได้นำเงินไปฝากกับทั้ง 3 แบงก์ของรัฐคือ ออมสิน วงเงินฝาก 3,000 ล้านบาท, ธอส. วงเงิน 5,000 ล้านบาท และ กรุงไทย 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้ข้าราชการ ลูกจ้าง มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง รวมถึงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมีความต้องการสูงอาจจะพิจารณาขยายวงเงินเป็น 10,000 ล้านบาท
การจัดทำโครงการด้านที่อยู่อาศัยนี้ กทม.มีแผนที่จะขยายผลสู่การร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น การสร้างที่อยู่อาศัยในที่ดินของหน่วยงานรัฐ เช่น ที่ดินของรฟม. กรมธนารักษ์ เป็นต้น
ปรียา เทศนอก