กลับหน้าแรก
จักรยานพระราชทาน น้ำพระราชหฤทัยพระราชาสานอนาคตเยาวชนไทย
หน้าที่หนึ่งของเยาวชน คือการศึกษาเล่าเรียนและนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาทำประโยชน์ให้แก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ

แต่สำหรับเด็กไทยในชนบทอันห่างไกลความเจริญแล้ว อุปสรรคหนึ่งที่คนเมืองอาจมองข้าม คือ การเดินทางไปโรงเรียน ซึ่งยังมีเด็กไทยอีกจำนวนมากที่ต้องประสบปัญหาการเดินทางในหลากหลายรูปแบบ เช่น บ้านอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าปกติ หรือต้องโดยสารรถสองแถวกันอย่างแออัดยัดเยียด

ขณะเดียวกัน บางส่วนยังยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการโดยสารรถสาธารณะ หรือในบางครั้งก็ไม่มีรถโดยสารสาธารณะให้บริการ เนื่องจากพื้นที่ห่างไกลเกินไป

แทนที่เยาวชนไทยจะได้ใช้พลังกาย พลังสมองในการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างมีสมาธิ แต่ด้วยเหตุที่พวกเขาต้องเดินเท้าไปกลับโรงเรียนเป็นระยะทางวันละหลายกิโลเมตร ด้านหนึ่งนอกจากจะส่งผลให้พวกเขาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเกินไปที่จะตั้งใจเรียนหนังสือให้เต็มที่แล้ว อีกด้านหนึ่ง หลายคนอาจถึงกับขาดเรียนบ่อยๆ หรืออาจถอดใจเลิกเรียน

ปัญหาการเดินทางจึงนับเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กในพื้นที่ชนบทห่างไกลเป็นอันมาก

อย่างไรก็ดี ก่อนที่เรื่องราวของจักรยานพระราชทานจะเกิดขึ้น หากจำได้ ช่วงปี 2558 กับกิจกรรมแห่งหน้าประวัติศาสตร์ Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่ ที่จัดขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2558 ครั้งนั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อประชาชนทั่วประเทศหลายแสนคนออกมาปั่นจักรยานกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 12 สิงหาคม 2558 ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นับเป็นช่วงเวลาที่ทุกดวงใจที่เข้าร่วมในกิจกรรมปั่นเพื่อแม่ ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือการแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติ “แม่ของแผ่นดิน”

ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสว่า

“ขอให้กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมมงคลของประเทศ ขอให้ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมมีความสุข มีความปีติที่จะทำกิจกรรมถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และขอให้ลูกทุกคนที่เป็นลูกกตัญญู ระลึกถึงคุณความดีของแม่ ได้ออกมาร่วมสนับสนุนการทำกิจกรรมนี้ เพื่อให้กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมแห่งวันประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ”

คงจำกันได้ ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง ยังความปลาบปลื้มประทับใจแก่คนไทยทั้งชาติ นั่นคือ เรื่องราวของ “น้องทาม” ด.ช.วรรธนะ คำอินทร์ อายุ 11 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดหนองนาดงกวาง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นเด็กพิการไร้แขน ผู้มีความวิริยะ พาจักรยานคู่ใจสีชมพูร่วมปั่นเพื่อแม่ในวันประวัติศาสตร์

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ภาพน้องทาม โดยฝีมือการถ่ายของนายเสกสรร เสาวรส เป็น 1 ใน 5 ภาพที่ชนะการประกวดภาพกิจกรรม “Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่ทั่วแผ่นดิน” โดยกระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ภาพทั้ง 5 แบ่งตามประเภท ได้แก่ ความรัก, ความสามัคคี, ความกตัญญู, ลูกทำเพื่อแม่ และความมุ่งมั่น โดยภาพน้องทามได้รางวัลชมเชยประเภทความมุ่งมั่น เพราะแม้จะเป็นผู้พิการไร้แขนทั้งสองข้างตั้งแต่กำเนิด แต่มีความวิริยะพาจักรยานคู่ใจสีชมพูร่วมปั่นในวันประวัติศาสตร์ระยะทาง 9 กิโลเมตรอีกด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรภาพดังกล่าว พระองค์มีรับสั่งว่า หัวใจเด็กคนนี้ มีสีธงชาติและแผ่นดิน น่านับถือ

จากนั้นมีรับสั่งให้ตามหาน้องทาม และโปรดเกล้าฯ ให้กองงานกิจการในพระองค์จัดทำรถจักรยานสำหรับเด็กไร้แขนปั่นได้สะดวกและง่ายในการดำรงชีวิต เพื่อพระราชทานแก่น้องทาม

ที่สุดวันที่ 10 กันยายน 2558 พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต รองราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมคณะช่างจากร้านจักรยานสุขสำราญ Healthy Person Bike Shop นำรถจักรยานพระราชทานมามอบให้น้องทามถึงบ้านที่ จ.พิษณุโลก

โดยจักรยานคันนี้เป็นจักรยานพระที่นั่งของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ยี่ห้อ Trek รุ่น 4700 สีฟ้า-เหลือง ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ร้านจักรยานสุขสำราญ Healthy Person Bike นำมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับผู้พิการไร้แขนเป็นพิเศษ โดยทรงเน้นย้ำถึงเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด ยังความปลาบปลื้มแก่น้องทามและครอบครัวเป็นอันมาก

ที่สุด เรื่องราวของจักรยานเพื่อเยาวชนด้อยโอกาสทั่วประเทศจึงกำเนิดขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปณิธานที่จะพระราชทานจักรยานแก่เด็กนักเรียนที่ยากจนและด้อยโอกาส ด้วยทรงห่วงใยเด็กนักเรียนที่อยู่ห่างไกล ให้มีจักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว เพื่อเป็นการลดระยะเวลาในการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน ทำให้เด็กนักเรียนมีเวลาในการเรียนหนังสือเพิ่มมากขึ้น

ต่อมาปี 2559 กระทรวงศึกษาธิการจึงรับสนองพระราชดำริ ดำเนินโครงการจักรยานพระราชทาน ในรูปแบบจักรยานยืมเรียนให้แก่เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่ยากจน ด้อยโอกาส และมีความจำเป็นที่ต้องใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางไปเรียนหนังสือ จัดจักรยานจำนวน 9,900 คัน เพื่อเป็นของขวัญวันเด็กแก่นักเรียน โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการคัดเลือกเด็กนักเรียนที่เห็นสมควรได้รับมอบจักรยานพระราชทานจำนวน 9,660 คัน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด ใน 4 จังหวัด ได้แก่ สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา 4 อำเภอ เพื่อดำเนินการคัดเลือกนักเรียนที่เห็นสมควรจะได้รับมอบจักรยานพระราชทาน จำนวน 240 คัน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 9,900 คัน

ทั้งนี้ ในการดำเนินการคัดเลือกนักเรียนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด มีกระบวนการจัดสรรที่เป็นธรรมและโปร่งใส โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตดำเนินการคัดเลือกเด็กนักเรียนตามเกณฑ์ คือ เป็นเด็กนักเรียนที่ครอบครัวยากจน ผู้ปกครองมีรายได้ไม่เกิน 40,000 บาทต่อปี, นักเรียนมีลักษณะการเดินเท้ามาเรียน โดยนักเรียนในเขตบริการที่อยู่ห่างไกลจากโรงเรียนเกินกว่า 3 กิโลเมตร

นอกจากนี้ นักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกรับมอบจักรยาน ต้องสามารถขี่จักรยานได้ ดูแลตัวเองให้สามารถเดินทางด้วยความปลอดภัย และสะดวกในการใช้จักรยานในการเดินทาง โดยไม่ใช้เส้นทางบนภูเขา หรือใช้ในที่การจราจรคับคั่ง และเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อเด็ก

ทั้งหมดนี้ด้วยพระเมตตา พระมหากรุณาธิคุณ และน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งผ่าน ไปยังเยาวชนไทยอนาคตของชาติโดยแท้
น้องทามผู้พิริยะมุ่งมั่น
วันเวลาผ่านไป หัวใจดวงน้อยยังคงยิ่งใหญ่ ด.ช.วรรธนะ คำอินทร์ หรือ น้องทาม ผู้ซึ่งเข้าร่วมโครงการ “Bike for Dad” และ “Bike for Mom” และได้รับพระราชทานจักรยานพิเศษที่ดัดแปลงเพื่อเจ้าตัวโดยเฉพาะจากน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หลังจากนั้น น้องทามได้เพียรฝึกซ้อมกับจักรยานพระราชทานเป็นประจำทุกวันจนสามารถปั่นได้คล่องแคล่ว และได้เข้าปั่นในงานปั่นจักรยานต่างๆ หลายครั้ง นอกเหนือจากใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนทุกวัน อย่างกิจกรรม Bike อุ่นไอรัก จ.พิษณุโลก ในวันที่ 9 ธันวาคม 2561 น้องทามก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วม

ย้อนไปครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสู่สวรรคาลัย น้องทามและครอบครัว ต่างเศร้าโศกเหมือนกับพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งประเทศ และได้กล่าวว่า รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาตนเองและครอบครัวได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน และรู้สึกดีใจที่ปั่นเพื่อในหลวง ปั่นเพื่อพระราชินี และได้รับจักรยานพระราชทาน หลังจากนี้จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นคนดีของสังคม ตอบแทนพระองค์ท่าน

วันนี้ น้องทามในวัย 15 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหนองนาดงกวาง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ยังคงดำเนินชีวิตตามที่ได้ลั่นวาจาไว้

มากไปกว่านั้นหากใครติดตามเขา น้องทามได้กลายเป็นศิลปินวาดภาพตัวน้อยไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีแขนทั้ง 2 ข้าง แต่ก็ได้ใช้ความพยายามจนสามารถใช้เท้าวาดภาพบนผืนผ้าใบอย่างสวยงาม พร้อมทั้งได้นำภาพที่วาดประกาศขายในเฟซบุ๊ก “แม่น้องเท่ห์กะน้องทาม คำอินทร์” เพื่อหารายได้เป็นทุนการศึกษาและช่วยแบ่งเบาภาระผู้เป็นแม่ หรือ นางดอกรัก คำอินทร์

สำหรับผู้ที่สนใจผลงานการวาดภาพด้วยเท้าของน้องทาม สามารถเข้าชมภาพวาดได้ที่เฟซบุ๊ก “แม่น้องเท่ห์กะน้องทาม คำอินทร์”

และนี่คือหัวใจแห่งความเพียรของน้องทามที่คนไทยไม่เคยลืม