กลับหน้าแรก
โครงการเกษตรในพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐
โครงการเกษตรวิชญา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
โครงการเกษตรวิชญา ตั้งอยู่บ้านกองแหะ หมู่ 4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เดิมคือ โครงการพัฒนาพื้นที่สวนบ้านกองแหะ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริฯ ด้วยทรงเห็นความสำคัญของการเกษตรในประเทศไทย เพื่อเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ในพื้นที่บ้านกองแหะ แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพระราชทานชื่อใหม่ว่า โครงการ “เกษตรวิชญา” เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2549

วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่โครงการ ทั้งยังเป็นแหล่งจ้างแรงงานราษฎรในพื้นที่ที่ไม่มีงานทำ เป็นการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งธนาคารอาหารชุมชนและพืชสมุนไพร ตลอดจนผลิตกล้าไม้เพื่อแจกจ่ายให้ราษฎรนำไปปลูกขยายผลในพื้นที่ของราษฎร

“เกษตรวิชญา” มีพื้นที่โครงการรวมทั้งสิ้น 1,350 ไร่ ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่หนึ่งพื้นที่ส่วนราชการเป็นที่ตั้งของอาคารศูนย์เรียนรู้ฯ อาคารฝึกอบรม และอาคารศูนย์อภิบาลเด็กสายใยรักจากแม่สู่ลูก รวมถึงแปลงสาธิตจุดเรียนรู้การพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร มีเนื้อที่ีรวมทั้งสิ้น 138 ไร่ ส่วนที่สอง เป็นพื้นที่ทรงงาน มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 32 ไร่ ส่วนที่สาม เป็นพื้นที่พัฒนาการเกษตร มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 139 ไร่ โดยขณะนี้มีเกษตรกรใช้ประโยชน์จากที่ดินเดิมจำนวน 60 ราย มีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ฟื้นฟูปรับปรุงดิน พัฒนาแหล่งน้ำ ส่งเสริมอาชีพ และเป็นศูนย์เรียนรู้

ส่วนที่สี่ เป็นพื้นที่วนเกษตรและธนาคารอาหารชุมชน รวม 123 ไร่ มีการพัฒนาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม อนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธาร รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมพัฒนาพืชสมุนไพร และเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติให้ชุมชนมีส่วนร่วม รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 123 ไร่ และส่วนที่ห้า เป็นส่วนสุดท้าย เป็นพื้นที่ป่าไม้ที่ได้ร่วมกับกรมป่าไม้ในการอนุรักษ์ป่าไม้ตามธรรมชาติ และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววนเกษตร ที่จัดให้เป็นเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติรวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 918 ไร่
โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ยโสธร
ย้อนกลับไปก่อนปี 2543 พื้นที่บริเวณหนองอึ่งครอบคลุม 7 หมู่บ้านของ ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร มีสภาพพื้นที่ลุ่มต่ำ ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีในช่วงหน้าฝน สร้างความเสียหายทั้งไร่นา ถนนหนทาง ครั้นพอถึงหน้าแล้งน้ำท่ากลับไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค เป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องบุกรุกป่าหาที่ทำกินใหม่ สภาพป่าจึงเริ่มเสื่อมโทรมส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่จนต้องอพยพเข้าเมืองใหญ่หวังยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัยซ้ำซาก ณ โรงเรียนบ้านคำน้ำสร้าง ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร

ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้มีการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่โดยรวม ได้แก่ การขุดลอกหนองอึ่งเพื่อเป็นแหล่งน้ำทำการเกษตรและขยายพันธุ์ปลา, การปรับปรุงสภาพดินโดยรอบหนองอึ่ง โดยปลูกต้นไม้และหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และฟื้นฟูสภาพป่าโดยรอบหนองอึ่ง เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้อย่างเกื้อกูลกัน โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ยโสธร จึงเป็นอีกโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งพระราชปณิธานที่จะทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวทางของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ต่อไป

โครงการ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่” ในพระราชานุเคราะห์ฯ
เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในปี พ.ศ. 2545 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ พระองค์ทรงรับโครงการดังกล่าวไว้ในพระราชานุเคราะห์ และพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธยไว้ในเครื่องหมายสัญลักษณ์โครงการและเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโครงการ “คลินิกเกษตรฯ” เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 ณ หมู่ 5 ต.บ้านหลวง อ.ดอนพุด จ.สระบุรี

การจัดตั้งคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถทำให้การบริหารการจัดการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรแก่เกษตรกรระดับรากหญ้าบรรลุผลสำเร็จในรูปแบบ “วันสต็อปเซอร์วิส” เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถให้บริการตรงตามความต้องการและทันต่อเหตุการณ์ การดำเนินงานคลินิกเกษตรเป็นการบูรณาการวิชาการแต่ละสาขา ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง พัฒนาที่ดิน ฯลฯ โดยใช้การเคลื่อนที่เข้าไปหาเกษตรกร สร้างแรงดึงดูดใจและกระตุ้นให้เกษตรกรตื่นตัว ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของเกษตรกร

โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก่เกษตรกร ในการแก้ไขปัญหาด้านการผลิตทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริมและศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ในการพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

สำหรับเป้าหมายของโครงการเป็นการให้บริการทางการเกษตรแก่เกษตรกรตามความต้องการ และความเหมาะสมของพื้นที่ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ตลอดจนเสริมสร้างความรู้และฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมแก่เกษตรกร ส่วนรูปแบบกิจกรรมจะเน้นกิจกรรมด้านคลินิก ได้แก่ การให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ และวินิจฉัยและให้บริการโดยการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการ อาทิ คลินิกพืช เป็นการวิเคราะห์โรคและแมลงศัตรูพืช วัชพืช สารพิษตกค้าง การขาดธาตุอาหารพืช วัตถุมีพิษทางการเกษตร โดยกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

คลินิกดิน การวิเคราะห์และตรวจสอบดินและปุ๋ย โดยกรมพัฒนาที่ดินรับผิดชอบ คลินิกสัตว์ โรคสัตว์ ควบคุมบำบัดโรคสัตว์ ตรวจรักษาพยาบาลสัตว์ ฉีดวัคซีนสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ คลินิกประมง วิเคราะห์โรคสัตว์น้ำ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คุณภาพน้ำ โดยกรมประมง คลินิกบัญชี การจัดทำบัญชีฟาร์ม โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คลินิกชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ ฯลฯ โดยกรมชลประทาน คลินิกสหกรณ์ การดำเนินงานด้านสหกรณ์ ระเบียบปฏิบัติต่างๆ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ คลินิกกฎหมาย การดำเนินงานด้านกฎหมายที่ดิน โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และอื่นๆ

โครงการพระราชดำริพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบซีรา จ.ปัตตานี
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2544 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสภาพพื้นที่และทรงเยี่ยมเยียนราษฎรกลุ่มบ้านกูแบซีรา ต.กอลำ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้ทรงทราบถึงปัญหาของราษฎรในพื้นที่ว่า พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรของราษฎรมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ตลอดจนขาดแคลนน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภค

ในการนี้ ได้มีพระราชกระแสรับสั่ง ความว่า

“ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยขอให้แก้ไขปัญหาในเรื่องเร่งด่วนก่อน พร้อมทั้งศึกษาในภาพรวม เมื่อได้ศึกษาในภาพรวมทั้งระบบแล้ว ให้ดูว่าส่วนใดจะแก้ไขอย่างไร และแก้ไขในทีละส่วน เป็นขั้นตอน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ”

บ้านกูแบซีรา เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีราษฎรอาศัย 78 ครัวเรือน 371 คน ความเป็นอยู่ยากจน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา พื้นที่ทำการเกษตรเป็นดินร่วนปนทราย ในฤดูฝนจะมีน้ำไหลล้นทะลักเข้าท่วมหมู่บ้าน ถนนรอบหมู่บ้านถูกตัดขาด นาข้าว พืชผักและไม้ผลได้รับความเสียหาย สัตว์เลี้ยงก็ล้มตาย ส่วนฤดูแล้งก็ขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภค

หลังจากมีโครงการพระราชดำริพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบซีรา ทำให้ปัญหาน้ำท่วมขังพื้นที่อยู่อาศัยของราษฎรหมดไป พื้นที่ทำการเกษตรดีขึ้น มีอาชีพเสริมนอกจากการทำนา ทำให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงมีการสร้างถนนทำให้การเดินทางสะดวก การขนส่งพืชผลเกษตรออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ภายในหมู่บ้านยังมีสถานที่ออกกำลังกาย และส่งเสริมให้มีการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด จนปัจจุบันหมู่บ้านกูแบซีราได้รับการรับรองจากอำเภอประกาศให้เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติดอีกด้วย

โครงการเพื่อชุมชนเข้มแข็งและร่มเย็นบ้านสันติ2 ตามพระราชดําริ จ.ยะลา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในพื้นที่ จ.ยะลา โดยราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2549 จากบ้านสันติ 1 หมู่ 2 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา และบ้านสันติ 2 หมู่ 6 ต.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา จํานวน 74 ครอบครัว รวม 134 คน ซึ่งได้อพยพไปอยู่ที่วัดนิโรธสังฆาราม อ.เมืองยะลา ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอรับพระราชทานความช่วยเหลือ

ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2550 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการศูนย์การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้และผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาในขณะนั้น พร้อมคณะ เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายรายงานการพิจารณาหาทางช่วยเหลือราษฎรกลุ่มดังกล่าว โดยได้พระราชทานชื่อโครงการว่า “โครงการเพื่อชุมชนเข้มแข็งและร่มเย็นบ้านสันติ 2 ตามพระราชดําริในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร”