กลับหน้าแรก
ธ ทรงเป็น ‘กษัตริย์นักกีฬา’
“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” กษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระปรีชาสามารถหลายด้าน อาทิ ทรงเป็น “เจ้าฟ้านักบิน” แต่หากกล่าวถึงด้านการกีฬาแล้ว ทรงได้รับการยกย่องและมีบันทึกในราชกิจจานุเบกษาว่า “เจ้าฟ้าดาราลูกหนัง” เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และทรงศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลของโรงเรียนจิตรลดา หลังจากการเรียนจะมีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่พระองค์ทรงเข้าร่วมอยู่เสมอ นั่นคือกีฬาฟุตบอล โดยมี พระอาจารย์สำรวย ไชยยงค์ (พล.ต.สำเริง ไชยยงค์) อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดโอลิมปิก ครั้งที่ 16 ณ เมลเบิร์น ค.ศ.1956 (พ.ศ. 2499) ซึ่งเคยได้รับทุนพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อศึกษาวิชาโค้ชฟุตบอลชั้นสูง ณ ประเทศเยอรมนี (พ.ศ.2505-2506) เป็นพระอาจารย์สอนวิชาพลศึกษา จึงทรงได้รับการฝึกฟุตบอลอย่าง ถูกแบบแผนจาก “ปรมาจารย์ฟุตบอลเมืองไทย” นอกจากนี้ยังทรงเป็น หัวหน้าทีมโรงเรียนจิตรลดา อีกด้วย เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงสมีด แคว้นซัสเซกส์ และระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียน มิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซต ประเทศอังกฤษ ก่อนทรงเข้ารับการศึกษา ระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตามลำดับ พระองค์ยังโปรดการเล่นฟุตบอลมาโดยตลอด และที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน (พ.ศ.2515-2519) กรุงแคนเบอร์รา แม้ว่าจะต้องทรงศึกษาวิชาการทหารหลักสูตรชั้นสูงอย่างหนักแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นนักฟุตบอลของสถาบันและทรงร่วมอยู่ในทีมชุดชนะเลิศครั้งแรกของดันทรูน ถึง 3 สมัย

เมื่อเริ่มแรกทรงเล่นในตำแหน่งกองหน้า ก่อนจะย้ายมาในตำแหน่งกองหลังในภายหลัง

“ในตอนเย็นหลังจากโรงเรียนเลิกแล้ว พระองค์จะต้องซ้อมกีฬาซึ่งทรงเลือกเล่นฟุตบอล ตำแหน่งที่ทรงเล่น คือแบ็กทั้งซ้ายขวา แต่เดิมเมื่อทรงศึกษาอยู่ในโรงเรียนเตรียมนายร้อย พระองค์ทรงเล่นศูนย์หน้า ซึ่งทรงเล่นได้ดีเยี่ยม เป็นดาราของโรงเรียน ทำประตูได้เป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อย้ายมาศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนายร้อย มักถูกรุ่นพี่ “บีบ” ให้เล่นตำแหน่งกองหลัง ไม่มีโอกาสทำประตูและถูกส่งไปอยู่ทีมอ่อนที่สุด ทั้งนี้เพราะพวกรุ่นพี่เขาไม่ต้องการเห็นพระองค์ดีเด่น” บทสัมภาษณ์ พล.ต.สำเริง ไชยยงค์ จากบทความเรื่อง ‘พระจริยวัตรขณะที่ประทับอยู่ออสเตรเลีย”

หลังจากที่ทรงศึกษาสำเร็จและเสด็จนิวัตสู่ประเทศไทยแล้ว ระหว่าง พ.ศ.2520-2521 พระองค์ทรงเล่นฟุตบอลในทีมโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่น 46 อีกหลายครั้งในต่างจังหวัด ทรงเล่นฟุตบอลกับข้าราชบริพาร ทหาร ตำรวจและประชาชน แม้ภายหลัง จะมีพระราชภารกิจมากขึ้นแต่ยังคงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอล และพระราชทานถ้วยรางวัลรายการต่างๆ ยังความปลาบปลื้มแก่พสกนิกรและวงการกีฬาฟุตบอลของเมืองไทยเป็นล้นพ้น จนมีบันทึกในราชกิจจานุเบกษาครั้งเฉลิมพระเกียรติ ว่า “เจ้าฟ้าดาราลูกหนัง” ของปวงชนชาวไทย

ในเวลาต่อมา ความสนพระราชหฤทัยทางด้านกีฬาของพระองค์ยังได้ส่งต่อไปถึงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ในช่วงวันหยุดหรือช่วงปิดเทอม พระองค์ก็จะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพระราชโอรส ณ ประเทศเยอรมนี และทรงร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันเสมอ
กิจกรรมที่ทั้งสองพระองค์ทรงทำร่วมกันส่วนมากมักจะเป็น การทรงกีฬากลางแจ้ง เช่น เจ็ตสกีหิมะ ปั่นจักรยาน ขี่ม้า ว่ายน้ำ พายเรือ ฯลฯ

พระองค์ทรงสอนว่ายน้ำและพายเรือแก่พระราชโอรสด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้ก็เพื่อให้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง ฝึกทักษะการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าและมีความอดทน ซึ่งการทรงกีฬากลางแจ้งนั้นส่งผลให้ พระราชโอรสทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ ซึ่งไม่เพียง แต่พระปรีชาสามารถด้านกีฬาเท่านั้น ทั้งหมดที่กล่าวมายังแสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างพระองค์ท่านกับพระราชโอรสอย่างเหนียวแน่น จาก “เจ้าฟ้าดาราลูกหนัง” ก้าวสู่แผ่นดินรัชกาลที่ 10 ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ

ภาพและข้อมูล : สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอล แห่งประเทศไทย, จิรัฏฐ์ จันทะเสน
พระอัธยาศัยรักความผจญภัยโลดโผน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนพระราชหฤทัยในกีฬาหลายประเภท โปรดกีฬาหลายประเภท นอกเหนือจากฟุตบอลที่ทรงเล่นตั้งแต่ทรงพระเยาว์ที่โรงเรียนจิตรลดาแล้ว ยังมีกีฬาขี่ม้า ซึ่งในเวลาต่อมา พระราชธิดาสองพระองค์ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี” และ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา” โปรดและทรงม้าได้อย่างทรงพระปรีชาสามารถ เช่นกัน

พิพิธภัณฑ์กีฬาแห่งชาติได้รวบรวมพระราชประวัติด้านกีฬาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้มากมาย

ครั้งตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จประพาสยุโรป ครั้งนั้นพระองค์ทรงสเก็ตน้ำแข็งกับ “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี” โดยสเก็ตน้ำแข็งก็เป็นกีฬาโปรดของในหลวงรัชกาลที่ 8 และในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังสนพระราชหฤทัยในกีฬาเรือใบ เช่นเดียวกับสมเด็จพระบรมราชชนก เคยทรงเรือใบร่วมกับสมเด็จพระบรมราชชนก และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับที่วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ยังมีบันทึกที่พิพิธภัณฑ์กีฬาเกี่ยวกับพระราชประวัติด้านการกีฬาของในหลวงรัชกาลที่ 10 อีกว่า “ทรงมีพระอัธยาศัยรักความผจญภัย โลดโผนที่ต้องออกกำลังกายมาแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งการทรงม้า ซึ่งทรง ฝึกหัดตั้งแต่พระชนมพรรษาเพียง 11-13 พรรษา กระทั่งทรงได้อย่าง คล่องแคล่ว

แต่ที่โปรดมากในตอนนั้นคือการสร้างค่ายและโปรดให้มีกิจกรรมประจำค่ายซึ่งพระองค์กับทหารราชองครักษ์สร้างขึ้นเอง กิจกรรมที่โปรดได้แก่ การดับเพลิงเผาค่าย

การซ่อมแซมค่าย และการจัดเวรยาม เฝ้าค่ายซึ่งทรงอยู่ยามตลอดทั้งคืนด้วยพระองค์เอง”

พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางการกีฬาทั้งในฐานะผู้แทนพระองค์ และในส่วนของพระองค์เองนานัปการ เช่น การพระราชทานไฟพระฤกษ์กีฬาเยาวชนแห่งชาติ พระราชทาน พระบรมราชวโรกาสให้นักกีฬาไทยผู้นำความสำเร็จนำเกียรติยศมาสู่ ประเทศชาติ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม รับพระราชทานพร และทรงแสดงความชื่นชมยินดี ซึ่งนักกีฬาของไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ มีความปลาบปลื้มและมีขวัญกำลังใจที่จะนำความสำเร็จและนำเกียรติยศมาสู่ตนเอง สู่วงศ์ตระกูล และประเทศชาติต่อไป
ทรงเป็น “กษัตริย์นักกีฬา”
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกิจกรรม “Bike For Mom” ซึ่งเป็นกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา

ทรงเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศเป็นแขกของพระองค์ ร่วมปั่น จักรยานอย่างพร้อมเพรียงกัน พระราชทานเสื้อสำหรับใส่ปั่นจักรยาน เข็มกลัดของขวัญที่ระลึก และน้ำดื่มพระราชทาน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2558 ทรงนำประชาชนปั่นจักรยานพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เป็นระยะทาง 43 กิโลเมตร มีประชาชนจาก 77 จังหวัด ทั่วประเทศเขาร่วมกิจกรรมถึง 136,411 คน และสามารถสร้างสถิติโลก กินเนสส์บุ๊ค เวิลด์ เรคคอร์ด เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายให้ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง ปลูกฝังให้ประชาชนรักการออกกำลังกายและเล่นกีฬาตาม พระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “Bike For DAD” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านกิจกรรมปั่นจักรยานอีกครั้งเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558 โดยเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า พัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงนำประชาชนปั่นจักรยานเป็นระยะทาง 29 กิโลเมตร สร้างความปลื้มปีติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ พสกนิกรเป็นที่ยิ่ง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 568,427 คน
โอกาสนี้ ได้พระราชทานภาพฝีพระหัตถ์และมีพระราชกระแสขอบใจพสกนิกรในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “ปั่นเพื่อพ่อ Bike For DAD” ว่า “ขอขอบใจท่านทั้งหลาย ด้วยความปลาบปลื้มและซาบซึ้งยิ่งนัก การที่ทุกท่านได้สำแดงความสามัคคีและน้ำใจ ตลอดจนความจงรักภักดีต่อองค์พระประมุขและชาติบ้านเมืองนั้น เป็นนิมิตหมายที่ประเสริฐ ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราทุกคนจะเจริญก้าวหน้า เป็นบ้านที่ร่มเย็นและมั่นคง ก็ด้วยความรักและสามัคคีของคนในชาติ เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม งานนี้ได้ประจักษ์แล้วว่าคนไทย “ทำได้” และปลื้มที่สุดที่ได้เห็นทุกคน “ปั่นเพื่อพ่อ” จากหัวใจ (คือการแสดงออกด้วยการกระทำนั่นเอง)”

สำหรับกีฬาจักรยานนั้น พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยอย่างหาที่สุดมิได้ พระราชทานถ้วยรางวัลแก่นักกีฬาประเภทเสือภูเขาถึง 21 รางวัล มาตั้งแต่ปี 2543 พล.อ.เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย กล่าวถึงพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาคมว่า ขอให้กระจายการจัดการแข่งขันจักรยานไปให้แพร่หลายแก่ประชาชนทั่วไป เพราะเป็นการสร้างความสามัคคี เป็นการออกกำลังกาย และให้ความเพลิดเพลินอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณกับกีฬาอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ วงการมวยไทย สมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย พระองค์พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับมวยไทยเมื่อปี 2553 แก่ “วีระ โรจน์พจนรัตน์” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมในช่วงนั้นว่า มวยไทยเป็นสมบัติของชาติ ให้คนไทยช่วยกันอนุรักษ์และสืบสาน ทั้งนี้การประกาศให้มวยไทยเป็นมรดกชาติจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้มวยไทยสูญหาย ตลอดจนเป็นเส้นทางนำไปสู่การเข้าเป็นภาคีด้านมรดกวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้กับยูเนสโกต่อไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น “กษัตริย์นักกีฬา” ทั้งทรงกีฬาโดยพระองค์เองและทรงสนับสนุนความเจริญรุ่งเรืองของวงการกีฬาไทยมาอย่างต่อเนื่อง ขอพระองค์ทรงพระเจริญ และทรงเป็นศูนย์รวมความสุขของคนไทยตราบนานเท่านาน