กลับหน้าแรก
ด้านการแพทย์ สาธารณสุข และจิตอาสา
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบทที่ห่างไกลอยู่เสมอ ได้ทอดพระเนตรราษฎรที่อาศัยในถิ่นทุรกันดารห่างไกลการคมนาคม เมื่อป่วยไข้มักได้รับการรักษาพยาบาลไม่ทั่วถึง จึงมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรเหล่านั้นมีโอกาสดูแลรักษาสุขภาพที่ได้มาตรฐาน อันเป็นที่มาของการตั้งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชในท้องถิ่นห่างไกลและกันดารขึ้น

พ.ศ.2520 รัฐบาลร่วมกับพสกนิกรชาวไทยได้แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีร่วมบริจาคทรัพย์สมทบสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ขึ้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย และเพื่อให้โรงพยาบาลที่สร้างขึ้นนี้มีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์พร้อมสามารถบริการประชาชน ทหาร ตำรวจ พลเรือน และโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ และผู้สูงอายุได้ด้วยดีตลอดไป จึงนำทรัพย์ที่ประชาชนร่วมกันบริจาคมาจัดตั้งมูลนิธิขึ้น ชื่อว่า “มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช” ปัจจุบันมีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวม 21 แห่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์และทรงเปิดโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด้วยพระองค์เองทุกแห่ง ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลทุรกันดารเสี่ยงภัยเพียงใด และยังพระราชทานพระราชานุญาตให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชิญอักษรพระนามาภิไธย ม.ว.ก. ภายใต้พระอนุราชมงกุฎ ไปใช้เป็นตราประจำโรงพยาบาล และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรีติดตามและรายงานความก้าวหน้า รวมทั้งพระราชทานพระราโชบายการดำเนินงานโดยตลอด เป็นผลให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้รับการรับรองให้เป็นโรงพยาบาลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ISO 9002
โครงการกาญจนบารมีเฉลิมพระเกียรติ ครองสิริราชสมบัติ 50 ปี
พ.ศ.2527 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นครั้งแรก ณ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้พระราชทานสิ่งของแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ยังความปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาใน พ.ศ.2538 ทรงรับเป็นประธานโครงการสถานรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ธัญบุรี-สายใยชีวิต และพระราชทานนามโครงการใหม่ว่า “โครงการกาญจนบารมีเฉลิมพระเกียรติ ครองสิริราชสมบัติ 50 ปี” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อ พ.ศ.2539 ได้พระราชทานนามอาคาร ศาลาที่สร้างขึ้นเพื่อปฏิบัติวิปัสสนาและฟังธรรมว่า “ธรรมานุภาพ” โดยได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์ศาลา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ.2539 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์โดยการสนับสนุนของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารต่างๆ

พ.ศ.2540 ในฐานะทรงเป็นประธานโครงการกาญจนบารมีฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเททองหล่อพระพุทธรูป “พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ” ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศราชวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยมี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งได้เคารพบูชา และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

พ.ศ.2541 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง จังหวัดชลบุรี และใน พ.ศ.2543 ได้พระราชทานนามอาคารต่างๆ ในโครงการกาญจนบารมีฯ ของสถานรับผู้ป่วยโรคมะเร็งธัญบุรี ได้แก่ ศูนย์มหาวชิราลงกรณธัญบุรี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อาคารกาญจนบารมี เฉลิมพระเกียรติครองราชสมบัติ 50 ปี อาคารพัชรกิติยาภา และสวนสมุนไพรสิริวัณณวรี

ศูนย์สุขภาพชุมชน
พ.ศ.2550 ได้พระราชทานพระราชดำริให้ตั้งศูนย์สุขภาพชุมชน ขึ้นในหมู่บ้านสันติ 2 ตำบลแม่หวาด อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เพราะทรงห่วงใยด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ยังทรงห่วงใยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่ต้อยโอกาสและขาดแคลน ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานครหลายแห่ง พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องกีฬา เครื่องดับเพลิง ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กรมทหารในบังคับบัญชาของพระองค์ร่วมกับประชาชนพัฒนาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนโครงการของเยาวชน เช่น โครงการพัฒนาเด็กเล็กที่ขาดแคลน โครงการปราบปรามยาเสพติดในหมู่เยาวชนชุมชนแออัดคลองเตย เพื่อให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสได้เติบโตเป็นพลเมืองดีต่อไปในอนาคต

การพระราชทานความช่วยเหลือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดเที่ยวบินมหากุศลช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนใต้ เส้นทางกรุงเทพมหานคร-เชียงใหม่-กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2550 และวันที่ 1-4 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ได้พระราชทานเงินที่ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคไปจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อพระราชทานแก่โรงพยาบาลยะลา โรงพยาบาลนราธิวาส และโรงพยาบาลสุไหง-โกลก

เมื่อ พ.ศ.2551 พายุไซโคลนนาร์กีสพัดเข้าทางมหาสมุทรอินเดียสู่ประเทศพม่าและประเทศไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก บ้านเรือนและระบบสาธารณูปโภคเสียหายอย่างหนัก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของบรรเทาทุกข์ เช่น อาหาร และเครื่องอุปโภคที่จำเป็นแก่ผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งแพทย์พระราชทานในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมเครื่องมือและเวชภัณฑ์ไปยังประเทศพม่าเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย

ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2559 ถึงวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 เกิดเหตุน้ำท่วมสร้างความเสียหายอย่างมากในหลายจังหวัดภาคใต้ ได้พระราชทานถุงยังชีพแจกจ่ายแก่ประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเมื่อวันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ.2560 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะบุคคลเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต รับพระราชทานเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ จำนวน 40 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายบัตรอวยพรและไดอารี่ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ทั้งนี้ได้จัดสรรเงินพระราชทานเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจำนวน 15,000,000 บาท ใช้เป็นเงินทุนการศึกษาพระราชทานแก่นักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เงินพระราชทานส่วนที่สอง จำนวน 25,000,000 บาท จัดซื้อโต๊ะ-เก้าอี้พระราชทานให้แก่โรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม จำนวน 267 โรงเรียน รวม 10 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ชุมพร นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และตรัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยและคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นสำคัญ และมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคง และประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ เพื่อบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้แก่ประชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม พ.ศ.2560 ทรงพระกรุณาโปดเกล้าฯ ให้หน่วยราชการในพระองค์ ร่วมกับหน่วยราชการต่างๆ และประชาชนทุกหมู่เหล่าที่มีจิตอาสา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมในเขตชุมชน ปัญหาการจราจร และอื่นๆ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนกที่ทรงห่วงใยปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรเสมอมา

ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยทหารรักษาพระองค์ ร่วมกับข้าราชบริพาร หน่วยราชการในพระองค์ และหน่วยงานราชการ รวมทั้งประชาชนที่มีจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ดำเนินการเก็บผักตบชวา วัชพืช ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล สิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกคูคลองระบายน้ำ รวมทั้งทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ วัด และตลาดในชุมชน ตลอดจนทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ทั่วประเทศโดยต่อเนื่อง



ด้านเกษตรกรรม
เนื่องด้วยประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยประกอบอาชีพทางเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ทรงตระหนักถึงความสำคัญด้านการเกษตรและทรงสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือเกษตรกรและส่งเสริมการเกษตร เช่น

- การพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีที่อยู่คู่กับราชอาณาจักรไทยมาช้านาน โดยพระมหากษัตริย์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพระราชพิธีนี้เป็นประจำทุกปี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีเป็นเวลา 2 วัน วันแรกเป็นงานพระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีพุทธในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวันที่สองเป็นพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นประจำ ทรงเห็นความสำคัญของพระราชพิธีนี้ว่า มีผลต่อขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรที่เป็นชาวนาอย่างยิ่ง และเมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์แล้วก็ยังคงเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นประจำทุกปี

- การพระราชทานแบบอย่างและขวัญกำลังใจแก่เกษตรกร

พ.ศ.2528 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวาและวัชพืชอื่นๆ เป็นปฐมฤกษ์ เพื่อพระราชทานแก่เกษตรกร ณ บ้านแหลมสะแก ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี

พ.ศ.2529 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในการทำนาสาธิตโดยใช้ปุ๋ยหมัก ณ บึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ในการนี้ได้พระราชทานอุปกรณ์การทำนา พันธุ์ข้าว และปุ๋ยหมัก แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และประธานกลุ่มเกษตรกร เพื่อใช้ในการทำนาสาธิต แล้วทรงพระดำเนินลงไปในแปลงนาสาธิตที่เต็มไปด้วยโคลนตม ทรงหว่านพันธุ์ข้าวเปลือกและปุ๋ยหมักด้วยพระองค์เอง สร้างความปลื้มปีติแก่พสกนิกรที่เข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง

พ.ศ.2543 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงหว่านข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ที่บ้านนาป่า ตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี และเมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเกี่ยวข้าวที่ทรงหว่านไว้ สร้างขวัญกำลังใจอย่างยิ่งแก่เกษตรกร

ทรงสนับสนุนและพัฒนาด้านการเกษตรกรรมอีกหลายโครงการ เช่น ทรงรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำขึ้นถวายในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 50 พรรษา ในปี 2545 ไว้ในพระราชานุเคราะห์ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่นี้ให้บริการทางการเกษตรแก่เกษตรกรครอบคลุมทั้งทางด้านการเพาะปลูก การพัฒนาดิน การเลี้ยงสัตว์ การประมง การสหกรณ์ การชลประทาน รวมทั้งด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย ม.ว.ก. ประดิษฐานไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการด้วย ทั้งนี้ได้ทรงติดตามผลการดำเนินงานของโครงการนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ด้านการกีฬา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดการออกกำลังพระวรกายตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งการทรงรถจักรยาน การวิ่ง การทรงม้า เมื่อทรงเจริญวัยก็เอาพระราชหฤทัยใส่ต่อการเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ กีฬาที่โปรดมีมากมายหลายประเภท เช่น ฟุตบอล ว่ายน้ำ โดยเฉพาะการว่ายน้ำและดำน้ำ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรงสามารถดำน้ำทะเลได้ครั้งละนานๆ ทรงศึกษาวิชาดำน้ำใส่ชุดมนุษย์กบจากทหารเรือ และฝึกฝนจนชำนาญ ทั้งยังได้ทรงเรือใบแข่งขันกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ด้วย

เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จประพาสยุโรป ได้ทรงสเก็ตน้ำแข็งร่วมกับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะที่ทรงศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ทรงร่วมกิจกรรมกีฬาต่างๆ กับพระสหาย เช่น การแข่งขันฟุตบอล รักบี้ฟุตบอล เรือพาย เป็นต้น

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 83 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2558 มีพระราชดำริให้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “ปั่นเพื่อแม่” และทรงนำขบวนกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อแม่ร่วมกับพสกนิกรทั่วประเทศ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ปลุกกระแสสำนึกความรักแม่ ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ และการรณรงค์ออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานเป็นไปอย่างกว้างขวางจนได้บันทึกในกินเนสส์บุ๊คเป็นสถิติโลกว่า มีประชากรรวมตัวกันปั่นจักรยานมากที่สุดในโลก

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 88 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2558 ทรงเป็นประธานกิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ “ปั่นเพื่อพ่อ” ทรงนำขบวนกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อพ่อร่วมกับพสกนิกรทั่วประเทศ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเช่นกัน เมื่อวันศุกร์ที่่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2558 ทั้งยังได้พระราชทานลายพระหัตถ์ข้อคิด 7 ประการ เพื่อความสำเร็จ ความสุข และความปลอดภัยในการ “ปั่นเพื่อพ่อ” ด้วย

พระราชกรณียกิจทางด้านการกีฬาที่ทรงส่งเสริมสนับสนุนมีนานัปการ เช่น

- ทรงรับเป็นนายกกิตติมศักดิ์สมาคมจักรยานสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

- ทรงอุปถัมภ์สมาคมฟันดาบสมัครเล่นแห่งประเทศไทย

- พระราชทานไฟพระฤกษ์กีฬาแห่งชาติและกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

- พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักกีฬาไทย ผู้นำความสำเร็จและเกียรติยศมาสู่ประเทศชาติ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม รับพระราชทานพรและทรงแสดงความชื่นชมยินดี

- เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีเปิดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ทำให้นักกีฬามีขวัญและกำลังใจ ประสบชัยชนะนำเหรียญรางวัลมาสู่ประเทศชาติ

ด้านการยุติธรรม
เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม ทั้งได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปิดศาลยุติธรรมทั้งในกรุงเทพมหานคร และในภูมิภาคที่ห่างไกล เช่น

- พ.ศ.2512 โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปทรงเยี่ยมศาลยุติธรรม

- พ.ศ.2513 โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปทรงเยี่ยมศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และทอดพระเนตรการพิพากษาคดีของศาลแพ่ง

- พ.ศ.2513 โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปทรงเยี่ยมศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลคดีเด็กและเยาวชน จ.เชียงใหม่

ทรงสำเร็จการศึกษาและทรงรับปริญญานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รวมทั้งทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์แห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อวันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2530 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในกิจการเนติบัณฑิตยสภาอย่างสม่ำเสมอ เช่น เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2530 เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการปฏิบัติงานของศาลอาญา ในโอกาสนี้ได้ขึ้นประทับพิจารณาคดีพร้อมด้วยผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา คดีเกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ที่มีราคาเพียงเล็กน้อย โดยจำเลยยังเป็นเยาวชนและให้การรับสารภาพ กอปรกับไม่เคยทำความผิดมาก่อน ศาลอาญาได้พิจารณาพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ ลงโทษจำคุก แต่ให้รอการลงโทษจำคุก ตามที่ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีสืบไป

ครั้งนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราโชวาทแก่จำเลย ความว่า

“ได้รับฟังการพิจารณาของศาลแล้ว ก็ให้ถือบทเรียนจากความผิดนี้ คือ ให้ความผิดเป็นประสบการณ์ บทเรียนในการที่จะประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามต่อไป เมื่อกระทำความผิดหรือละเมิดสิทธิคนอื่น นอกจากผู้อื่นจะเดือดร้อนแล้ว เจ้าทุกข์หรือผู้เกี่ยวข้องและตนเองก็จะเดือดร้อน อายุยังน้อย ยังมีโอกาสที่จะสร้างชีวิต ทำมาหากิน ตลอดจนเป็นประโยชน์แก่ชาติต่อไป เพราะฉะนั้นเอาความผิดนี้เป็นครู และเมื่อรู้แล้วว่าทางศาลให้อภัยก็จงตั้งตนในสิ่งที่ถูกต้องด้วยความมานะอดทนต่อไป”