กลับหน้าแรก
การศึกษาวิชาการทหาร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในกิจการทหารตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบรมชนกนาถ มีพระราชดำริว่า การศึกษาวิชาการทหารในประเทศออสเตรเลีย มีหลักสูตรกว้างขวางและมีการฝึกอบรมที่เข้มงวดกวดขัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เสด็จพระราชดำเนินจากประเทศอังกฤษไปทรงศึกษาวิชาการทหาร ณ ประเทศออสเตรเลีย

ในขั้นแรกทรงเข้าศึกษาในระดับเตรียมทหาร ณ คิงส์สคูล นครซิดนีย์ ประเทสออสเตรเลีย ระหว่าง พ.ศ.2515-2519 จึงทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย

หลักสูตรของวิทยาลัยการทหารแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ ภาควิชาการทหาร รับผิดชอบและดำเนินการโดยกองทัพบกออสเตรเลีย นักเรียนที่สำเร็จหลักสูตรนี้จะได้ไปเป็นทหารยศร้อยโท ส่วนอีกภาคหนึ่ง เป็นการศึกษาวิชาสามัญระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์รับผิดชอบการวางหลักสูตร แบ่งออกเป็นสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ นักเรียนนายร้อยที่ผ่านหลักสูตรนี้จะได้รับปริญญาตรีตามสาขาวิชาที่เลือกศึกษา พระองค์ทรงเลือกศึกษาในสาขาอักษรศาสตร์ ระหว่างการศึกษา ทรงได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมสวนสนาม เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารดันทรูนแล้ว ได้เสด็จนิวัตประเทศไทย ในวันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2518 และยังทรงพระวิริยอุตสาหะเพิ่มพูนความรู้ ตลอดจนประสบการณ์ทางด้านการทหารอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่า ทรงเข้าฝึกเพิ่มเติมในหลักสูตรพิเศษต่างๆ ของกองทัพออสเตรเลีย เช่น หลักสูตรโดดร่ม หลักสูตรทบทวนวิชาอาวุธและยุทธวิธี หลักสูตรยุทธวิธีชั้นผู้บังคับกองร้อย หลักสูตรวิชาลาดตระเวน หลักสูตรการรบพิเศษ และหลักสูตรอื่นๆ ตลอดจนศึกษาดูงานในกองทัพเรือและกองทัพอากาศของออสเตรเลีย ทรงผ่านการฝึก ณ โรงเรียนฝึกโดดร่มฐานทัพอากาศวิลเลียมส์ทาวน์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ทำให้ทรงได้รับสิทธิ์ประดับปีกร่มโรงเรียนฝึกโดดร่ม เมื่อทรงเสร็จสิ้นการประจำการที่กรมรบพิเศษที่นครเพิร์ธ รัฐออสเตรเลียตะวันตก กรมรบพิเศษได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหมวกเบเร่ต์ของกรมรบพิเศษ เพื่อเฉลิมพระเกียรติครั้งทรงสำเร็จการศึกษาและการฝึกเพิ่มเติมแล้ว จึงเสด็จนิวัตประเทศไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2519

ระหว่าง พ.ศ.2520-2521 ทรงศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ทรงเป็น “สยามมกุฎราชกุมาร” และเจ้าฟ้าพระองค์แรกที่ทรงเข้าศึกษาและสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาของกองทัพบก โดยการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกเป็นนายทหารนักเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบกเช่นเดียวกันกับนายทหารอื่นๆ ในกองทัพ เนื่องจากสนพระราชหฤทัยหลักสูตรการบิน จึงทรงศึกษาและฝึกอบรมเพิ่มเติม ในระหว่าง พ.ศ.2522-2523 ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบินเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป และหลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี

พ.ศ. 2523 ทรงเข้ารับการฝึกและศึกษาตามโครงการช่วยเหลือทางทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่ฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังทรงเข้าร่วมฝึกโดดร่มด้วย

ครั้นเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้เสด็จนิวัตประเทศไทย เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2523

พ.ศ.2523-2524 ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรการฝึกบินเครื่องบินติดลำตัวแบบต่างๆ และเสด็จพระราชดำเนินไปทองพระเนตรกิจการทางทหารและตำรวจที่สหราชอาณาจักร ประเทศเบลเยียม ประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส และประเทศออสเตรเลีย

พ.ศ.2525-2526 ทรงเข้าศึกษาและฝึกบินหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นพื้นฐาน และหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นสูง เครื่องบินขับไล่แบบ F-5 ที่สหรัฐอเมริกา ณ ฐานทัพอากาศวิลเลียมส์ รัฐแอริโซนา

พ.ศ.2527-2530 ทรงศึกษาด้านกฎหมายและทรงได้รับปริญญา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

พ.ศ.2533 ทรงศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร แห่งสหราชอาณาจักร

นอกจากทรงผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเครื่องบินรบแล้วยังทรงศึกษาหลักสูตรนักบินพาณิชย์ จากสถาบันการบินพลเรือน ทรงสอบได้ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี และต่อมาในปี พ.ศ.2547 ได้ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรนักบินพาณิชย์เอกจากบริษัทการบินไทย และทรงสำเร็จการศึกษาและการบินด้วยเครื่องบินพาณิชย์จริง ทรงได้รับใบอนุญาตเป็นกัปตันเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 737
ราชการทหาร และพระปรีชาสามารถ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวกับทหารมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมกองทหารหน่วยต่างๆ อยู่เสมอ โรงเรียนเตรียมทหารจึงได้ถวายตำแหน่งนักเรียนเตรียมทหารพิเศษเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2506 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานประดับยศร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2508 และภายหลังที่ทรงเข้ารับการฝึกปฏิบัติตามหลักสูตรโดดร่มภาคพื้นดิน ณ กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรงได้รับพระราชทานปีกนักโดดร่มชั้น 1 กิตติมศักดิ์ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2514 จากนั้นจึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นร้อยโท เรือโท เรืออากาศโท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 และทรงเข้ารับราชการเป็นนายทหารประจำกรมข่าวทหารบก กระทรวงกลาโหม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ.2518

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารดันทรูน ประเทศออสเตรเลีย ผู้แทนกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ได้เดินทางไปเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องยศ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนยศเป็นร้อยเอก เรือเอก และเรืออากาศเอก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2518 ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย

หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย เมื่อวันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2518 แล้วได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรายงานพระองค์ต่อเจ้ากรมทหารบก เพื่อทรงเข้ารับราชการเป็นนายทหารประจำกรมข่าวทหารบก กระทรวงกลาโหม และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ.2518 ได้ทรงร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล ประจำปี 2518 ณ พระลานพระราชวังดุสิต ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงร่วมกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล

เมื่อทรงเข้าเป็นนายทหารประจำการแล้ว ได้ทรงอุทิศพระองค์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเคร่งครัด ได้ทรงร่วมปฏิบัติงานด้านการทหารในพื้นที่ โดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการด้านความมั่นคงในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จังหวัดตราด

การดำรงตำแหน่งทางราชการ
หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแล้ว ทรงเป็นอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก โรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ และโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ในการนี้ ทรงพระวิริยอุตสาหะศึกษาวิชาการใหม่ๆ อยู่เนืองนิตย์ ทรงแปลตำราจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย ทรงนำความเชี่ยวชาญในการฝึกภาคสนามและการโดดร่มไปแนะนำสั่งสอนแก่นายทหารนักเรียน รวมทั้งทรงนำวิชาการความรู้สมัยใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์การทหาร มาใช้ในกองทัพไทยให้มีขีดความสามารถและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พระราชกรณียกิจด้านการทหารและตำแหน่งทางราชการตามลำดับ ดังนี้

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ.2518 ทรงเข้ารับราชการเป็นนายทหารประจำกรมข่าวทหารบก กระทรวงกลาโหม

วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2521 ทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2523 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2531 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ.2535 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2537 ทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบิน พระราชทานการฝึกสอนถ่ายทอดวิชาความรู้และเทคนิคการบินสมัยใหม่ให้แก่นักบิน กองทัพอากาศ ด้วยพระปรีชาสามารถ กองทัพอากาศได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายกิตติบัตรครูฝึกเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง และเนื่องจากทรงพระวิริยอุตสาหะทำการบิน และมีชั่วโมงบินเฉพาะ แบบ บ.ข. 18 ข./ค. ในฐานะผู้บังคับหมู่บินทั่วไปที่จะทำได้ นับเป็นความภาคภูมิใจยิ่งของกองทัพไทยและปวงชนชาวไทย

ครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก


พระราชโอรสและพระราชธิดา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชธิดา 2 พระองค์ และพระราชโอรส 1 พระองค์ ดังนี้

1.พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2521

2.พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ.2530

3.พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ.2548



พระราชกรณียกิจ
พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองและปวงชนชาวไทยนานัปการ เป็นที่ประจักษ์ว่าตลอดเวลานับแต่ยังทรงพระเยาว์ ตราบจนปัจจุบัน ทรงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระบรมราชชนนี ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ เมื่อยังทรงพระเยาว์นั้น ได้โดยเสด็จทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ จึงทรงสั่งสมพระประสบการณ์เกี่ยวกับบ้านเมืองและราษฎร ดังนั้นจึงทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้เป็นผลสำเร็จลุล่วงตลอดมา พระราชกรณียกิจทั้งปวงล้วนมีส่วนสร้างสรรค์ความผาสุกสงบแก่ประชาชนนำความเจริญไพบูลย์และความมั่นคงมาสู่ประเทศ

ด้านการศึกษาและพัฒนาเยาวชน
การศึกษาที่ดีของเด็กและเยาวชน จะส่งผลอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศชาติ จึงทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษา ตลอดจนการส่งเสริมเด็กและเยาวชนจนเป็นที่ประจักษ์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหารผู้ใต้บังคับบัญชา บุตรของข้าราชบริพารทั้งหลายเป็นประจำทุกปี และมีพระราชดำริส่งเสริมสนับสนุนสถานศึกษาทุกระดับ เช่น



• พระมหากรุณาธิคุณต่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์ เดิมชื่อโรงเรียนอนุบาลทหารมหาดเล็กราชวัลลภ เปิดสอนระดับอนุบาล ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ตั้งอยู่บริเวณกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ถนนราชวิถี กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้ย้ายไปตั้งใหม่ในที่ดินวัดกลางบางซื่อ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามโรงเรียนใหม่ว่า โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์ และโอนไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2534 ปัจจุบันสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการสอนตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย จังหวัดระยอง กระทรวงศึกษาธิการได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาระยอง เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 42 พรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงเรียนว่า โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย มีความหมายว่า ราชวิทยาลัยสูงสุดแห่งเมือง และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์โรงเรียน และทรงเยี่ยมชมการเรียนการสอนของโรงเรียน ณ สถานที่เรียนชั่วคราว โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย

ทรงส่งเสริมการจัดสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาในส่วนภูมิภาค ซึ่งอยู่ในถิ่นห่างไกล โดยพระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนกระทรวงศึกษาธิการ รวม 6 แห่ง คือ

- โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 1 ตำบลหนองฮี อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม

- โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 2 ตำบลประชาสุขสันต์ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร

- โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 3 ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

- โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 1 ตำบลเชียงพิณ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

- โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 ตำบลคูหาใต้ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

- โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 3 ตำบลคลองตะเกรา อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทรงส่งเสริมโรงเรียนย่านชุมชนชานพระนคร และในจังหวัดปริมณฑล ให้ได้พัฒนาเป็นที่นิยมแก่ประชาชนในการส่งบุตรหลานมาเรียนมากขึ้น รวม 6 แห่ง ได้แก่

-โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์) แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

- โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดน้อยใน) แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

- โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร

- โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดประดู่) ตำบลวัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

- โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

- โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดสุนทรสถิต) ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับโรงเรียนริม–ป่าคาประชานุเคราะห์ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเปิดทำการสอนตั้งแต่ พ.ศ.2503 ปัจจุบันสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไว้ในพระราชูปถัมภ์ ตามที่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนมีมติเห็นชอบให้ทางโรงเรียนดำเนินการเสนอตามลำดับ เพื่อให้โรงเรียนซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างโอกาสแก่นักเรียนในเขตบริการและชุมชนใกล้เคียง รวมทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 64 พรรษา 28 กรกฎาคม พ.ศ.2559 ทรงพระกรุณาพระราชทานนามโรงเรียนว่า ราชปิโยรสา ยุพราชานุสรณ์

และมีพระราชานุญาตให้ใช้อักษรพระนามาภิไธย ม.ว.ก. เป็นเครื่องหมายประจำโรงเรียน รวมทั้งทรงส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาด้านต่างๆ ของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

• ทุนการศึกษาพระราชทานระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึงระดับปริญญาตรี
ด้วยพระราชปณิธานที่จะทรงสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยที่มีฐานะยากจน มีความประพฤติดี ให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารขึ้น เมื่อ พ.ศ.2552 ในปีต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) ขึ้น และให้นำโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มาอยู่ในความดูแลและการดำเนินงานของมูลนิธิ เพื่อความต่อเนื่องและยั่งยืนสืบไป

• พระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา
ทรงสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ รวม 38 แห่งทั่วประเทศ ยังความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตและผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัย พร้อมพระราชทานพระราโชวาท ตั้งแต่ พ.ศ.2531 จนถึงปัจจุบัน