กลับหน้าแรก
พระราชประวัติรัชกาลที่10
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งราชจักรีวงศ์ นำมาซึ่งความปีติยินดีแก่พสกนิกรไทย และในโอกาสมหามงคล “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคมนี้ กองบรรณาธิการ “คมชัดลึก” ได้รวบรวมพระราชประวัติในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้เหล่าพสกนิกรได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติ และร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทยโดยพร้อมเพรียงกัน
พระบรมราชสมภพ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2495

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระนาม ตามที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์) ถวายเมื่อวันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ.2495 ว่า

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณสวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร

พระนาม “วชิราลงกรณ” นี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวง วชิรญาณวงศ์ ทรงอธิบายว่าเป็นพระมงคลนามตามพระราชตระกูลคือ ได้เชิญพระนามฉายาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ในขณะทรงพระผนวชว่า “วชิรญาณะ” ผนวกกับ “อลงกรณ์” จากพระนาม “จุฬาลงกรณ์” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)


พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่
วันอาทิตย์ที่ 14 และวันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ.2495 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ ตามโบราณขัตติยราชประเพณี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในโอกาสนี้สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้มีพระลิขิตถวายพระพรชัยมงคลในนามคณะสงฆ์ไทยด้วย
สมเด็จพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระขนิษฐภคินี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีสมเด็จพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ คือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และสมเด็จพระขนิษฐภคินี 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

พระราชจริยวัตรครั้งทรงพระเยาว์
พระราชจริยวัตรครั้งทรงพระเยาว์เป็นที่สนิทเสน่หาของราชสกุล ของสมเด็จพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระขนิษฐภคินี รวมทั้งเป็นพระมิ่งขวัญแห่งปวงชาวไทยยิ่งนัก เช่น

- ทรงมีความรัก ความผูกพัน และความเกื้อกูลต่อ “พี่น้อง” ทุกพระองค์ อาทิ ครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทความ เรื่อง “น้องน้อยของพี่ชาย” ถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 3 รอบ วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2534 สะท้อนพระราชจริยวัตรของพระองค์และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งทรงพระเยาว์ได้อย่างแจ่มชัด ด้วยภาษาที่เรียบง่าย แฝงพระอารมณ์ขัน ขอเชิญมาบางตอน ดังนี้

“...เมื่อตอนเล็กๆ ถือได้ว่าเราสองคนเป็นลูกคนกลางทั้งคู่ จึงเป็นเพื่อนเล่นกันมาตลอด น้องน้อยเป็นเด็กที่เชื่อฟัง และอยู่ในโอวาทของพี่ๆ เสมอ อยากที่จะมีส่วนร่วมกิจกรรมต่างๆ กับพี่ๆ

เราได้ตามเสด็จทูลกระหม่อมพ่อ-สมเด็จแม่ ไปตามต่างจังหวัดเมื่อตอนเล็กๆ เราก็จะไปเล่นกัน หาไม้มาทำเป็นปืน หาของว่าง-ขนมไปปิกนิก และสร้างจินตนาการในการเล่นกันแบบเด็กๆ ในสมัยนั้น...

ถ้ายิ่งมีช่างภาพสื่อมวลชนทั้งไทยหรือต่างชาติขอมาฉายพระรูปครอบครัว เราสองคนก็จะเป็นตัวที่ทำอะไรให้มันยุ่งไปหมด ทำให้ถ่ายไม่เสร็จ (ทำหน้าทำตา) จนผู้ที่มาฉายพระรูปปวดหัวกันไปหมด พอตอนหลังเวลาฉายพระรูปจึงจะเห็นบ่อยๆ ที่สมเด็จแม่ต้องคอยจับเราไว้ให้นิ่งๆ ด้วยพระหัตถ์สองข้าง พี่ชายข้าง น้องน้อยข้างเสมอ กันช่างภาพเป็นลมและพระองค์ท่านด้วย...”

- มีพระอุปนิสัยโปรดความมีระเบียบวินัย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระบรมชนกนาถ มีพระราชดำริให้ครูอาจารย์ทุกคนให้ความรู้และฝึกฝนนักเรียนทั่วถึงเท่ากันหมด พระราชโอรส พระราชธิดาย่อมทรงได้รับการกวดขันในกิจกรรมและพระราชจริยวัตรทุกอย่างยิ่งกว่าเด็กอื่นๆ และฝึกให้มีมารยาทสมเป็นคนไทย สังเกตได้ว่า ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างนอบน้อมตามประเพณีไทย ต่อผู้ใหญ่และพระภิกษุสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ

- โปรดศึกษาหาความรู้ต่างๆ และสนพระราชหฤทัยในวิชาศิลปะ ทั้งวาดเขียน ปั้นรูป แกะสลัก และทรงศึกษาเครื่องยนต์กลไกตาม “วิสัยเด็กผู้ชาย” โปรดการเล่นแบบต่างๆ เช่น สร้างค่าย ตั้งสมาคมเสื้อกล้าม ซึ่งสมาชิกเป็นผู้ชายล้วน สิ่งที่เห็นได้ถนัดชัดเจนตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนทรงเจริญวัยคือ โปรดการทหารมาก

“ทรงเห็นนายทหารราชองครักษ์ ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งเดินสับเปลี่ยนเข้าเวรถวายอารักขาเป็นประจำ สมพระราชหฤทัยความมีระเบียบวินัย และท่าทางองอาจของทหาร อันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผูกพันพระราชหฤทัยต่อทหารของชาติในกาลต่อมา”



การศึกษาเบื้องต้น
ทรงได้รับการศึกษาระดับอนุบาล ในเดือนกันยายน พ.ศ.2499 ขณะทรงพระชนมายุ 4 พรรษา ณ ห้องชั้นล่าง พระที่นั่งอุดรภาค ในพระราชวังดุสิต ต่อมาทรงได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพระราชฐานสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ทรงศึกษาจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ

ก่อนเสด็จพระราชดำเนินจากประเทศไทยไปทรงศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ ได้มีพระราชดำรัสอำลาประชาชนชาวไทยทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2508 ความว่า

“วันที่ 7 มกราคมนี้ ข้าพเจ้าจะจากพระนครไปประเทศอังกฤษแล้ว จึงขอถือโอกาสนี้กล่าวอำลาท่านทั้งหลาย โดยทั่วไป ข้าพเจ้ามีใจผูกพันอยู่กับประเทศชาติและกับท่านทั้งหลายมาก เพราะข้าพเจ้าเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่ง และท่านทั้งหลายต่างได้แสดงน้ำใจไมตรีต่อข้าพเจ้าตลอดมา ข้าพเจ้าจึงตระหนักได้ว่ากาลข้างหน้า ข้าพเจ้าจะมีหน้าที่และจะต้องทำงานให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองและประชาชนให้จงได้ โอกาสที่ข้าพเจ้าจะออกไปศึกษา ณ ต่างประเทศนี้ ข้าพเจ้าจึงตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะพยายามศึกษาเล่าเรียนโดยเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้เกิดความรู้และสติปัญญานำมาใช้ในการทำนุบำรุงประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าและรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป

ข้าพเจ้าขออำลาท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอท่านทั้งหลายได้เอาใจช่วยข้าพเจ้าให้เกิดกำลังใจที่จะเล่าเรียนให้สำเร็จสมความตั้งใจโดยตลอดด้วย”

พระราชพิธีแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ
ตามโบราณขัตติยราชประเพณี พระมหากษัตริย์ของไทยทรงดำรงตำแหน่งพระประมุขของประเทศนั้น จะทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อยังต่างประเทศของพระราชโอรสและพระบรมวงศ์ซึ่งต้องใช้เวลานานและอยู่ท่ามกลางชนชาวศาสนาอื่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชโอรสที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อยังต่างประเทศนั้น เข้าพระราชพิธีประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะก่อนเสด็จพระราชดำเนิน และเป็นราชประเพณีสืบมา

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ และทรงเจริญพระชนมายุ 13 พรรษานั้น ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ในวันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ.2509

การศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ
ระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2509 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ ประเทศอังกฤษ และในปีเดียวกันนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ เมืองสตรีท แคว้นซอมเมอร์เซต ประเทศอังกฤษ ถึงพ.ศ.2513



พระราชพิธีเฉลิมพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
เมื่อ พ.ศ. 2515 เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีสถาปนา “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร”

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2515 มีพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระนามาภิไธย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ปรากฏพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิติยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธ สยามมกุฎราชกุมาร

วันเดียวกันนี้ ได้ทรงประกอบพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ตามโบราณขัตติยราชประเพณี ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

ในการนี้ได้มีพระราชดำรัสถวายสัตย์ปฏิญาณว่า

“…ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย เฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ท่ามกลางมหาสันนิบาตนี้ว่า ข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้เสมอด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญ สงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่…”

ในวันต่อมา วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2515 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตรร่วมกับประชาชน ณ พลับพลาท้องสนามหลวง แล้วเสด็จออกให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท