กลับหน้าแรก
พระราชพิธีทรงพระผนวช
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศออสเตรเลีย และเสด็จนิวัตประเทศไทย ทรงรับราชการเป็นนายทหารประจำกองทัพบกแล้ว ทรงพระราชศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาที่จะทรงพระผนวช เพื่อสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมราชบุพการี และเพื่อทรงศึกษา ตลอดจนทรงปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีทรงพระผนวชขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวชท่ามกลางสังฆสมาคม มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และสมเด็จพระธีรญาณมุนี ถวายอนุศาสน์ ทรงได้รับพระสมณนามว่า “วชิราลงกรโณภิกขุ” ประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 6–วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2521

ตลอดระยะเวลาที่ทรงพระผนวชนั้น ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างเคร่งครัดตามพระวินัย และทรงปฏิบัติเช่นพระสงฆ์ทั่วไป เช่น ทรงร่วมทำวัตรเช้า-เย็น ทำสังฆกรรม ทรงสดับพระธรรมเทศนา ทรงศึกษาพระธรรมวินัยร่วมกับพระภิกษุอื่นๆ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรับบาตรจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต และวังสระปทุม ทรงรับบาตรจากข้าราชการและประชาชน ณ สถานที่ต่างๆ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินไปถวายสักการะพระพุทธรูป และปูชนียสถานสำคัญต่างๆ ในส่วนภูมิภาค เช่น พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม พระบรมธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

เมื่อทรงลาสิกขาในวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 แล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปถวายสักการะพระอัฐิ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ถวายสักการะพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกราบลาสมเด็จพระญาณสังวร พระกรรมวาจาจารย์ จากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถวายสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วทรงกราบสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราชถวายสรงน้ำพระพุทธมนต์ ถวายพระโอวาท และถวายพระพร จบแล้วทรงกราบลาสมเด็จพระสังฆราช แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ต่อมา ช่วงบ่ายวันเดียวกัน เสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่งไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อถวายพระราชกุศล ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานคร
ด้านการศาสนา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นอกจากทรงเข้าพระราชพิธีประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะแล้ว ยังทรงอุปถัมภ์พระอารามต่างๆ ในพระพุทธศาสนาอีกด้วย พระอารามแห่งแรกที่ทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ คือ วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ.2508 ตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งคหบดีชาวลาวสร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.2399 และได้กลายเป็นวัดร้างมานาน จนกระทั่งพระโสภณวชิรธรรม (สาธิต ฐานวโร) ได้มาบูรณะ ชาวบ้านจึงให้ชื่อว่า วัดทุ่งสาธิต ด้วยวัดตั้งอยู่กลางทุ่งย่านบางจาก พระโขนง ในครั้งกระนั้น และได้รับพระราชทานนามว่า วัดวชิรธรรมสาธิต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งพระบรมวงศ์ ได้ทรงร่วมกันทำนุบำรุงวัดนี้นับแต่ พ.ศ.2507 จนรุ่งเรืองสืบมาถึงปัจจุบัน

ครั้นทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อพ.ศ.2515 แล้ว ทรงรับวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นวัดประจำพระองค์ ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต

วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ถนนธนะรัชต์ ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นวัดที่นางทิพย์ นิยมเหตุ มีศรัทธาสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2506 และน้อมเกล้าฯ ถวาย เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ตลอดช่วงเวลาที่ทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการศาสนานานาประการ เช่น

- ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ประจำฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

- ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นต้น

- ทรงเป็นประธานในพิธียกฉัตรมหาเจดีย์ พิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ ฯลฯ วัดต่างๆ เป็นอันมาก

- ทรงเป็นประธานในพระราชพิธีอุปสมบทนาคหลวง พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ฯลฯ

สำหรับพระราชกรณียกิจด้านพระพุทธศาสนาโดยพระราชดำริเริ่มของพระองค์นั้น นอกจากทรงพระผนวชตามโบราณขัตติยราชประเพณีแล้ว ยังเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมพระเถระผู้ใหญ่เพื่อทรงสนทนาศึกษาพระธรรมอยู่เสมอ ด้วยพระราชจริยวัตรที่นอบน้อมศรัทธา รวมทั้งทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อธำรงพระพุทธศาสนาหลากหลายลักษณะ เช่น

- เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในการสร้างพระพุทธรูปลายเส้น ณ หน้าผาชีจรรย์ วัดญาณสังวราราม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปลายเส้นบนหน้าผาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 พระพุทธรูปนี้มีพระนามพระราชทานว่า “พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” มีความหมายว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาที่รุ่งเรืองสว่างประเสริฐดั่งมหาวชิระ

- ทรงรับมูลนิธิพระรัตนตรัยไว้ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งพระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมังกโร) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ประธานมูลนิธิพระรัตนตรัยจัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ธรรมะและกิจกรรมเทิดทูนสถาบันของชาติ เนื่องในโอกาสมหามงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2547 ครั้นทรงราชย์แล้วยังได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาเป็นจำนวนมาก เช่น

- ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานสมณศักดิ์และเครื่องราชอิสริยยศแก่สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ และเจ้าคณะรอง

- ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์และตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 มาตรา 7 โดยให้ใช้ความต่อไปนี้แทน คือ “มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางศาสนาอื่นๆ
เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ ทั้งในฐานะผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ เช่น

- เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปทรงเปิดงานเมาลิดกลางประจำปี

- เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานถ้วยรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ระดับประเทศ เพื่อการเรียนรู้และปฏิบัติตามพระมหาคัมภีร์ได้ถูกต้อง รวมทั้งเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ ความร่วมมืออันดี ระหว่างมุสลิมด้วยกันและคนในท้องถิ่น

- เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมมัสยิด และทรงเป็นประธานในงานพระราชทานถ้วยรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ

- เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปในการพระราชพิธีตรียัมปวาย–ตรีปวายของศาสนาพราหมณ์

- เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปทรงร่วมกิจกรรมส่งเสริมศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และศาสนาซิกข์