กลับหน้าแรก
สืบโบราณราชประเพณี
‘บรมราชาภิเษก’ สืบราชสันตติวงศ์
ดุสิตมหาปราสาท สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศนานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบฐานพระแท่นขึ้นใหม่เป็นรูปสิงห์ เหตุที่ทรงใช้พระแท่นหิน อาจจะทรงตามแบบอังกฤษ คือ กษัตริย์อังกฤษจะต้องประทับบนบัลลังก์ที่ทำด้วยหิน รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระแท่นจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทมาไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพราะเป็นพระที่นั่งหินอ่อนเข้ากัน ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระแท่นดังกล่าวไปอยู่ที่วัดพระแก้ววิหารยอด ก่อนจะย้ายไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนปัจจุบัน
รัชกาลที่ 6 เสด็จออกมหาสมาคมที่มุขเด็จ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล มีเจ้านายต่างประเทศเสด็จมาร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ปี 2454 ทั้งยุโรปและญี่ปุ่นกว่า 20 พระองค์ ต่อมาเป็นขั้นตอนเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย สำหรับพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ภายในมีพระราชบัลลังก์ 2 องค์ คือ พระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน และพระที่นั่งนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือพระราชบัลลังก์ทองแก่นแก้ว กางด้วยนพปฎลมหาเศวตฉัตร เป็นฉัตร 9 ชั้น

รัชกาลที่ 7 ประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร แวดล้อมด้วยเครื่องพระบรมราชพระอิสริยยศภายในพระวิสูตรหรือม่าน ได้เวลามหาดเล็กรัวกรับ ไขพระวิสูตร เจ้าพนักงานประโคม ให้สัญญาณ แตร มโหระทึก แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัด เป็นการเสด็จออกมหาสมาคมเต็มตามตำรา เหตุที่มีพระวิสูตรหรือม่านกางกั้นด้านหน้า เพราะเป็นการเสด็จออกตามแบบเทวราชา พระเจ้าแผ่นดินเปรียบเสมือนเทพเจ้า ประทับบนพระราชบัลลังก์เปรียบเหมือนพระอินทร์ประทับบนยอดเขาพระสุเมรุ เมื่อพระวิสูตรเปิดออกเท่ากับพระอินทร์ปรากฏกายขึ้นให้ข้าราชบริพารหรือราษฎรได้เห็น เสร็จพระราชพิธี เจ้าพนักงานปิดพระวิสูตรแล้วก็เท่ากับทรงหายตัวไป เป็นเทคนิคของคนโบราณ ทำให้พระเจ้าแผ่นดินเป็นเทพเจ้า นี่คือ การเสด็จออกมหาสมาคม หรือเสด็จออกใหญ่ นั่นเอง

ขณะที่ รัชกาลที่ 9 เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่ง อมรินทรวินิจฉัย ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ ประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร มีการเปิดปิดพระวิสูตรเช่นเดียวกัน มีการถวายพระพรชัยมงคล ในขณะเสด็จออกมหาสมาคม ต้องเทียบพระราเชนทรยาน สมัยก่อน ไม่มีรถยนต์ การประทับพระราชยานนั้น หากเสด็จภายในพระบรมมหาราชวังหรือในเขตกำแพงเมืองกรุงเทพฯ จะประทับพระราชยานหรือคานหาม พระราชยานที่ถือว่าสูงที่สุด คือ พระราเชนทรนยาน เป็นบุษบกที่ใส่คานด้านล่าง แต่ถ้าพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ หากเอาคานมาใส่ด้านล่างก็เป็นพระราชยานพุดตานทอง แต่ถ้าเสด็จออกนอกกำแพงเมืองหรือเสด็จในการสงครามจะทรงม้าหรือทรงช้าง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะเทียบพระราชยาน ณ มุขด้านทิศเหนือของพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ และเทียบช้างเผือกที่เกยด้านทิศตะวันตกของพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ ถวายเป็นพระราชพาหนะ และมีม้าต้นยืนอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และเทียบเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ พร้อมฝีพายถวายงานในการนำเสด็จพระราชดำเนิน ณ ท่าราชวรดิฐ เป็นการถวายพระราชพาหนะทั้งทางบกและทางน้ำแด่พระเจ้าแผ่นดิน

ประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา
หลังจากออกมหาสมาคมที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแล้ว จะเสด็จฯ ไปประกาศพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รัชกาลที่ 6 ประทับพระราเชนทรยานกลับจาก พระอุโบสถมายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รัชกาลที่ 7 ประทับพระราเชนทรยานที่ประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากประกาศพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภกแล้วเสด็จมายังเขตพระบรมมหาราชวังอีกครั้งหนึ่ง จากภาพนี้ทรงยืนอยู่ที่บันไดเกย ประตูหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รัชกาลที่ 9 ประทับพระที่นั่งพระราชยานพุดตานทองกาญจนสิงหาสน์ จากพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยขบวนราบใหญ่ ถึงประตูเกยวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วก็เสด็จลง ทรงพระดำเนินไปยังพระอุโบสถ ตามลาดพระบาท เมื่อเสด็จฯ กลับจากประกาศพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภกแล้วก็เสด็จฯ โดยขบวนราบใหญ่มายังพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทและเสด็จเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ถวายบังคมพระบรมอัฐิ และพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี ซึ่งประดิษฐานบน พระราชบัลลังก์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร

พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร
พระราชพิธีสำคัญอีกอย่างหนึ่ง พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เปรียบเหมือนพิธีขึ้นบ้านใหม่ ต้องบรรทมค้างคืนในพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 บรรทมในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานตลอดรัชกาล ส่วนรัชกาลที่ 4 บรรทมช่วงครึ่งแรกของรัชกาล ต่อมาช่วงครึ่งหลังของรัชกาล ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอภิเนาว์นิเวศน์ขึ้นทางทิศตะวันออกจากพระบรมมหาราชวัง และสวรรคตที่นั่น รัชกาลที่ 5 บรรทมในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และประทับใน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในช่วงต้นรัชกาล ส่วนปลายรัชกาล จะประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆ และสวรรคตที่พระราชวังดุสิต ในสมัยรัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชสมภพและสวรรคตบนพระที่นั่ง จักรพรรรดิพิมาน ขณะที่รัชกาลที่ 7 ในพระราชพิธีบรมราชภิเษก บรรทมค้างคืนในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานหนึ่งคืน และรัชกาลที่ 9 บรรทมในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานหนึ่งคืนในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรเช่นเดียวกัน

พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานเป็นพระที่นั่งแฝดสามองค์เรียงกัน องค์ที่สำคัญที่สุดคือองค์ทางทิศตะวันออก จะมีพระแท่นบรรทมหรือแท่นราชบรรจถรณ์เป็นไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก ต่อมารัชกาลที่ 3 โปรดให้ทำพระฉาก มีผ้าโปร่งคือมุ้งคลุมกันยุง จะเห็นว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังจะไม่มีเพราะเป็นห้องบรรรทมนั่นเอง

ในสมัยรัชกาลที่ 7 มีการตั้งขบวนเข้าพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ทรงภูษาตามแบบไทย ทรงพระมาลาเพชรน้อยของรัชกาลที่ 4 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และเจ้านายฝ่ายในเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร ตามเสด็จ รัชกาลที่ 9 ก็เช่นกัน ทรงฉลองพระองค์แบบไทย ทรงพระภูษาโจง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินตาม ตั้งขบวนในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ฝ่ายในเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรต่างๆ ตามเสด็จ

เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค และขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค และขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก็เพื่อให้ราษฎรมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมี และถวายพระพรชัยมงคล

ในสมัยรัชกาลที่ 6 ขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค (ทางบก) จากพระบรมมหาราชวังไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร โดยประทับพระราชยานพุดตานทอง เทียบเกยที่หน้าวัด ถวาย สักการะพระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถ

ความสำคัญของวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อเจ้านายชั้นสูงทรงพระผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้ว จะต้องมาจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารแทบจะทุกพระองค์ จึงถือเป็นพระราชประเพณีที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงถวายราชสักการะพระพุทธชินสีห์ พระประธานภายในพระอุโบสถ

ด้านพระราชยานในขบวนพยุหยาตราสถลมารค จะนำ คานมาสอดข้างใต้พระที่นั่งพุดตานทองกาญจนสิงหาสน์ โดยจะเปลี่ยนชื่อเป็น “พระราชยานพุดตานทอง”

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรือที่สำคัญที่สุดคือเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เดิมสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 มีชื่อว่า “เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์” ต่อมาลำเรือได้ชำรุดรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ต่อเรือใหม่และนำโขนเรือเดิมมาใช้เปลี่ยนชื่อเป็น “เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์” ในงานพิธีพระบรมราชาภิเษก ในรัชกาลก่อนๆ นั้น จะประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อเรือพระที่นั่งมาเทียบที่ท่าเรือวัดอรุณฯ รัชกาลที่ 7 ทรงเปลี่ยนจากพระชฎาเป็นพระมาลา และประทับพระราชยานโดยขบวนราบ เข้าสู่พระอุโบสถวัดอรุณฯ

ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลที่ 9 ไม่มีการเสด็จเลียบพระนคร ในวันที่ 7 ธันวาคม 2506 ในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 3 รอบ จึงมีการเสด็จเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค
เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
(บางพระองค์) ยกตัวอย่างพอสังเขป

- หมวดพระเจ้า หมายถึงพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาในพระราชพิธีมีจำนวนค่อนข้างมาก แต่องค์หนึ่งที่สำคัญมากคือ “พระแก้วขาว” พระนามว่า “พระพุทธบุษยรัตน์จักรพรรดิพิมลมณีมัย”

ถัดมาคือพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล พระชัยก็คือ “ชัยชนะ” ถือว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นนักรบต้องมีพระพุทธรูปที่เกี่ยวข้องกับชัยชนะ พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลมีลักษณะที่เหมือนกันทุกองค์คือ ประทับปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือตาลปัตรเป็นการบังศาสตราวุธทั้งหลายนั่นเอง

“พระนิรันตราย” เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 14-15 อายุราว 1,200 ปี ทำจากทองคำ ทั้งองค์ค้นพบที่ดงศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี สมัยรัชกาลที่ 4 กำนันอินและนายยัง บุตรชาย มอบให้ปลัดเมืองฉะเชิงเทรา นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 4 จึงทรงนำไปประดิษฐานไว้ในหอเสถียรธรรมปริตในพระบรมหาราชวัง

มีเรื่องเล่าวว่า มีขโมยปีนหอเสถียรธรรมปริต และขโมยพระกริ่งทองคำไป แต่พระทองคำองค์ใหญ่นี้ ขโมยไม่ได้หยิบไปด้วย จึงมีพระราชดำริว่าพระทองคำองค์นี้ คงจะศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ทำให้คลาดแคล้วจากอันตรายมาหลายครั้งแล้ว จึงพระราชทานพระนามว่า “พระนิรันตราย” คำว่า นิรันดร์ หมายถึง ปราศจาก ซึ่งก็คือปราศจากอันตรายนั่นเอง

ต่อมารัชกาลที่ 4 ทรงสร้างพระนิรันตรายองค์ใหม่ครอบ องค์เก่า จึงเป็นพระนิรันตรายในรัชกาลที่ 4 ลักษณะพระพุทธรูปในสมัยรัชกาลที่4

- หมวดพระราชศิริ ได้แก่ พระสุพรรณบัฎ คือ แผ่นทองคำที่จารึกพระปรมาภิไธยที่จะถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อเป็นพระมหากษัติรย์ที่สมบูรณ์แล้วจะมีพระปรมาภิไธย อย่างเป็นทางการ ดวงพระบรมราชสมภพ และ พระราชลัญจกร แกะเป็นที่ประทับตรา เพราะว่าสมัยก่อนพวกกฎหมายต่างๆ ต้องประทับตรา ในสมัยรัชกาลที่ 1 พระบรมราชโองการที่จะประกาศก็ต้องประทับพระราชลัญจกรประจำรัชกาล
- หมวดเครื่องพระมุรธาภิเษก พระมหาสังข์สำคัญ คือ พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ (ทักษิณาวรรต) คือเบี่ยงขวามีการประดับตกแต่งให้สวยงามเป็นพระมหาสังข์ใช้ประกอบพระราชพิธีที่สำคัญต่างๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, พระเต้าเบญจคัพย สมัยรัชกาลต่างๆ ใช้ใส่น้ำสรง บุคคลสำคัญจะเป็น คนทูลเกล้าฯ ถวาย, พระเต้าเทวบิฐ ในพระราชพิธีแรกนาขวัญทุกปีจะเห็นว่าพระราชบุรุษถือพระเต้าเทวบิฐ เดินนำหน้าขบวนพระยาแรกหน้าในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง จะเทน้ำเทพมนต์ลงพื้นดิน ยังมี พระเต้านพเคราะห์, พระเต้าไกรลาส เป็นต้น บ้างทำจากทองคำ เงิน นาค สำริด ก็มี

- หมวดพระเครื่องต้น เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องทอง 5 อย่างของพระราชา ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี วาลวิชนี ธารพระกร และฉลองพระบาทเชิงงอน มีชุดเดียวที่พระราชครูพราหมณ์เป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีบรมราชิภิเษก นอกนั้นมีสังวาลเรียกว่า “สังวาลพระนพ” ทำจากอัญมณี 9 ชนิดรวมด้วยกันในสายสร้อยทองเส้นเล็กๆ สังวาลพระนพเป็นของดั้งเดิมมาแต่ก่อน ต่อมารัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พระสังวาลนพรัตน์ราชวราภรณ์” ขึ้นมาใหม่ มีทั้งหมด 36 ดอก

พระธำมรงค์ที่สำคัญสององค์คือ พระธำมรงค์วิเชียรจินดา เป็นเพชรน้ำขาวใสขนาดใหญ่ กับ พระธำมรงค์รัตนวราวุธ พระธำมรงค์เพชรที่มีอัญมณี 9 ชนิดล้อมรอบ เป็นพระธำมงค์ ที่จะถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

- หมวดเครื่องพิชัยสงคราม พระมาลาเบี่ยง แต่เดิมเชื่อว่าเป็นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 พระมาลาทำด้วยหนังปีกกว้าง มีพระพุทธรูปโดยรอบเพื่อ ป้องกันศาสตราวุธในการทำสงครามยุทธหัตถี, เครื่ิองทรงลงยันต์ราชะ 7 สี
- หมวดพระแสง อันได้แก่ พระแสงจักร พระแสงตรีศูล เป็นอาวุธของพระนารายณ์ รัชกาลที่ 1 ทรงตั้งชื่อว่าราชวงศ์จักรี เพราะทรงเห็นคำว่า “จักรี” เป็นมงคลนาม ถือเป็นอาวุธพระนารายณ์ ถือว่าทรงเป็นพระนารายณ์อวตารด้วย จึงใช้คำว่า “จักรี” เป็นชื่อพระราชวงศ์จักรีมาจวบจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีพระแสงดาบคาบค่าย ทำใหม่สมัยรัชกาลที่ 1

พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 เช่นกัน ตามความในประวัติศาสตร์กล่าวว่า เมื่อสมเด็จ พระนเรศวรนำบรรดาคนไทยที่ถูกกวาดต้อนไปข้ามแม่น้ำสะโตง กลับมา สุระกำมาแม่ทัพพม่าตามมาเพื่อจะจับสมเด็จพระนเรศวรและกวาดต้อนคนไทยกลับไป สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนยาว 9 คืบยิงไปถูกแม่ทัพสุระกำมาตายบนคอช้าง พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงจึงถือเป็นเครื่องศาสตราวุธที่สำคัญสำหรับทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย

นอกจากนั้นมีพระแสงศร 3 องค์ ได้แก่ พระแสงศรพรหมาสตร์, พระแสงศรประลัยวาต และพระแสงศรอัศนีวาต

- หมวดเครื่องสูง พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร นพ แปลว่า เก้า, ปฎล แปลว่า ชั้น, เศวต แปลว่า ขาว, ฉัตร แปลว่า ร่ม รวมแล้วหมายถึง ร่มสีขาว 9 ชั้น พระเจ้าแผ่นดินที่ ทรงฉัตรเก้าชั้นเปรียบเสมือนพระเจ้าแผ่นดิน ที่มีอานุภาพครอบคลุมไปทั่วทั้ง 8 ทิศ ทรง พระเดชานุภาพ พระมหาเศวตฉัตรมีสองแบบ แบบหนึ่งจะปักอยู่ที่มหาราชบัลลังก์ เช่น พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แบบที่สองแขวนอยู่ที่เพดาน พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานจะแขวนอยู่เหนือพระแท่นบรรทม จะมีการทำเป็นสองลักษณะด้วยกัน จะมีขลิบทองทั้งทองแท้ก็มี หรือขลิบด้วย สีทองก็มี

ธงชัยราชกระบี่ยุทธ กระบี่ แปลว่า ลิง, ยุทธ แปลว่า หนุมาน เดิมสมัยรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ทำเป็นธงผ้าสีแดง มีรูปหนุมานอยู่ข้างใน ส่วนอีกองค์หนึ่งคือธงชัยพระครุฑพ่าห์ ส่วนธงผ้าจะสีเหลืองรูปครุฑลักษณะเป็นแผงมีสามชายเหมือนกับธงชัยราชกระบี่ยุทธ จะเขียนยันต์ด้านใน

- หมวดเครื่องราชูปโภค พานพระศรี คือพานหมาก มีสองชุด ชุดแรกสร้างสมัยรัชกาลที่ 1 และต่อมารัชกาลที่ 4 สร้างอีกชุดหนึ่ง สมัยก่อนหมากเป็นสิ่งที่จำเป็นของชีวิตคนไทย คนไทยต้องกินหมากทุกคน, พระมณฑปรัตนกรัณฑ์ คือ ภาชนะสำหรับใส่น้ำเสวย ทอดไว้ข้างที่ประทับ มีจอกทองคำสำหรับ ตักน้ำเสวย, พระสุพรรณศรี กระโถนเล็กสำหรับบ้วนน้ำหมาก, พระสุพรรณราช หรือกระโถนใหญ่ เครื่องราชูปโภคทั้งหมดนี้ จะทอดที่พระราชอาสน์ประทับ

นอกจากนี้ยังมี ดอกพิกุลเงินพิกุลทอง เชื่อว่าเป็นดอกไม้บนสวรรค์ มีแฉกเหมือนดวงดาว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงโปรยพิกุลเงินพิกุลทอง ซึ่งทำจากเงินและทองแท้ พระราชทานเป็นที่ของระลึกแก่ ผู้ที่มาร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อ ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ทรงหลั่งทักษิโณทกแล้ว ทรงโปรยพิกุลเงินพิกุลทองพระราชทานแก่พราหมณ์และพระบรมวงศานุวงศ์

ขั้นตอนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ประกอบพระราชพิธี ถือเป็นมรดกชาติที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นความภาคภูมิใจของพสกนิกรไทยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

* ข้อมูลบรรยายโดย ศ.ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ประธานอนุกรรมการด้านสารัตถะ และสร้างสรรค์ผลิตสื่อ คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก