กลับหน้าแรก
สดุดีราชา แกล้วกล้าชาตินักรบ
จวบจนบัดนี้ย่อมเป็นที่ประจักษ์แน่ชัดแล้วว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นกษัตริย์นักรบของปวงชนชาวไทยโดยแท้จริง เพราะเราได้ เห็นมาตลอดถึงพระปรีชาสามารถด้านการทหาร ทั้งการที่ทรง ศึกษาด้านวิชาทหารมานานจากสถาบันระดับโลก และยังหมายถึงการที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เสี่ยงอันตรายในสมรภูมิ อีกด้วย

ราชกุมารชาญวิชา
ในส่วนของการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีความสนพระราชหฤทัยทางด้านการทหารมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเข้ารับการศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 1 เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2499 เมื่อพระชนมายุ 4 พรรษา ณ โรงเรียนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2509 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงสมีด เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ และในเดือนกันยายนปีเดียวกันนั้น ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลล์ฟิลด์ เมืองสตรีท แคว้นซอมเมอร์เซต จนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2513

เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2513 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์ เขตพารามัตตา นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงศึกษาอยู่จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2514

พ.ศ.2515 ทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา หลักสูตรของวิทยาลัยการทหารแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ ภาควิชาการทหาร รับผิดชอบและดำเนินการโดยกองทัพบกออสเตรเลีย นักเรียนที่สำเร็จตามหลักสูตรนี้จะได้เป็นนายทหารยศร้อยโท

ส่วนอีกภาคหนึ่งเป็นการศึกษาวิชาสามัญ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ รับผิดชอบการวางหลักสูตร แบ่งออกเป็นสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ นักเรียนนายร้อยที่ผ่านหลักสูตรดังกล่าวจะได้รับปริญญาตรีตามสาขาวิชาที่เลือกศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ ทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ.2519

สำหรับการศึกษาอบรมทางการทหาร พ.ศ.2519 ทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติมและทรงศึกษางานด้านการทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนของกระทรวงกลาโหม และทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษที่นครเพิร์ท รัฐออสเตรเลียตะวันตก ประเทศออสเตรเลีย

ทรงรับการฝึกอบรมหลักสูตรทางการทหารและการบิน ได้แก่ หลักสูตรวิชาอาวุธพิเศษ การทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง หลักสูตรการลาดตระเวนและต้นหนชั้นสูง หลักสูตรส่งทางอากาศ และยังทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรต่างๆ ทางด้านการบินอีกมากมาย ทำให้ทรงมีพระประสบการณ์และทรงพระปรีชาสามารถด้านการบินในระดับสูงมาก

อีกทั้งเคยทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี และทรงชนะเลิศ การแข่งขัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2530

ทั้งนี้ภายหลังจากที่ทรงสำเร็จการฝึกด้านการทหาร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงรับราชการทหารมาโดยตลอด ดังนี้

วันที่ 9 มกราคม 2518 ทรงเข้าเป็นนายทหารประจำกรมข่าว ทหารบก กระทรวงกลาโหม
วันที่ 6 ตุลาคม 2521 ทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2523 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2527 ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
วันที่ 30 กรกฎาคม 2531 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
วันที่ 9 มกราคม 2535 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ปัจจุบันทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก
วีรกรรมพระราชา บ้านหมากแข้ง!
นับย้อนไปในช่วงปี พ.ศ.2511 ที่บ้านเมืองไทยมีการสู้รบกับ “ลัทธิคอมมิวนิสต์” หลายพื้นที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งสงครามนานหลายปี กระทั่งวันที่ 20 พฤศจิกายน 2511 ที่เรียกกันว่า “วันเสียงปืนแตก” ที่บ้าน ห้วยทรายใต้ อ.นครไทย ตั้งแต่บัดนั้นมาผู้ก่อ การร้ายคอมมิวนิสต์ได้ปฏิบัติการอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น และที่ “บ้านหมากแข้ง” ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย นี่เองที่นับว่าเป็นหมู่บ้านพื้นที่อันตรายแห่งหนึ่ง!

จนกระทั่งวันที่ 5 พฤศจิกายน 2519 ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงมีรับสั่งให้ ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จฯ ไปทรง บัญชาการรบด้วยพระองค์เอง!

ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ทหาร กองทัพภาคที่ 3 เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปยังฐานปฏิบัติการบ้านห้วยมุ่น มีรับสั่งด้วยพระสุรเสียงอันหนักแน่นกับ พล.ท.สมศักดิ์ ปัญจมานนท์ แม่ทัพภาคที่ 3 (ในขณะนั้น) ที่ได้กราบบังคมทูลทัดทาน ว่า… “จะต้องไปแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นให้ได้”

จากนั้นเวลา 15.30 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง มีรับสั่งให้นักบินนำเครื่องมุ่งตรงไปยังฐานบ้านหมากแข้งทันที

แต่ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังจะร่อนลง ยังไม่ทันที่สกี (ฐานเฮลิคอปเตอร์) จะแตะพื้น วินาทีนั้นเอง พระองค์ทรงกระโดดลงมาจากความสูงประมาณ 12 เมตร แล้ววิ่ง “ฝ่ากระสุน” ที่ปลิวว่อนไปมาอย่างกล้าหาญ

เมื่อทรงถึงที่มั่น ก็ได้ทรงบัญชาการรบ มีรับสั่งให้ปืนใหญ่จาก “ฐานบ้านห้วยมุ่น” ยิงถล่มผู้ก่อการร้ายอีกด้วย

กระทั่งเวลา 16.00 น. จึงทรงให้ชุดปฏิบัติการออก ลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ โดยทรงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดด้วยพระองค์เอง โดยรับสั่งว่า… “ฉันต้องไปเพราะว่าเป็นหน้าที่ของทหาร”

ในที่สุด เมื่อทรงฝ่าดงระเบิดและกระสุนไปถึงหมู่บ้านหมากแข้ง ทรงไม่รอช้าเร่งเข้าฟื้นฟูขวัญกำลังใจแก่ราษฎรทันที หลังจากนั้นได้เสด็จฯ ไปยังบริเวณที่เฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก ทรงตรวจสภาพเฮลิคอปเตอร์อยู่เป็นเวลานาน

ต่อมาได้เสด็จฯ ไป “โรงเรียนบ้านหมากแข้ง” ที่เคยถูกผู้ก่อการร้ายปิดล้อมยึดไว้ และฝ่ายรัฐยึดกลับคืนมาได้ เพื่อพระราชทานกำลังใจแก่ครูและนักเรียน

นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานพระราชดำรัสแนะนำยุทธวิธีด้านต่างๆ แก่ทหารหาญ ทั้งการลาดตระเวน พิสูจน์ทราบ วางกับระเบิด พลุสะดุด สัญญาณเตือนภัยต่างๆ ยุทธวิธีปฏิบัติการในพื้นที่ป่าเขา รวมทั้งได้ทรงกระทำเป็นตัวอย่าง

คืนนั้นพระองค์ประทับแรมที่ฐานปฏิบัติการ โดยเข้าบรรทมเวลา 24.00 น. ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น โดยบรรทมในหลุมบุคคล ซึ่งมีความลึกประมาณ 2 ฟุต หลังคามุงด้วยหญ้าคา ทรงมีแค่ “ผ้าปันโจ” ปูพื้น (ผ้าปูสำหรับการเดินป่า) และใช้เป้ทหารหนุนพระเศียร บรรทมในชุดเครื่องแบบสนาม โดยไม่มีแจ็กเกตฟิลด์กันหนาว หรือผ้าห่มแม้แต่ผืนเดียว

จนรุ่งเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2519 พระองค์เสด็จฯ ทรงตรวจการวางกำลัง และทรงควบคุมการกู้กับระเบิดรอบฐาน มีรับสั่งให้จัดกำลังออกพิสูจน์ทราบเส้นทาง และพื้นที่เนินเขาบริเวณหมู่บ้านอีกครั้ง
รองความปลอดภัยแก่ราษฎรแล้ว จึงประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และเสด็จพระราชดำเนินกลับ

กระทั่งได้เสด็จฯ มาอีกครั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2519 เพื่อตรวจผลการซ่อมแซมบ้านเรือนราษฎร สร้างความปีติยินดีแก่ราษฎรเป็นอย่างยิ่ง

และราวกับปาฏิหาริย์บังเกิด การสู้รบอันยาวนานก็สิ้นสุดลง เมื่อต่อมาพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศยอมแพ้ สงครามจึงสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2525

จากวีรกรรมอันหาญกล้าครั้งนั้นจึงเป็นที่มาของการจัดสร้าง “อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง” เพื่อจดจารึกถึงความกล้าหาญ ของร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในขณะนั้น

นอกจากนี้ยังทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จ.ตราด ด้วย ซึ่งแม้เป็นพระราชภารกิจที่ต้องเสี่ยงภยันตราย แต่เพื่อความผาสุกของพสกนิกรแล้วจึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจดังกล่าวโดยเต็มพระราชกำลัง

lขอขอบคุณภาพ เฟซบุ๊ก : ด่านซ้ายไทเลย เฟซบุ๊ก : ข่าวทหาร