กลับหน้าแรก
หลอมรวมดวงใจ ถวายพระเกียรติ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562
“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” เป็นโบราณราชประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน เพื่อการเสด็จขึ้นครองราชย์โดยสมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์ไทย ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในราชอาณาจักรไทยมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ผ่านกรุงศรีอยุธยา มาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ล่าสุด “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2652” ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 นี้ ยังคงยึดตามระเบียบแบบแผนราชประเพณีโบราณอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกัน หน่วยงานต่างๆ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการจัดทำและจัดสร้าง “สิ่งใหม่ๆ” อันเกี่ยวเนื่อง กับพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ เพื่อให้พสกนิกรไทยทั้งในประเทศและทั่วโลกได้ร่วมเทิดพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี โดย “คม ชัด ลึก” ได้รวบรวมมาไว้ดังนี้
ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
วันที่ 11 มีนาคม 2562 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงข่าวแบบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาปรุงแบบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ด้วยพระองค์เอง และพระราชทานแบบตราสัญลักษณ์พร้อมความหมาย ซึ่งต่อมาคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้เผยแพร่ความหมาย “ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” ดังนี้
อักษรพระปรมาภิไธย วปร พื้นอักษรสีขาวขอบเดินทอง อันเป็นสีของวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระบรมราชสมภพ ภายในอักษรประดับเพชร วปร อยู่บนพื้นสีขาบ (น้ำเงินเข้ม) อันเป็นสีของขัตติยกษัตริย์ ภายในกรอบพุ่มข้าวบิณฑ์สีทองสอดสีเขียวอันเป็นสีซึ่งเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ กรอบทรงพุ่มข้าวบิณฑ์อัญเชิญมาจากกรอบที่ประดิษฐานพระมหาอุณาโลม อันเป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระมหาเศวตฉัตร เบื้องหลังพระมหาพิชัยมงกุฎประดิษฐานพระมหาเศวตฉัตร อันมีระบายขลิบทองจงกลยอดฉัตรประกอบรูปพรหมพักตร์อันวิเศษสุด ระบายชั้นล่างสุดห้อยอุบะจำปาทอง แสดงถึงพระบารมีและพระบรมเดชานุภาพที่ปกแผ่ไปทั่วทิศานุทิศ แถบแพรพื้น เบื้องล่างกรอบอักษรพระปรมาภิไธยมีแถบแพรพื้นสีเขียวสนิมทอง ขอบขลิบทอง มีอักษรสีทองความว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒”, แถบแพร เบื้องขวามีรูปคชสีห์กายม่วงอ่อน ประคองฉัตร 7 ชั้น หมายถึงข้าราชการฝ่ายทหาร, เบื้องซ้ายมีรูปราชสีห์กายขาวประคองฉัตร 7 ชั้น หมายถึง ข้าราชการฝ่ายพลเรือนผู้ปฏิบัติราชการสนองงานแผ่นดินอยู่ด้วยกัน, ข้างคันฉัตรด้านในทั้งสองข้างมีดอกลอยกนกนาค แสดงถึงปีมะโรง นักษัตรอันเป็นปีพระบรมราชสมภพ, สีทอง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งของประเทศชาติและประชาชน แวดล้อมด้วยเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของ พระมหากษัตริย์ และเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราช ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ (1) และเลขมหามงคลประจำรัชกาลอยู่เบื้องบน หมายถึง ทรงรับพระราชภาระอันหนักยิ่งของแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน พระแสงขรรค์ชัยศรี (2) หมายถึงทรงรับพระราชภาระปกป้องแผ่นดินให้พ้นจากภยันตราย ธารพระกร (3) หมายถึง ทรงดำรงราชธรรมเพื่อค้ำจุนบ้านเมืองให้ผาสุกมั่นคง พระแส้จามรี กับพัดวาลวิชนี (4) หมายถึงทรงขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากเดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร์ ฉลองพระบาทเชิงงอน (5) หมายถึงทรงทำนุบำรุงปวงประชาทั่วรัฐสีมาอาณาจักร
“หนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ประมวลองค์ความรู้สู่ประชาชน
ตามที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 เพื่อความเป็น สวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญและศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติ และเนื่องในโอกาสมหามงคลการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 กระทรวงวัฒนธรรม จึงจัดพิมพ์ จัดทำหนังสือที่ระลึกและ จดหมายเหตุงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จำนวน 13 รายการ แบ่งเป็น จดหมายเหตุฉบับหลักจำนวน 1 รายการ ได้แก่ จดหมายเหตุพระราชพิธี บรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 (ฉบับหลัก), จดหมายเหตุฉบับรอง 3 รายการ ได้แก่ 1.สมุดภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562, 2.จดหมายเหตุพระราชพิธี บรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 ฉบับสื่อมวลชน 3.จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 ฉบับวีดิทัศน์ ล่าสุด การจัดทำหนังสือจดหมายเหตุฉบับหลัก ได้ทำการบันทึกเหตุการณ์ตามลำดับพระราชพิธี อาทิ จัดทำน้ำอภิเษก การจารึกพระสุพรรณบัฎ ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกร ส่วนหนังสือที่ระลึกเดิมมี 7 รายการ ได้แก่ 1.พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโบราณราชประเพณี ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ มีเนื้อหาประกอบด้วย ความเป็นมาของพระราชพิธี ลำดับขั้นตอนพระราชพิธีโดยสังเขป การเตรียมการพระราชพิธี ตลอดจนข้อมูลความรู้ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธี อาทิ พระปฐมบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ สถานที่ประกอบพระราชพิธี พระมหาเจดีย์ สถานที่ตั้งพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ รวมถึงแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละจังหวัดที่ทำพิธี พลีกรรมตักน้ำเพื่อใช้เป็นน้ำอภิเษก เป็นต้น โดยจัดพิมพ์ฉบับภาษาไทยและฉบับภาษาอังกฤษ รวม 2,000 เล่ม 2.ชุมชนต่างชาติ ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ฉบับภาษาไทย 3.ชุมชนดั้งเดิม ใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์ 4.สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รอเฉลิมพระปรมาภิไธย) 5.หนังสือประมวลบทความเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นผลงานของนักปราชญ์ราชบัณฑิตคนสำคัญ 6.พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในเอกสารต่างประเทศ 7.หนังสือ ประมวลองค์ความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีเนื้อหา รายละเอียด ขั้นตอน สถานที่ ในการประกอบพระราชพิธี รวมถึงคำศัพท์สำคัญต่างๆ เป็นการเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการพระราชพิธี บรมราชาภิเษก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดย จัดพิมพ์ฉบับภาษาไทย ล่าสุดยังได้จัดเตรียมทำเพิ่มอีก 2 รายการ ได้แก่ “หนังสือที่ระลึกขบวนพยุหยาตราสถลมารค” และ “หนังสือที่ระลึกขบวนพยุหยาตราชลมารค” รวมมีหนังสือที่ระลึกทั้งสิ้น 9 รายการ โดยทุกรายการจะจัดทำเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เพื่อเผยแพร่แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

พระพุทธรูปประจำวันพระราชสมภพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2562 สมเด็จพระอริยวงศา คตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จออก ณ ลานพระอนุสาวรีย์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปทองคำปางห้ามญาติ ประจำวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายเป็นของเฉลิมพระขวัญในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค มาทรงบูชาพระรัตนตรัย และทรงสวมพระรัศมีทองคำลงยาราชาวดี (ฉัพพรรณรังสี) ถวายพระพุทธอังคีรส ประธานพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้รับพระราชทานพระราชา นุญาตให้จัดสร้างพระพุทธรูปทองคำปางห้ามญาติ ประจำวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพนี้ โดยมีความสูงจากพระบาทจรดพระรัศมีรวม 10 นิ้วเท่าเลขรัชกาล ศิลปะรัตนโกสินทร์ พร้อมฉัตรทองคำ 7 ชั้นกางกั้น น้ำหนักทองคำรวม 5 กิโลกรัมเศษ ถวายเป็นของเฉลิมพระขวัญในมหามงคลสมัยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานพระราชวินิจฉัยแบบพระพุทธรูป พร้อมพระราชทานแผ่นทองคำที่ทรงเจิมและทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐานแล้ว เพื่อเชิญมาหล่อพระพุทธรูปดังกล่าวด้วย

คนโทบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์
หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” คือ พิธีพลีกรรม​ตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายน้ำมุรธาภิเษกและน้ำอภิเษก ตามโบราณราชประเพณี โดยความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ในการจัดหา “คนโท” เป็นภาชนะสำหรับบรรจุ “น้ำมุรธาภิเษก” และ “น้ำอภิเษก” ก็ได้มอบหมายให้ นายสุขชาต โฆษะบดี เจ้าของ โรงงานรัตนโกสินทร์ เซรามิกค์ สาขา 4 จัดทำขึ้นทั้งหมด 125 ใบเพื่อติดตราอย่างเดียว ส่วน 77 จังหวัด ติดตราประจำของจังหวัดนั้นๆ ด้านหนึ่ง และตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกด้านหนึ่ง บางจังหวัดจะมีการเสริมทำให้อาจจะมี 2 ใบ หรือ 3 ใบ เพราะอาจจะมีการตักน้ำศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งมารวมกัน นายสุขชาติ เปิดเผยถึงการผลิตคนโทบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ ว่าการผลิตจะมีเบ้าพิมพ์ การขัดผิวให้เรียบ รวมถึงการเก็บรอยตะเข็บของชิ้นงาน เสร็จแล้วจะนำตั้งไว้ให้แห้ง 3-5 วัน จากนั้นนำเข้าเตาเผาในอุณหภูมิประมาณ 900 องศาเซลเซียส ก็จะได้คนโทน้ำที่มีสีและมีความงดงามพร้อมฝาปิดที่มีลวดลายตามที่กำหนดไว้ โดยช่างสิบหมู่ เป็นผู้ที่ออกแบบ ผู้ควบคุม แบบ ควบคุมขนาด ควบคุมลวดลาย รายละเอียดตลอดจนสีสันของคนโท สำหรับ “คนโทบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์” เป็นคนโทเซรามิกมีลวดลายกระจังเป็นลายน้ำทอง เคลือบสีขาวทั้งใบ โดยด้านหนึ่งจะมีตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และอีกด้านจะมีภาพเครื่องหมายราชการจังหวัด ขนาด 7 เซนติเมตร มีความสูงเฉลี่ยจากฐานถึงยอด 40 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 20 เซนติเมตร ปากคนโทกว้าง 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 13 เซนติเมตร น้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม สามารถบรรจุน้ำได้ 4.5 ลิตร
แสตมป์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

“แสตมป์” ดวงเล็กๆ สามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้มากมาย ถ้าเราศึกษาอย่างจริงจัง จะพบว่าบนแสตมป์แฝงด้วยความรู้มากมาย และเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งสำหรับ คนไทยในโอกาสที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้จัด “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ได้จัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกชุด “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10” โดยได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการจัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ออกเผยแพร่ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 เริ่มต้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามแบบที่ทูลเกล้าฯ ถวาย โดยได้เชิญพระฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารบกเต็มยศเป็นแบบตราไปรษณียากร ประกอบอักษรพระปรมาภิไธย และภาพพระบรมมหาราชวังเป็นพื้นหลัง ซึ่งเป็นแนวทางภาพเดียวกับเมื่อครั้งจัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึก พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2493 หรือเมื่อ 69 ปีที่แล้ว ความพิเศษของแสตมป์ชุดประวัติศาสตร์ชุดนี้ คือ การใช้เทคนิคเพิ่ม 5 สีบนฟอยล์กระจก (อะลูมิเนียมซิลเวอร์ฟอยล์) เป็นครั้งแรกของโลก เพื่อเพิ่มความสวยงามแวววาวให้แก่ภาพบนดวงแสตมป์ พร้อมปั๊มดุนนูนอักษรพระปรมาภิไธย วปร. ข้อความชื่อประเทศ ชนิดราคา และพระฉายาลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีความพิเศษที่ฉลองพระองค์ ซึ่งได้ใช้สีขาวชนิดพิเศษ เพื่อให้ฉลองพระองค์เป็นสีที่สมจริง และด้วยการอิงแนวทางในสมัยรัชกาลที่ 9 แต่ก็มีความแตกต่างที่ตำแหน่งพระฉายาลักษณ์ ภาพพระบรมมหาราชวังเป็นพื้นหลังสื่อถึงพระมหามณเฑียร อันประกอบด้วยหมู่พระที่นั่งสำคัญในการประกอบพระราชพิธี บรมราชาภิเษกครั้งนี้ ด้านการออกแบบ ตั้งใจออกแบบให้เบื้องหลังมีพื้นที่ท้องฟ้าเยอะๆ ด้วยตามคติความเชื่อของพราหมณ์ที่ พระมหากษัตริย์ เปรียบดั่งสมมติเทพ และเน้นการใช้โทนสีโรยัล บลู ซึ่งเป็นสีของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนลายเส้นพระบรมมหาราชวัง ได้ใช้เทคนิคการสะกิดสีทอง เพื่อเพิ่มความโดดเด่น

ซุ้มเฉลิมพระเกียรติทั่วกรุงเทพฯ
กทม. การจัดทำซุ้มเฉลิมพระเกียรติ บริเวณถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง และมุมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน รวม 32 ซุ้ม และจัดทำซุ้มเฉลิมพระเกียรติทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ อีกกว่า 100 ซุ้ม พร้อมธงประดับเสา จำนวน 4,000 ชุด อาทิ ประดับซุ้มเฉลิมพระเกียรติ “เครื่องราชกกุธภัณฑ์” ที่บริเวณถนนราชดำเนิน ประกอบไปด้วย “พระมหาพิชัยมงกุฎ” เป็นราชศิราภรณ์ สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองลงยา ประดับนวรัตน์ มีเพชรเม็ดใหญ่ประดับไว้บนยอดชื่อ มหาวิเชียรมณี พระมหามงกุฎ หมายถึง ยอดวิมานของพระอินทร์ ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง คือ ชั้นดาวดึงส์ ในสมัยโบราณถือว่า มงกุฎมีความสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทำตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่า ภาวะแห่งความเป็นกษัตริย์ อยู่ที่เวลาได้สวมมงกุฎ แต่นั้นมาจึงถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ “พระแสงขรรค์ชัยศรี” เป็นพระแสงศาสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พระขรรค์ หมายถึงพระปัญญาในการปกครองบ้านเมือง พระแสงองค์นี้มีประวัติว่า เป็นของเก่า เดิมตกจมอยู่ในทะเลสาบเขมร ที่เมืองเสียมราฐ ชาวประมงทอดแหได้ เมื่อ พ.ศ. 2327 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) เจ้าเมืองเสียมราฐ ได้นำทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดอสุนีบาตตกในพระนครถึง 7 แห่ง เช่นที่ประตูวิเศษไชยศรี และประตูพิมานไชยศรี ซึ่งเป็นทางที่เชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป ดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าวจึงมีคำท้ายชื่อว่า “ไชยศรี” ทั้งสองประตู เช่นเดียวกับ ชื่อพระขรรค์องค์นี้ พระแสงขรรค์ชัยศรี เป็นพระแสงศาสตราวุธที่สำคัญที่สุด ในพระราชพิธีที่สำคัญคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา “ธารพระกร” เดิมเรียกว่า “ธารพระกรชัยพฤกษ์” เนื่องจากทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ หุ้มทอง หัวและส้นเป็นเหล็ก คร่ำลายทอง ลักษณะเหมือนไม้เท้า พระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสุกุล “วาลวิชนี” เป็นชื่อที่ใช้เป็นทั้งพัดและแส้ กล่าวคือ ในอรรถกถา สมันตปาสาทิกา ใช้คำว่า จามร ซึ่งเป็นแส้ทำด้วยขนหางจามรี ส่วนวาลวิชนีเดิมเป็นพัดใบตาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า ชื่อวาลวิชนีนั้น คำว่า วาล เป็นขนโคชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า จามรี จึงทรงทำแส้ขนจามรีขึ้น มีด้ามเป็นแก้ว และให้ใช้คู่กันไปกับพัดวาลวิชนี ซึ่งทำด้วยใบตาล ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยา “ฉลองพระบาทเชิงงอน” ฉลองพระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว ซึ่งหมายถึง แผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ และเป็นที่อาศัยของ อาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้น ฉลองพระบาทเชิงงอนนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ตามแบบอินเดียโบราณ
เข็มที่ระลึก-เสื้อตราสัญลักษณ์
ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแบบ “เข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์” เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยด้านหน้าเป็นแบบตราสัญลักษณ์ ส่วนด้านหลังมีคำว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562” ซึ่ง “สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี” ดำเนินการจัดทำเข็มที่ระลึกฯ เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป และให้ประชาชนได้ประดับในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยรายได้จากการจำหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย รัฐบาลจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย โดย “เข็มที่ระลึกฯ” จัดทำด้วยวัสดุ ดีบุกผสมทองแดง แข็งแรงทนทาน ขึ้นรูปตามตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขนาดความสูง 3.8 เซนติเมตร ชุบทองด้านหน้าและหลัง พื้นสีน้ำเงินลงยาขอบสีทอง พระปรมาภิไธย วปร ลงยาสีขาว และคชสีห์ ลงยาสีม่วงอมชมพู ข้อความพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ลงยาสีเขียวสนิม ตัวหนังสือสีทอง ด้านหลังจารึกตัวอักษรพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เข็มกลัดด้านหลังพร้อมหัวล็อกใช้วัสดุทองเหลืองชุบทอง บรรจุในกล่อง : จัดทำด้วยวัสดุกระดาษอาร์ตอัดลายความหนา 120 แกรม เคลือบสีเหลืองทอง หุ้มพลาสติก ขึ้นรูปทรงกล่อง ขนาด 6.4 x 6.8 x 2.8 เซนติเมตร ฝากล่องด้านบนประดับด้วยตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พิมพ์ด้วยสีทอง ด้านข้างในกล่องเป็นสีขาวงาช้าง ทั้งนี้ รายได้จากการจำหน่ายเข็มที่ระลึกฯ ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย รัฐบาลจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย เช่นเดียวกับ “เสื้อโปโลสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์” สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการจัดทำจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปสวมใส่ โดยเชิญชวนให้สวมเสื้อเหลืองระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2562 เพื่อเทิด พระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี โดยพร้อมเพรียงกัน

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติ
ในเนื่องในโอกาส งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 “กรมธนารักษ์” จัดทำ “เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก” เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้แผ่ไพศาล นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ากรมธนารักษ์ได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562 ได้จัดทำขึ้น จำนวน 3 ประเภท ประกอบด้วย เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 3 ชนิดราคา ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำ ชนิดราคา 19,000 บาท ประเภทขัดเงา ราคาจำหน่ายเหรียญละ 40,000 บาท เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเงิน ชนิดราคา 1,000 บาท ประเภทขัดเงา ราคาจำหน่ายเหรียญละ 3,000 บาท, เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคา 20 บาท, ประเภทธรรมดา จ่ายแลกเหรียญละ 20 บาท เหรียญที่ระลึก 3 ประเภท ได้แก่ เหรียญที่ระลึกแพลทินัม (Platinum) จำหน่ายราคาเหรียญละ 1,000,000 บาท, เหรียญที่ระลึกเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ จำหน่ายราคาเหรียญละ 5,000 บาท, เหรียญระลึกทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ จำหน่ายราคาเหรียญละ 3,000 บาท และเหรียญที่ระลึกประดับ แพรแถบ ชนิดบุรุษ และสตรี จำหน่ายราคาเหรียญละ 1,600 บาท ทั้งนี้ รายได้จากการจำหน่ายเหรียญที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย
“วิทยาศาสตร์การกีฬา” นำมาเป็นส่วนหนึ่งในริ้่วขบวนพระราชอิสริยยศ
การฝึกกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของร่างกายตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา ถือเป็นเรื่องใหม่ที่มีการนำมาใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในริ้วขบวน พระราชอิสริยยศพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดย ว่าที่ ร.ต.ธเนษฐ์พงษ์ สุขวงศ์ อดีต นักเพาะกายทีมชาติและผู้เชี่ยวชาญด้านเสริมสร้าง การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนวิทยากรการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของกำลังพลและวิทยากรสมาคมเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในขบวนพยุหยาตราสถลมารคกำลังพลนับพันนายมีความจำเป็นต้องเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงสำหรับการเชิญเครื่องประกอบพระราชพิธี ซึ่งบางประเภทมี น้ำหนักมาก ในขณะเดียวกันกำลังพลยังต้องเคลื่อนไหวร่างกายไปตามจังหวะของเสียงเพลงและเสียงกลองนำที่ค่อนข้างช้า ซึ่งการนำหลักวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้จะเอื้อประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย “ในแต่ละวันจะต้องให้ความสำคัญกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนฝึกซ้อม 10-15 นาที เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายสู่กระบวนการฝึกท่าทางต่างๆ ที่ใช้ในประกอบพระราชพิธี เช่น ท่าอยู่กับที่ ท่าถวายบังคม การพักในแถว จากนั้นทำการฝึกท่าเดิน-ท่าหยุดเดิน ต่อด้วยท่าเดิน-ท่าหยุดจากการเดินตามจังหวะกลองนำ การเดินประกอบเพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ชราชวัลลภ มาร์ชธงชัยเฉลิมพล เพลงใกล้รุ่ง เพลงยามเย็น เพลงสรรเสริญเสือป่า และเพลงสรรเสริญพระนารายณ์ ในจังหวะการเดินมีระยะก้าวประมาณ 40 เซนติเมตรต่อ 1 ก้าว ใน 1 นาที ขบวนจะเคลื่อนได้ 34-35 เมตร ตลอดจนการซ้อมขบวนม้านำ การใช้อุปกรณ์ร่วมฝึก อาทิ ปี่ แตรฝรั่ง แตรงอนสังข์ เครื่องสูง กลองชนะ กลองมโหระทึกจำลองพระราชยานจำลองด้วยท่าแบกหามที่ถูกต้องตามหลักกลศาสตร์โดยหลีกเลี่ยงการใช้ท่าทางที่ทำให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานมากกว่าปกติเพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ การฝึกร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งก็สำคัญ โดยเสริมสร้างกล้ามเนื้ออก ในท่าฝึก Push Up ท่าฝึก Dumbbell Chest Press และท่าฝึก Bench Press ส่วนกล้ามเนื้อหน้าท้องเน้นท่าฝึก Sit Up ท่าฝึก Crunch และท่าฝึก Leg Raises กล้ามเนื้อขาและน่อง ให้ทำท่าฝึก Squat ท่าฝึก Barbell Squat และท่าฝึก Leg Calf Raise ไล่มาถึงกล้ามเนื้อหัวไหล่ ในท่าฝึก Shoulder Press ท่าฝึก Dumbbell Side Lateral Raise ท่าฝึก Press Behind Neck กล้ามเนื้อหลัง เสริมสร้างร่างกายด้วยท่าฝึก Bench Over Row Barbell ท่าฝึก One Armed Dumbbell Rows รวมทั้งกล้ามเนื้อแขนด้านหน้าและหลังแขน ในท่าฝึก Ez Bar Curl และท่าฝึก Barbell Triceps Extension” ร.ต.ธเนษฐ์พงษ์ อธิบาย ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเสริมว่า ท่าฝึกต่างๆ ที่กล่าวมา จะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ต่อจากนั้นก็เริ่มถืออุปกรณ์ที่มีน้ำหนักน้อยไปหามากหลังจากฝึกเสร็จแล้วก็ต้องคูลดาวน์เพื่อให้อาการเมื่อยล้าในวันถัดไปลดลง และยังเป็นการป้องกันการอักเสบของกล้ามเนื้ออีกด้วย