“ธีรยุทธ”ฟันธง“ทักษิณ"ชะตาการเมืองขาด แนะม็อบปิดล้อมทำเนียบฯ

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

"ธีรยุทธ”ฟันธงชะตาการเมือง"ทักษิณ"ขาดแล้ว เรียกร้อง ทุกพลังในสังคมคว่ำบาตรไม่เลือก ทรท. เบรกขนม็อบชนม็อบ ก่อสงครามกลางเมือง-จลาจลวุ่นไม่ต่างอาร์เจนตินา อัดผู้นำ“เศรษฐีโรคจิต” ตบหัวลูบหลังหลอกประชาชน เปิดตำราปรัชญาการเมืองหนุนหลัง“พันธมิตรฯ” มีสิทธิ์ไล่“ทรราช”ไม่พอต้องตามยึดทรัพย์ รมต.โกงชาติด้วย แนะใช้ยุทธศาสตร์"ชุมนุมมั่นคงยืดเยื้อ-ไม่รวบรัดปิดบัญชี" เพื่อขยายพลังมวลชน ใช้วิธีแข็งขืนแบบอารยะบุกล้อมทำเนียบฯได้ แต่ไม่ควรไปบ้านจันทร์ส่องหล้าเพราะอาจตกหลุมพรางให้นายกฯ ประกาศภาวะฉุกเฉิน เชื่อในที่สุดประชาชนได้ชัยชนะล้มระบอบ "ทักษิณ"ได้ใน 1-2 เดือน

เมื่อเวลา 10.00 น. นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตผู้นำนักศึกษา ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เปิดแถลงข่าวเพื่อแนะนำการเคลื่อนไหว ของภาคประชาชน ภายหลังมีการออกมาชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งว่า ภาคประชาชนต้องมุ่งมั่นและมีสติ จึงจะล้างคนชั่วโกงเมืองได้ หนทางผ่าทางตันการเมืองไทย ทางออกจาก วิกฤติทักษิณขึ้นอยู่ที่ว่าคนไทยจะเลือกประชาธิปไตยนอมินี หรือประชาธิปไตยคุณธรรม ดังนั้นการต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่ายที่เอาทักษิณ-ไม่เอาทักษิณ ต่างอ้างกติกาประชาธิปไตย ซึ่งถูกทั้งคู่ เพราะประชาธิปไตยมีกติกา อยู่ร้อยแปดพันประการ นอกเหนือจากการอ้างกติกาแล้ว ประชาชนควรคำนึงที่ต้นเหตุและผลด้วย

นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า ต้นเหตุคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดไม่พ้น ผลประโยชน์ และมองประชาธิปไตยเป็นเพียงกติกา เป็นเครื่องมือ (means) เป็นประชาธิปไตยนอมินี คือ รัฐบาล รัฐสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) หน่วยงานราชการ เช่น สรรพากร คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เป็นหุ่นเชิดหรือตัวแทนสร้างผลประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนอีกฝ่ายมองประชาธิปไตยเป็นทั้งเครื่องมือและจุดหมาย ด้วยการเคารพกติกา ประชาธิปไตย แต่ก็ต้องให้กติกานั้นเกิดผลที่ดีกับประชาชน

อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาผู้นี้ยังวิเคราะห์อีกว่า ความขัดแย้ง ยืดเยื้อครั้งนี้จะจบลงด้วยการที่ประชาชนมีชัยชนะ เพราะการต่อสู้ของประชาชน ครั้งนี้เข้าสู่แนวทางที่ถูกต้อง คือเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของกระบวน ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนไทย เป็นพัฒนาการขั้นที่ 3 ของประชาธิปไตย จากขั้นที่ 1 คือประชาธิปไตยตัวแทน ซึ่งเกิดจาก 14 ตุลาคม 2516 ขั้นที่ 2 คือประชาธิปไตยตรวจสอบ หลังการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นขั้นที่ 3 คือประชาธิปไตยคุณธรรมแบบมีส่วนร่วม ที่ต้องเน้นคุณธรรมเพราะไม่มีประเทศไหนที่ผู้ปกครอง กลิ้งกลอกเป็นผู้ปกครองต่อไปได้ คุณธรรมจึงสำคัญมาก (ethical deliberative democracy) ซึ่ง มุ่งทั้งการพัฒนาให้ระบบตรวจสอบมีความเป็นอิสระ ทำงานได้ผล ขณะเดียวกัน ก็เน้นว่าประชาธิปไตย ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ความยุติธรรม ซึ่งเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น เนื่องจาก เป็นการสู้เพื่อระบบที่ดีขึ้น จึงจะได้รับชัยชนะในที่สุด

“ผมฟันธงว่าทักษิณชะตาการเมืองขาดแล้ว เพราะขนาดต่อสู้กับกุ๊ยการเมือง อย่างคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) หรือพวกแข็งทื่อ (square head) อย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ยังถอยร่นไม่เป็นขบวน แต่นี่ต้องต่อสู้กับประชาชนกลุ่มต่างๆกว้างขวางมากขึ้นเกือบทั้งสังคม ย่อมทานไม่ไหว ตามประเพณีทางเหนือต้องทำพิธีสืบชะตาด้วยการลาออกหรือเว้นวรรค แต่ทักษิณ ไม่ยอมทำ กลับฝืนสู้ด้วยกระแสการเมืองประชานิยม คือการใช้เงิน ใช้นโยบายแจกเงินเพื่อรักษา เสียงสนับสนุน จัดตั้งกลุ่มองค์กรชาวบ้านคนจนขึ้นมาสู้ ดังนั้น การชุมนุมวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ถ้าปล่อยยืดเยื้อจะก่อตัวเป็นลัทธิทักษิณ (Taksinism) แบบเดียวกับลัทธิเปอรองส์ และเป็นต้นตอของ สงครามกลางเมืองเหมือนประเทศอาร์เจนตินา ชิลี เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม ทักษิณจะฝืนชะตาไม่ได้ เพราะถูกคัดค้านจาก 3 พลังหลัก คือ 1.พลังจารีตประเพณี ได้แก่ พลังรักชาติ รักสถาบัน และพลังคุณธรรม 2.พลังประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพลังใหญ่ มีประวัติการต่อสู้มานาน 3.พลัง ของภาคธุรกิจเศรษฐกิจสมัยใหม่ ซึ่งจะเริ่มปรากฏ ชัดเจนมากขึ้น” นักวิชาการผู้นี้ กล่าว

อดีตผู้นำนักศึกษาเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กล่าวว่า หากมองโดยภาพรวมวิกฤติใหญ่ครั้งนี้ สาเหตุหลักคือ ทักษิณไม่ต้องการเสียภาษีการขายหุ้น 73,000 ล้านบาท ให้รัฐแม้แต่บาทเดียว แต่ผลเสียหายเกิดกว้างขวางมาก จนพรรคการเมือง เลือกไม่ทำสังฆกรรมกัน ทหารแตกแยก นักวิชาการในมหาวิทยาลัยและสื่อมวลชนแตกหักกับรัฐ ประชาชนแตกแยก ถ้ามีเวลาตั้งสติสักนิดสังคมจะมองเห็นเหตุปัจจัยนี้ชัดเจน สรุปคือ พ.ต.ท.ทักษิณบริหารประเทศต่อไปไม่ได้ นอกจากนี้ พลังภาคธุรกิจเริ่มมีข้อสรุปในใจ แต่กริ่งเกรงอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงยังรีรอ แต่พวกเขาก็เห็นชัดว่ามายาภาพการเป็นซูเปอร์ซีอีโอของ พ.ต.ท.ทักษิณถูกทำลายหมดสิ้นลง เพราะการบริหารจัดการทางการเมืองที่ผ่านมาล้มเหลว นอกจากความคิดที่หวือหวาแล้ว เกือบทุกนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ล้มเหลว รวมทั้งนโยบายรักษาฟรี 30 บาท กรณีขายหุ้นชินคอร์ป

“การยุบสภาสะท้อนว่าทักษิณมีนิสัยเชื่อมั่นตัวเองจนเป็นคนบริหารความเสี่ยง (risk management) ไม่เป็น เพราะต้องการได้หมด ไม่ยอมเสียภาษี จึงกลับจะต้องเสียทั้งหมด การไล่บี้พรรคฝ่ายค้านในเรื่องสัตยาบันโดยหวังกินรวบทั้งหมด ก็ย้อนกลับเข้าตัวเอง คือถูกบอยคอตการเลือกตั้งจนเสียทั้งหมด ถ้าปล่อยให้ทักษิณบริหารประเทศต่อไปก็อาจจะทำให้ประเทศเสี่ยงกับการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในหลายๆด้าน จนถึงขั้นสูญเสียหมดได้ (total risk total loss) ด้วยเหตุนี้คนชั้นกลางและภาคธุรกิจจึงเริ่มเสื่อมศรัทธากับทักษิณ ภาคเศรษฐกิจและภาคธุรกิจทั่วไปจะมองเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่า ทักษิณบริหารประเทศต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งโจ๊กหรือนอมินี รัฐสภาจะเป็นสภาโจ๊กหรือนอมินี รัฐบาลอนาคตก็จะเป็นรัฐบาลโจ๊กหรือรัฐบาลนอมินี ที่เป็นเผด็จการในคราบรัฐสภา ไม่ใช่เผด็จการแบบเอาปืนจี้เหมือนสมัยก่อน ดังนั้น จึงจะถูกต่อต้านคัดค้านไม่จบสิ้น ภาคธุรกิจจะมองเห็นว่าผลกระทบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมากมายเกินไป”นายธีรยุทธ กล่าว

นักวิชาการผู้นี้ยังได้นำเสนอวิธีการต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ควรใช้ยุทธศาสตร์มั่นคง ยืดเยื้อ ไม่รวบรัดปิดบัญชี แต่ขยายความมีเหตุมีผลเพื่อล้างคนชั่วโกงเมือง แม้ว่าการต่อสู้ของภาคประชาชนจะเริ่มจากนายสนธิ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าไม่พอใจ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการส่วนตัว หรือ พล.ต.จำลองซึ่งมีลักษณะแข็งกร้าว แต่คนเริ่มยอมรับในคุณประโยชน์ของการเคลื่อนไหวมากขึ้น เพราะได้พัฒนาขยายเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อฯ และพลังภาคประชาชนอื่นๆได้ช่วยสร้างดุลยภาพการตรวจสอบในระบอบการเมืองไทยให้ดีขึ้น เพราะสามารถบีบให้รัฐบาล 375 เสียงซึ่งอหังการในอำนาจ ไม่ยอมรับกลไกตรวจสอบ ต้องยอมยุบสภาหลังอยู่ในอำนาจเพียงไม่ถึงปี

“วันนี้เวลาไม่ได้อยู่ข้างทักษิณ คนไทยจะมองเห็นว่าทักษิณปกครองประเทศไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ความเสียหายจากความแตกแยกในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจประเทศจะถูกกระทบและถูกผลาญโดยการเมืองประชานิยม ประเทศที่ถูกปกครองโดยสภาโจ๊ก รัฐบาลโจ๊ก จะเสื่อมเสียเกียรติภูมิแก่ทุกคนในชาติ ทักษิณคล้ายเป็นเด็กกลับกลอก พันธมิตรฯ จึงต้องเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะ น่าจะใช้ยุทธศาสตร์ที่มั่นคงแต่ยืดเยื้อ ไม่รวบรัดรวดเร็ว” อดีตผู้นำนักศึกษา 14 ตุลาฯ แนะนำ

นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า พันธมิตรฯควรทำความเข้าใจเรื่องการแข็งขืนแบบอารยะ (civil disobedience) คือการใช้สิทธิ์ของคนกลุ่มน้อยที่ถูกละเมิดสิทธิ์หรือกดขี่ข่มเหงจนต้องออกมาแข็งขืน โดยยอมเสียสละ ยอมเจ็บปวด หรือแม้กระทั่งยอมสละชีวิตได้ การแข็งขืนแบบอารยะไม่ได้ถืออำนาจรัฐ ทหาร หรือตำรวจเป็นศัตรู แต่ถือการล้มอำนาจของทักษิณเป็นเป้าหมาย การแข็งขืนแบบอารยะเป็นการทำให้อำนาจของทักษิณไม่สามารถทำงานได้ จนในที่สุดคนจะไม่ยอมรับทักษิณ

“การแข็งขืนแบบอารยะทำได้หลายรูปแบบ เช่น การชุมนุม หรือการเดินขบวนเป็นส่วนหนึ่งของการไม่ยอมรับอำนาจทักษิณ ถ้าจะเดินขบวนไปปิดล้อมสัญลักษณ์อำนาจทักษิณคือทำเนียบรัฐบาลย่อมทำได้ แต่ไม่ควรไปบ้านพักจันทร์ส่องหล้าของทักษิณ ซึ่งจะเป็นการเผชิญหน้าเชิงบุคคลมากไป และอาจตกหลุมพรางทักษิณที่ต้องการประกาศภาวะฉุกเฉินได้ เพราะตอนนี้ทักษิณมีอาจเงิน อำนาจรัฐ แต่ขาดอำนาจฉุกเฉิน เราต้องระวังอย่าให้เขาประกาศใช้ รูปแบบของการแข็งขืนอื่นๆ เช่น การประท้วงของสหภาพแรงงาน การแต่งชุดดำของครูอาจารย์ การตั้งศาลจำลอง การไต่สวนสาธารณะ การประท้วงเชิงวัฒนธรรม เป็นต้น จะขยายตัวมากขึ้นในช่วง 1 เดือนก่อนการเลือกตั้งนี้ เพราะคนที่ถูกบีบคั้นมักมีพลังสร้างสรรค์มาก” นักวิชาการผู้นี้กล่าว

เขากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พันธมิตรฯไม่ควรรวบรัดการชุมนุม สร้างการเผชิญหน้าจนต้องปิดบัญชีในขณะนี้ แต่ควรรุกแล้วผ่อน คือเดินขบวนแล้วกลับมาชุมนุมใหม่ เพื่อให้การเคลื่อนไหว 3 ส่วนของพรรคฝ่ายค้าน พันธมิตรประชาธิปไตย และการแข็งขืนโดยอารยะของภาคสังคมสอดคล้องประสานกันมากขึ้น ให้มีประเด็นความเสียหายที่ทักษิณก่อขึ้นเป็นที่ชัดเจนต่อสังคม ยืดเวลาให้พลังชนชั้นกลางและภาคธุรกิจก้าวเข้ามาร่วมปฏิเสธทักษิณมากขึ้น ทั้งนี้ พันธมิตรฯควรปรับขบวนตัวเอง รวมทั้งขยายความเป็นเหตุเป็นผลของการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมมากขึ้น โดยการเพิ่มบุคคลที่มีภาพอหิงสาเป็นแกนนำเพิ่มเติมจากเดิมอีก 2-4 คน อาทิเช่น นายโสภณ สุภาพงษ์ ส.ว.กทม. นางเตือนใจ ดีเทศน์ ส.ว.เชียงราย นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ว.กทม. อาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น นายสุริชัย หวันแก้ว ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นายขวัญสรวง อติโพธิ เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านสันติวิธีให้กับประชาชนอีกชั้นหนึ่ง

“พันธมิตรอาจใช้ยุทธวิธีใหม่อีกด้านหนึ่ง คือรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิแต่ไม่เลือกผู้สมัคร จนได้คะแนนน้อยกว่า 20% ซึ่งจะส่งผลให้ทักษิณไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก สะท้อนว่าประชาชนไม่ยอมรับอำนาจทักษิณ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นระบอบทักษิณจะไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้อีก เพราะประชาชนส่วนใหญ่อาจยังอยากใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่งพันธมิตรฯและทุกฝ่ายควรยอมรับ แต่ควรชี้ให้ประชาชนเห็นว่าสิทธิประชาธิปไตยมีหลากหลายและสำคัญพอๆกัน เรามีกติกาเลือกตั้ง แต่เราก็มีกติกาว่าประชาชนมีสิทธิอยู่ในระบบที่มีคุณธรรมและศีลธรรมที่ดี ถ้าผู้ปกครองฉ้อฉล โกงเมือง แม้จะเพิ่งได้รับเลือกเข้ามาก็ต้องถูกขับไล่ได้อีก พันธมิตรฯจึงอาจใช้ยุทธศาสตร์รุกแล้วผ่อนรุกแล้วผ่อนจนถึงวันเลือกตั้งซึ่งอาจเรียกชุมนุมใหญ่เพื่อตัดสินชะตากรรมของคนชั่วโกงเมืองอีกครั้ง” นายธีรยุทธ กล่าว

นักวิชาการผู้นี้กล่าวอีกว่า ขั้นสุดท้ายการแข็งขืนแบบอารยะ ถือเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการที่จะโค่นล้มรัฐบาลทรราช ซึ่งสิทธินี้เป็นที่ยอมรับในปรัชญาการเมืองของตะวันตกเกือบทุกประเทศ มีปรากฏในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา และเป็นประเพณีในประเทศไทยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535 ตนไม่เห็นด้วยกับการเสนอให้มีพระบรมราชวินิจฉัยให้ใช้มาตรา 7 ที่จริงแล้วมาตรา 7 โดยพฤตินัยเป็นอำนาจของประชาชน เมื่อประชาชนไม่อาจอดทนต่อการฉ้อฉลผลประโยชน์และอำนาจได้ พวกเขาก็พร้อมจะเสียสละแม้กระทั่งชีวิตตนเองเพื่อขับไล่คนชั่วโกงเมืองออกไป ลูกหลานไทยที่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์ 14 ตุลาและพฤษภาคม 35 ไม่ใช่พวกก่อความรุนแรง แต่เป็นผู้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องสิทธิและมโนสำนึกพื้นฐานของสังคม ในอดีตเผด็จการมักใช้มาตรา 17 กับประชาชน แต่ปัจจุบันประชาชนจะใช้มาตรา 7 กับทักษิณ คือยอมสละชีวิตเพื่อขัดขืนล้มล้างอำนาจทักษิณ แล้วปล่อยให้กลไกอำนาจของสังคมดำเนินไปตามครรลองของมัน แต่นี่เป็นหนทางสุดท้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

นายธีรยุทธ ยังฝากถึงชนชั้นนำของไทยว่า ขณะนี้วิกฤติการเมืองลุกลามไปทุกหนของบ้านเมือง ประชาชนเป็นผู้เสียสละชีวิตเลือดเนื้อ จากนั้นเทคโนแครตชนชั้นนำของสังคมไทยจะเข้ามามีบทบาท เป็นกลไกคลี่คลายความขัดแย้งในสังคม แต่ที่ผ่านมาชนชั้นนำกลับประนีประนอมกับความชั่วมากเกินไป หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 พฤษภาคม 35 จึงเกือบไม่มีการจัดการกับคนชั่วโกงเมือง หรือการรัฐประหาร รสช.ทำท่าว่าจะยึดทรัพย์นักการเมืองเกือบ 100 คน แต่ในที่สุดไม่มีการยึดทรัพย์ใคร ผลโดยรวมก็คือระดับศีลธรรมคุณธรรมของประเทศเสื่อมลงเรื่อยๆ และเมื่อเกิดวิกฤติขยายตัวนำไปสู่จุดแตกหัก ต้องรบกวนถึงเบื้องพระยุคลบาททุกครั้ง หากครั้งนี้ถ้าเกิดเหตุการณ์ยืดเยื้อเป็น 1-2 ปี ประเทศจะสูญเสียเพราะความขัดแย้ง ภาวะสงครามกลางเมืองอย่างสุดคณานับ ทักษิณไม่ควรประสบชะตากรรมคนเดียว แต่รัฐมนตรีโกงเมืองและทักษิณบริกรทั้งหลายควรถูกสะสางความผิดอย่างจริงจังด้วย

จากนั้น นายธีรยุทธ ให้สัมภาษณ์กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ มีท่าที่อ่อนลงและรับปากว่าจะปรับปรุงทั้งเรื่องการพูดจา และจะเป็นรัฐบาลอยู่เพียง 1 ปีบวกลบ 3 เดือน รวมถึงจะปล่อยให้มีการปฏิรูปการเมืองว่า พ.ต.ท.ทักษิณเหมือนเป็นเศรษฐีโรคจิต สังคมไทยมีคำพังเพยว่าตบหัวแล้วลูบหลัง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนแบบลูบหลังแล้วตบหัว เช่น บอกอาจารย์มหาวิทยาลัยว่าจะปฏิรูปการเมืองให้เสร็จภายใน 6 เดือน สักพักก็ตบหัวบอกไม่ทำแล้ว ไอ้หน้าโง่หลอกมาไม่รู้กี่ครั้งก็ไม่รู้จักจำ บอกจะตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติทำประโยชน์ให้บ้านเมืองแบบนั้นแบบนี้ แต่พอตัวเองไม่ได้ผลประโยชน์ สักพักก็ตบหัวบอกไม่ทำแล้วไอ้หน้าโง่ หรือการหลอกคนว่าจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแค่สมัยเดียว แต่ต่อมาบอกว่าจะอยู่ 2 สมัย และเร็วๆนี้กลับให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศว่าจะเป็นผู้นำ 3 สมัย หรือในที่สุดก็บอกว่าจะอยู่ถึง 20 ปี สุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณก็ตบหัวทุกคนหมด และสุดท้ายไม่มีใครให้ตบก็มาตบหัวตัวเอง และพูดกับตัวเองว่าไอ้หน้าโง่หลอกมาไม่รู้กี่ครั้งไม่รู้จักจำ เชื่อกูอยู่ได้ ดังนั้น คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเชื่อถือไม่ได้

“ที่นายกฯให้สัญญาว่าจะไม่ใจร้อนและไม่พูดจาท้าทาย ผมขอทวงสัญญานี้ภายใน 2 อาทิตย์ ว่าจะทำได้หรือไม่ ผมว่าตอนนี้ทักษิณต้องลาออกไปก่อนเพื่อทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย และต้องยึดทรัพย์รัฐมนตรี ทุกคนที่โกงกินแผ่นดิน ไม่ใช่ยึดทรัพย์แต่ทักษิณคนเดียว” นายธีรยุทธกล่าว

เมื่อถามกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศว่าหลังการเลือกตั้งรัฐบาลจะอยู่เพียง 15 เดือนแล้วปล่อยให้มีการปฏิรูปการเมือง นายธีรยุทธ กล่าวว่า ตนไม่เคยศรัทธาพรรคไทยรักไทยแม้แต่น้อยว่าจะเป็นผู้นำในการปฏิรูปการเมือง เพราะว่าที่ผ่านมาถูกตบหัวมาหลายครั้ง แต่ก่อนไม่เคยพูดถึงการปฏิรูปการเมืองทั้งที่มีรัฐสภาทำได้ง่ายกว่าตอนนี้ รวมทั้งยังมีนักวิชาการที่ให้ความสนับสนุน ไม่ต้องวิ่งอ้อมซับซ้อนเหมือนตอนนี้ และอยากฝากถึงกรมสรรพากรให้ไปตรวจสอบว่าคำมั่นสัญญาที่จะแจกจ่ายให้กับประชาชนนั้น ต้องเสียภาษีหรือไม่ และฝากถามถึง ป.ป.ช.ด้วยว่าซุกคำมั่นสัญญาไว้ที่ไหนบ้าง

นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า ตนไม่อยากพูดถึงการเลือกตั้ง เชื่อว่าคงจะเดินไม่ถึงจุดนั้น เพราะแค่ปัญหาการเลือกตั้งที่จะปั่นป่วนวุ่นวายมากที่พรรคไทยรักไทยต้องหาตัวบุคคลมาลงสมัคร ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งอาจจะมีปัญหาในเรื่องของคุณสมบัติ แล้วโฉมหน้าของรัฐสภาจะออกมาอย่างไร คงเป็นรัฐสภาที่ตลกขบขันน่าสังเวช ยิ่งพอเสนอชื่อคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ยิ่งน่าสังเวชและขบขัน ยิ่งเมื่อมีการเสนอชื่อบุคคลที่จะเข้ามาปฏิรูปการเมืองก็ยิ่งน่าสังเวชเข้าไปอีก ซึ่งตนคิดว่ากลุ่มพันธมิตรฯควรจะส่งคนลงไปในพื้นที่ต่างๆเพื่อรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ให้ไปใช้สิทธิแต่ไม่ต้องเลือกพรรคไทยรักไทย เพื่อทำให้คะแนนเสียงของผู้สมัครในเขตนั้นๆได้ไม่ถึง 20% ของผู้มาใช้สิทธิ์

“ทักษิณทำให้การเมืองไทยแพงมาก และต้องจ่ายแพงขึ้นอย่างไม่มีทางจบ ทุกครั้งที่จะให้ประชาชนเข้ามาฟังปราศรัยก็ต้องจ่ายแพงมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือคนจนในเมือง คือพวกคนขับรถแท็กซี่ หรือคนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่ พ.ต.ท.ทักษิณเริ่มเข้าไปเกาะเกี่ยวให้ผลประโยชน์ คนกลุ่มนี้ไม่มีความมั่นคงในทางชีวิต คือรายได้น้อย ค่าครองชีพต่ำ และในหลายประเทศบ้านเมืองเกิดความรุนแรงเพราะมาจากบุคคลกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์หรือประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา อย่างอาร์เจนตินา ชิลี หรือเอกวาดอร์ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์จะมีการจัดตั้งเป็นกองกำลังอิสระต่างๆ ในที่สุดก็จะนำบ้านเมืองไปสู่อนาธิปไตย” นายธีรยุทธกล่าว

นายธีรยุทธ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยล้วนเกิดจากคนส่วนน้อยที่มีความมุ่งมั่น ส่วนชนชั้นล่างที่มีจำนวนมากในสังคมยังคงได้ประโยชน์ในรูปวัตถุจาก พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นฐานกำลังของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะทุกครั้งที่ออกมาก็ต้องจ่ายเงินออกมา สำหรับกลุ่มพลังเงียบแม้จะยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรออกมาในตอนนี้ แต่หากพวกเขาเห็นว่าเศรษฐกิจประเทศพังแล้ว คนกลุ่มนี้ก็จะออกมาแสดงพลัง ซึ่งตนเห็นว่าอีกไม่เกิน 1-2 เดือนข้างหน้านี้ คนกลุ่มนี้อาจจะออกมาเคลื่อนไหวแล้วเป็นตัวตัดสินอนาคตทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณได้

“ผมเจ็บปวดมากที่ประชาชนต้องต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยแล้วสูญเสียล้มตายจำนวนมาก แต่พอสุดท้ายได้รับชัยชนะอำนาจก็หลุดจากมือประชาชน และชนชั้นนำก็เข้ามาและไปยอมหรือประนีประนอมกับความชั่วร้ายและคดโกงต่าง ๆนานา ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์ครั้งที่ 4 เกิดขึ้น มันมากไปแล้ว ไม่ควรเกิดอะไรขึ้นอีก เราผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 จนมาถึงพฤษภาทมิฬ วันนี้ไม่ควรมีม็อบชนม็อบ เพราะมันไม่เกิดมรรคผลอะไร แต่สิ่งที่ต้องทำหลังจากได้รับชัยชนะแล้ว ต้องแสดงให้เห็นว่าประชาชนอยากเห็นการเมืองที่ดีงามอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่กี่คนเข้าไปบริหารประเทศ” นายธีรยุทธกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจะเป็นผลดีต่อการเมืองไทยหรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า จังหวะบ้านเมืองเราไม่ค่อยดี บางอย่างยังไม่พร้อมหรือทำแบบเร่งเกินไปและช้าเกินไป ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องปล่อยไปตามครรลองที่จะเกิด ทั้งนี้ เมื่อจะมีการปฏิรูปการเมืองจะต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่าทำอย่างไรจะให้องค์กรอิสระ มีความอิสระอย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้โดยส่วนตัวตนอยากจะทำมาก ถือเป็นสัญญา และขอสัญญาว่า จะกลับไปทำการบ้านว่าจะทำอย่างไรให้องค์อิสระมีความอิสระ ทำให้สังคมการเมืองมีคุณธรรม จริยธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นที่ยอมรับ ให้ประชาชนรู้สึกว่าการโกงกันชัดๆอย่างนี้เป็นเรื่องใหญ่ แม้แต่ประเทศเคนยาเพียงแค่รัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับการคอรัปชั่น ยังต้องลาออกถึง 2 คน ทำอย่างไรที่ผู้นำในประเทศจะมีจริยธรรมและคุณธรรมแบบนี้บ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแสดงความเห็นวันนี้ขัดแย้งกับข้อเสนอของ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีรักษาการ นายธีรยุทธ กล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่านายกฯจะลาออกด้วยความสมัครใจ การตัดสินใจลาออกจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ต้องมีแรงกดดันอย่างมากจากภาคประชาชน จากประวัติศาสตร์แล้วนักวิชาการพยายามที่จะเสนอ ข้อเรียกร้องให้เกิดดุลยภาพทางสังคมระหว่างอำนาจต่างๆกับประชาชน ดังนั้น การเรียกร้องนายกฯ พระราชทานอย่างแจ้งชัดจนเกินไปจะทำให้สังคมเสียสมดุลหรือไม่

“จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยเมื่อสังคมเกิดวิกฤตศรัทธาในทางการเมือง อำนาจก็จะถูกดึงกลับไปสู่จุดสูงสุดอยู่แล้ว แต่การเจตนาที่จะเรียกร้องให้กลับไปโดยเร็วนั้นอาจจะทำให้เสียจุดยืนทางวิชาการ โดยเฉพาะ ผมซึ่งคลุกคลีอยู่กับการต่อสู้ภาคประชาชนไม่คิดที่จะเรียกร้องเช่นนั้น” นายธีรยุทธกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวครั้งนี้ นายธีรยุทธได้สวมเสื้อกั๊กไหมพรมสีน้ำตาล ซึ่งเป็นตัวเดิมที่เคยใส่ในการแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณตั้งแต่สมัยแรก จนถือเป็น เอกลักษณ์ประจำตัวของนายธีรยุทธ ซึ่งปัจจุบันสภาพของเสื้อสีซีดจางลงไปมาก โดยนายธีรยุทธบอกว่า “เสื้อผมเปื่อยยุ่ยเหมือนสภาพของทักษิณเวลานี้”