พลังนิสิต - นักศึกษา แตกต่างไม่แตกแยก

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่านักศึกษาจากหลากหลายสถาบัน มีแนวทางในการเคลื่อนไหวของตนเอง แม้ว่าจะแตกต่างกัน ทว่ากลับมีเป้าหมายเดียวกัน แม้จะมีคำถามมากมายหลัง จาก "กชวรรณ ชัยบุตร" เลขาธิการ สหพันธ์นิสิต นักศึกษา แห่งประเทศไทย เข้าร่วมชุมนุม หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า ร่วมกับ "สนธิ ลิ้มทองกุล" และกลุ่มเครือข่ายพันธมิตร เพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เลขาธิการ สนนท.ให้เหตุผลที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่มเครือข่ายพันธมิตร เพราะเชื่อว่าประชาชนที่มาร่วมชุมนุมมาจากหลายกลุ่มและมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ รวมถึงมีจุดยืนเดียวกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) คือ ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประกาศเดินสายเปิดเวทีสาธารณะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อทำความเข้าใจกับนักศึกษาและประชาชนให้มากขึ้น

ต่างจากแนวทางองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ที่เดินหน้าตั้งโต๊ะให้นักศึกษาและประชาชนมาลงชื่อ 5 หมื่นชื่อ เพื่อเสนอรัฐสภาถอดถอน พ.ต.ท.ทักษิณออกจากนายกรัฐมนตรี และปฏิรูปการเมือง โดย "ธนาชัย สุนทรอนันตชัย" นายก อมธ.ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางนี้ ไม่ใช่เพราะคัดค้านการชุมนุม แต่ต้องการให้นักศึกษาและประชาชนมีทางเลือกในการแสดงออกตามสิทธิ เสรีภาพของระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น ถ้าไม่สามารถไปร่วมชุมนุม ก็มาลงชื่อถอดถอนได้ หรือจะไปร่วมชุมนุมและมาลงชื่อถอดถอนควบคู่กันไปก็ทำได้

ขณะที่ "ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี" นิสิตรัฐศาสตร์ชั้นปีที่ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในแกนนำเครือข่ายนิสิตนักศึกษาผู้ห่วงใยประเทศไทย ประกาศจุดยืนเคลื่อนไหวด้วยการชุมนุมในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับภาคประชาชน เช่น สมัชชาคนจน เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ กลุ่มสมานฉันท์แรงงานไทย และสนับสนุน อมธ.ล่า 5 หมื่นชื่อ เพื่อถอดถอน พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากนายกรัฐมนตรี และปฏิรูปการเมือง ขณะเดียวกัน ได้ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อนำไปสมทบกับ อมธ.ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ด้าน "สุรศักดิ์ เนืองพันธ์" นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง (อศมร.) กลับเห็นต่างว่าการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่มองว่าปัญหาของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ดังนั้น หนทางแก้ปัญหาจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเดินหน้าปฏิรูปการเมือง จะได้มีระบบการปกครองที่มีการถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรอิสระ

"สุรศักดิ์" บอกอีกว่า ได้ขอความร่วมมือทั้งจากอาจารย์ นักกฎหมายและนักศึกษามาร่วมกันศึกษาดูว่า จะเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 ในมาตราใดบ้าง และประกาศเดินหน้าล่า 5 หมื่นชื่อ เพื่อยื่นต่อรัฐสภาขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาในต่างจังหวัด เช่น ม.ขอนแก่น ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ มรภ.ภูเก็ต ออกแถลงการณ์ให้นายกรัฐมนตรีลาออก ส่วนนักศึกษาหลายสถาบัน เช่น จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ รามคำแหง ก็ใช้สิทธิส่วนตัวไปร่วมชุมนุม

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าต่างสถาบันจะมีแนวทางการเคลื่อนไหวที่หลากหลายแนวทาง แต่ทุกสถาบันก็มีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้แกนนำกว่า 10 สถาบันมีการประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ และมีมติว่า ให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานกลางนักศึกษาเพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้แสดงออก และเคลื่อนไหวร่วมกันในการล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรี โดยมีที่ทำการอยู่ที่ อมธ.ท่าพระจันทร์

ขณะที่ อดีตเลขาธิการ สนนท.อย่าง ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า การที่นักศึกษาไม่ได้รวมพลังกันออกมาเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียว แต่กลับเคลื่อนไหวด้วยวิธีการหลากหลายตามที่รัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดไว้ โดยที่พวกเขาไม่ได้แตกแยกหรือขัดแย้งกัน แต่ออกมาเคลื่อนไหวกันแบบขนานกันไปและหลากหลายแนวทาง โดยนักศึกษาทุกสถาบันมีเป้าหมายใหญ่คือ เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และปฏิรูปการเมืองเพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากเกินไป จนครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรอิสระ

"ไม่ว่านิสิตนักศึกษาสถาบันต่างๆ จะรวมตัวกันหรือไม่ได้รวมตัวออกมาเคลื่อนไหว ก็ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปโดยธรรมชาติ เพราะคนเรามีความเห็นแตกต่างกัน ย่อมทำไปตามความเห็นและสิทธิที่มีอยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาแตกแยกหรือขัดแย้งกัน ตรงข้ามถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 กลุ่มนักศึกษาก็ไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวอีกเลยเป็นเวลาเกือบ 14 ปี แต่อยู่ๆ นิสิตนักศึกษาลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยและสิทธิของตัวเอง จึงต้องให้เวลาพวกเขาในการปรับตัวบ้าง" ดร.ปริญญา กล่าว

ท้ายที่สุดแล้วการที่นิสิตนักศึกษามีความเห็นและออกมาเคลื่อนไหวด้วยวิธีการที่แตกต่างแต่ไม่ได้แตกแยกกัน ทำให้ได้เห็นถึงพลังของนิสิต นักศึกษาที่เปรียบดั่งดอกไม้หลายสี ผลิช่อบานและส่งกลิ่นหอมสู่สังคม แทนที่จะรอวันเหี่ยวเฉาไปอย่างไร้ค่าเพราะถูกพิษกระแสวัตถุนิยมและวัฒนธรรมต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามามอมเมา

ที่สำคัญพวกเขาไม่ได้ถูกครอบงำด้วยระบบ "พวกมากลากไป" ที่ทำอะไรก็ถูกต้องดีงามไปหมดภายใต้ผู้นำเพียงหนึ่งเดียว ยิ่งน่ากลัวหากมีผู้นำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องมากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ !!