8 : 6 ตอกฝาโลง "ความชอบธรรม" | |
|
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ในที่สุดกระแสกดดันของกลุ่ม "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" และกลุ่มประชาชน ที่ยืนยันเรียกร้องให้ "ทักษิณ ชินวัตร" ลงจากเก้าอี้ ก็ไม่มีผลใดๆ ต่อการตัดสินใจ ของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดี "ซุกหุ้น 2" แม้แต่น้อย ทั้งที่อุตส่าห์ลงทุนเดินทาง มาปักหลักชุมนุม บริเวณสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงพลังเรียกร้อง ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องของ 28 ส.ว. นี่ต่างกันแทบจะสิ้นเชิง กับการตอบรับของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีต่อกระแสประชาชน ในครั้งการวินิจฉัยคดี "ซุกหุ้น 1" "ซุกหุ้น 2" ส.ว. 28 คน ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ว่า สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 96 ประกอบมาตรา 216 และมาตรา 209 หรือไม่ และผลก็คือ การปรากฏขึ้นของ ตัวเลข 8 : 6 ที่ไม่ใช่การใบ้หวย หรือการประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ออกในงวดนี้ 8 : 6 คือ ตัวเลขของผลการลงมติ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ที่เห็นว่า ไม่ควรให้รับคำร้องของ 28 ส.ว. ไว้ดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ![]() ข้ออ้างก็คือ เนื้อหาตามคำร้องที่กลุ่ม 28 ส.ว. ส่งมา ยังไม่แสดงข้อมูลพยานหลักฐานที่ชัดเจน และคำร้องนั้น ก็ไม่ได้ชี้ชัดว่า นายกฯ เข้าไปบริหารยุ่งเกี่ยวกับบริษัท หรือเข้าไปจัดการหุ้น ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้ข้ออ้างเช่นว่านี้ ปัด "เผือกร้อน" ยืดระยะเวลาออกไป พร้อมกับระบุว่า เหตุผลตามคำร้อง ยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ตุลาการเชื่อได้ว่า นายกฯ มีพฤติกรรมตามคำร้อง ดูกันชัดๆ อีกที กับ "ลีลา" การปัด "เผือกร้อน" เพื่อ "ยืดเวลา" "แม้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจในการเรียกข้อมูลพยานหลักฐาน หรือบุคคลใดมาให้ข้อมูล เพื่อที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการพิจารณาวินิจฉัยคำร้อง แต่กระบวนการพิจารณาคดีของตุลาการ จะพิจารณาคดี จากการไต่สวน ตามประเด็นในคำร้อง ที่ผู้ร้องส่งมาเท่านั้น" แปลชัดๆ คือ ถึงจะมีอำนาจ แต่(ยัง)ไม่ทำ อ้างกันถึงขนาดว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ กกต. หรือ เจ้าพนักงานสอบสวน ที่จะตั้งข้อกล่าวหา และเสาะหาพยานข้อมูลทั้งที่เป็นเอกสาร หรือบุคคล มาสอบด้วยตัวเองได้ แปลชัดๆ แบบภาษาชาวบ้านอีกที ก็คือ ตอนนี้ ยังไม่ถึงเวลา ชงเอง-กินเอง ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญ "รับรู้" ถึง "ขอบเขตอำนาจ" ของตัวเองหรือไม่ คำตอบก็คือ รู้ ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญ "รับรู้" ถึง "กระแสของสังคม" หรือไม่ คำตอบก็คือ รู้ และก็รู้เสียด้วยซ้ำว่า การหาเหตุเพื่อปฏิเสธ หมายถึง "ผลต่อเนื่อง" ที่จะเกิดขึ้นอย่างไร ความจริงก็คือ มติ 8 : 6 ทำให้ตุลาการ เสียงข้างมาก ยากที่จะหลีกเลี่ยง ข้อวิพากษ์วิจารณ์ และการตกเป็น "จำเลย" ของสังคม โดยเฉพาะในยามที่ "กระแสสังคม" ปฏิเสธ "ความชอบธรรม" ของนายกฯ ซึ่งผลักดันให้สถานการณ์การเมืองระอุร้อนขึ้นทุกขณะ ![]() ความจริงก็คือ แม้สังคมจะไม่เล็งผลเลิศ แต่สังคมก็ยังคงเหลือความคาดหวัง ที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะนี่เป็น "ช่องทาง" ในการตรวจสอบโดยกลไกของระบบ ตามรัฐธรรมนูญ น่าเสียดายที่ ศาลรัฐธรรมนูญ กลับ "ซื้อเวลา" กับข้ออ้างที่มีน้ำหนักเบาบางเช่นนี้ เป็นความจริงว่า ศาลรัฐธรรมนูญ สามารถ "ยืดเวลา" ออกไปได้อีกช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะมีการยื่นเรื่องเข้ามาใหม่ พร้อมกับข้อมูลหลักฐานที่มีเพิ่มเติม แต่ความจริงที่มากกว่า ก็คือ การ "ยืดเวลา" เช่นว่านี้ ไม่เพียงไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ตรงกันข้าม กลับเพิ่มความร้อนแรง ให้สถานการณ์ที่จะเลวร้ายลงด้วยซ้ำ เพราะนี่อาจเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า กระบวนการ "ในระบบ" ถูก "ขึงพืด" เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และอาจเหลือเพียงช่องทางเดียวสำหรับสังคม ก็คือ การออกมาใช้ "สิทธิเสียง" เพื่อสื่อสารกับ "อำนาจรัฐ" โดยตรง การ "ยืดเวลา" เช่นนี้ แทบไม่ต่างกับการเติม "เชื้อฟืน" ให้ "กองไฟ" ลุกโชนร้อนแรงยิ่งขึ้น ! ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ ยุคนี้ สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ การสั่งการหรือการติดต่อหากัน สามารถทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส และที่มากกว่าก็คือ นี่เป็นประเด็นว่าด้วย "ความชอบธรรม" ที่แนบสนิทกับ "ข้อกฎหมาย" ที่มีอยู่ จนยากจะปฏิเสธได้ การปฏิเสธเพื่อ "ซื้อเวลา" ในเบื้องต้น แทบเทียบเท่ากับการ "ทำลายความชอบธรรม" ของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อมีข่าว "วงใน" ที่ลือสะพัดถึงผลการลงมติ ว่าด้วยการเล่น "กำลังภายใน" ลือสะพัดถึงขนาดว่า ในการประชุมครั้งแรก มีตุลาการสองคน ที่เห็นว่า สมควรรับคำร้องโดยเหตุผลของ "ข้อกฎหมาย" ทว่า ! เมื่อมาถึงการประชุมครั้งที่สอง กลับเลือกที่จะใช้ "ข้อเท็จจริง" ประกอบการตัดสินแทน และนี่ก็เป็นประวัติศาสตร์การเมืองอีกหน้า ของคดี "ซุกหุ้น 2" ที่อาจทับรอยคดี "ซุกหุ้น 1" แต่ที่แตกต่างอาจเป็น "กระแสสังคม" ที่ออกมาแสดงสิทธิเสียง "โดยตรง" เพราะทันทีที่ทางเลือกคือ "ซื้อเวลา" ก็เท่ากับ "หมดเวลา" สำหรับ "ความไม่ชอบธรรม" แล้ว !!! | |