ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ คว่ำเลือกตั้ง! 8:6

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 6 ชี้การเลือกตั้ง 2 เม.ย.ไม่ชอบ 9 ต่อ 5 ให้เลือกตั้งใหม่ จับตา "ดาบสอง" ศาลปกครองนัดพิจารณาคดี กกต. 16 พ.ค. "สุเทพ" ยื่นฟ้องอาญา กกต.ข้อหาฉกรรจ์ ทรท.แถลงรับมติศาล จับตา "ทักษิณ" เว้นวรรควันสมัคร ขณะที่กองทัพเร่งตั้งรัฐบาลแก้เศรษฐกิจ

มติศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้บรรยากาศการเมืองที่อึมครึมเริ่มคลี่คลายจนมองเห็นทิศทางทางการเมืองของประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.นั้นต้องผูกกับรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมนัดประวัติศาสตร์ เพื่อชี้ขาดการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. มีนายผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อวินิจฉัยคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาขอให้วินิจฉัยการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2549 จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 4 ประเด็น คือ

1.กกต.ให้ความเห็นเรื่องการกำหนดระยะเวลาสำหรับการเตรียมการเลือกตั้ง เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และไม่เที่ยงธรรม

2.การจัดคูหาเลือกตั้งที่ผู้เลือกตั้งหันหน้าเข้าคูหาลงคะแนน และหันหลังให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เป็นการละเมิดหลักการเรื่องการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

3.พรรคการเมืองใหญ่ว่าจ้างผู้สมัครจากพรรคการเมืองเล็กลงแข่งขันเลือกตั้งตามที่พรรคใหญ่กำหนด เป็นการละเมิดหลักการพรรคการเมือง ที่ส่งสมาชิกเข้าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้เพียงคนเดียวในเขตเลือกตั้งนั้น และ

4.กกต.มีมติสั่งการออกประกาศ รวมถึงการรับรองผลการเลือกตั้ง โดยไม่มีการปรึกษาหารือ และไม่ได้ดำเนินการโดย กกต.ทั้งหมดโดยมติเอกฉันท์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาในการวินิจฉัยนานเกือบ 3 ชั่วโมง จากนั้นนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังจากที่คณะตุลาการแต่ละคนแถลงด้วยวาจา และเขียนคำวินิจฉัยกลาง ว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติใน 2 ประเด็น คือ การดำเนินการของ กกต.ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2549 จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตุลาการจำนวน 8 คน วินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต.ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

“ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คน คือ นายผัน จันทรปาน นายจิระ บุญพจนสุนทร นายนพดล เฮงเจริญ นายมงคล สระฏัน ดร.เสาวนีย์ อัศวโรจน์ และนายอภัย จันทนจุลกะ เห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องข้อ 1 และข้อ 2 ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 2 คน คือ นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง เห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยคำร้องตามข้อ 2” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยจำนวน 6 คน คือ นายจุมพล ณ สงขลา นายมานิต วิทยาเต็ม นายศักดิ์ เตชาชาญ นายสุธี สุทธิสมบูรณ์ พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเวโช และนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ วินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต.ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

นายไพบูลย์ กล่าวว่า เมื่อการดำเนินการของ กกต.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงมีการลงมติในประเด็นว่า ให้มีการเพิกถอนการเลือกตั้ง ส.ส.ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจัดการเลือกตั้ง จนถึงการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบแบ่งเขต และระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด และให้มีการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่หรือไม่นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 คน คือ นายผัน จันทรปาน นายจิระ บุญพจนสุนทร นายนพดล เฮงเจริญ นายมงคล สระฏัน ดร.เสาวนีย์ อัศวโรจน์ นายอภัย จันทนจุลกะ นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายอุระ หวังอ้อมกลาง และนายมานิต วิทยาเต็ม วินิจฉัยว่า ให้มีการเพิกถอนการเลือกตั้ง และให้มีการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไปใหม่

“สำหรับนายมานิต แม้วินิจฉัยว่าการดำเนินการของ กกต.ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่เห็นด้วยว่า ถ้าที่ประชุมมีมติให้เพิกถอนการเลือกตั้ง ก็สมควรที่จะให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่วนการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่จะมีขึ้นในวันใด หรือจะมีการออก พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ทุกอย่างจะเขียนไว้อย่างชัดเจนในคำวินิจฉัยกลาง ที่คาดว่าจะออกได้ในวันที่ 9 พฤษภาคม” นายไพบูลย์ กล่าว

ทั้งนี้ นายไพบูลย์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีสองส่วน ส่วนแรก คือ การยุบสภานั้นเป็นการกำหนดของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการใช้อำนาจตามระบบรัฐสภา และเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่อำนาจของฝ่ายตุลาการ

ส่วนประเด็นที่ 2 คือ การกำหนดจำนวนวันเลือกตั้ง ซึ่งหากมีปัญหาก็จะเป็นช่องทางให้ศาลเข้าไปตรวจสอบได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อพิจารณาว่ามีการจัดการเลือกตั้งไม่ชอบ และการกำหนดวันเลือกตั้งมีปัญหา แล้วผู้ใด หรือหน่วยงานใดที่จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ขององค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง จะต้องไปดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดประวัติศาสตร์นี้ ได้รับความสนใจจากผู้สื่อข่าวจำนวนมาก ทั้งไทยและต่างประเทศ ทำให้ศาลต้องติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดไว้อำนวยความสะดวก ขณะเดียวกัน บริเวณด้านศาลรัฐธรรมนูญ นางลีนา จังจรรจา ผู้สมัคร ส.ว.กทม.ได้นำพรรคพวกมาสังเกตการณ์การประชุม และถือป้ายขับไล่ กกต.ให้ออกจากตำแหน่งด้วย

มานิตแจงวินิจฉัยด้วยหลักรัฐศาสตร์

ด้านนายมานิต วิทยาเต็ม กล่าวถึงกรณีที่ลงมติเป็นเสียงข้างน้อยในประเด็นพระราชกฤษฎีกายุบสภาและการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายนขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่กลับเป็นเสียงข้างมากในประเด็นที่เห็นควรให้จัดการเลือกตั้งใหม่ว่า โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะตามกฎหมายเขียนว่า ให้จัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ฉะนั้นจะกำหนดเป็น 59 วัน 30 วัน หรือ 1 วัน ก็ถือว่าอยู่ภายใน 60 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งดังกล่าวมีปัญหาเรื่องความไม่พร้อม โดยเฉพาะความไม่พร้อมของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ต้องเตรียมผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ และหาตัวผู้สมัครระบบเขต ซึ่งต้องใช้เวลามาก จึงทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมไม่พอใจ รวมไปถึงเหตุผลของการยุบสภา แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ถือว่ารัฐบาลทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง

"ปัญหาก็คือประชาชนไม่พอใจและต่อต้านการเลือกตั้งด้วยการลงคะแนนโนโหวตถึง 10 ล้านเสียง จนเกิดความตึงเครียดทางการเมือง เปิดสภาไม่ได้ หรือทำหน้าที่ให้เกิดการยอมรับไม่ได้ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ความประสงค์ของรัฐธรรมนูญ ขัดกับคำปรารภที่เขียนไว้ตอนต้นของรัฐธรรมนูญ ถือว่าขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ผมจึงเห็นว่าการแก้ไขปัญหาทั้งหมดจะต้องทำให้มีการเลือกตั้งใหม่ จึงลงมติไปเช่นนั้น" นายมานิต กล่าวและย้ำว่า ไม่ได้เพี้ยนที่ลงมติเช่นนี้ตามที่มีบางฝ่ายออกมาวิจารณ์

อย่างไรก็ดี นายมานิตยอมรับด้วยว่า คำวินิจฉัยส่วนตนอิงหลักรัฐศาสตร์อย่างมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ยึดหลักนิติศาสตร์เลย เพราะคำปรารภของรัฐธรรมนูญ ก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญเช่นกัน

"กกต.ไม่ได้ทำอะไรผิด เปรียบเสมือนต้นไม้ไม่ได้เป็นพิษ แต่สิ่งแวดล้อมรอบๆ เป็นพิษ ทำให้ผลของมันเป็นพิษ ฉะนั้นต้องแก้ที่ผลของมัน ไม่ต้องไปจัดการที่ต้น" ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านนี้ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน มติที่ประชุมร่วมของ 3 ศาล ได้แก่ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่าให้แต่ละศาลไปเร่งดูแลคดีในส่วนที่แต่ละศาลรับผิดชอบ โดยคำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาของคดีนั้นจะสอดคล้องกัน

นายบรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่ยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 กล่าวภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการปกป้องรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ อีกทั้งยังเป็นการวางบรรทัดฐานว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ต้องผูกพันกับรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้า กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็ต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกัน

"หน้าที่หลักของ กกต.ก็คือ ต้องจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งหลักการข้อนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ยอมรับ แม้จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่ผลของคำวินิจฉัยออกมาเช่นนั้น ดังนั้นถือว่า กกต.ไม่มีความชอบธรรมในการจัดการเลือกตั้งอีกต่อไปแล้ว จะต้องลาออกทั้งคณะ" นายบรรเจิด สรุป

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้หยิบประเด็นที่ยื่นคำร้องไปอีก 2 ประเด็นขึ้นมาประกอบการพิจารณา คือข้อเท็จจริงเรื่องการจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง และการที่ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งด้วยการเวียนมติทางโทรศัพท์นั้น นายบรรเจิด กล่าวว่า ต้องรอดูคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน แต่เบื้องต้นคือ ขณะนี้ประเด็นการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าบรรลุผลแล้ว สำหรับอีก 2 ประเด็น หากยังไม่ได้หยิบขึ้นมาพิจารณาจริง ก็ต้องหาช่องทางดำเนินการต่อไป

ศาลปกครองนัดพิจารณาคดี 16 พ.ค.

ส่วนศาลปกครองนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญแถลงคำวินิจฉัยแล้ว นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้นำสรุปผลการประชุมศาลรัฐธรรมนูญมาศึกษา และยังคงไม่มีความเห็นใดๆ เนื่องจากรอดูคำวินิจฉัยกลางที่จะออกมาในวันที่ 9 พฤษภาคม

ส่วนการนั่งพิจารณาคดีของนายโพธิพงศ์ บรรลือวงศ์ และ น.พ.ประมวล วีรุตมเสน กับพวก รวม 10 คน ฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ก็จะดำเนินการตามกระบวนพิจารณาของศาลปกครองกลาง ส่วนผลของคำพิพากษาจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับองค์คณะเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวจะเป็นผู้พิจารณาว่าเรื่องจะจบอย่างไร เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ

คดีที่นายโพธิพงศ์ และ น.พ.ประมวล กับพวก รวม 10 คน ฟ้อง กกต.นั้น ศาลปกครองแจ้งแล้วว่า ได้สืบค้นข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย และศาลก็สืบค้นข้อมูลจนขณะนี้ได้ข้อสรุปและไม่ต้องสืบค้นอีกต่อไปแล้ว จึงนัดพิจารณาคดีในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้

มีรายงานข่าวแจ้งด้วยว่า คดีอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ค้างอยู่ในศาลปกครอง เมื่อมูลเหตุแห่งคดีคือการเลือกตั้งถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วว่า ให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น มูลเหตุแห่งคดีถือว่าไม่มีแล้ว ศาลก็อาจจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบไป

สุเทพฟ้อง 4 กกต.ข้อหาฉกรรจ์

ในส่วนของศาลอาญา ล่าสุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต. นายปริญญา นาคฉัตรีย์ นายวีระชัย แนวบุญเนียร พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ กกต.เป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม มาตรา 157 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่พรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541

ตามฟ้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 20 มีนาคม 2549 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยทั้งสี่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้องเรียนพร้อมยื่นแสดงหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก่อนวันรับเลือกตั้ง ส.ส.พรรคไทยรักไทยหรือผู้บริหารพรรคไทยรักไทยได้กระทำการโดยไม่สุจริต จ้างวานหรือใช้ให้พรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย จัดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งต่างๆ ในหลายจังหวัดเพื่อให้เป็นคู่แข่งกับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยที่ลงสมัครในเขตนั้นด้วย เช่น จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร เป็นต้น

โดยการกระทำทุจริตดังกล่าว ยังพบข้อมูลว่า พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทยกับผู้บริหารพรรค ยังร่วมกันกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. ทำการปลอมทะเบียนผู้มีสิทธิสมัคร ส.ส.อันเป็นเอกสารราชการ ด้วยการลบชื่อผู้มีสิทธิสมัครที่แท้จริงออกไป แล้วใส่ชื่อผู้ที่จะจัดให้ลงสมัครในนามของพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทยแทน อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. พ.ศ. 2541

ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสี่ได้รับหลักฐานอันควรเชื่อได้ดังกล่าวแล้ว กลับได้ดำเนินการบางส่วนกับพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทยเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินการใดกับพรรคไทยรักไทย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2549 เมื่อจำเลยทั้งสี่ได้รับคำร้องเรียนจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้กล่าวถ้อยคำใส่ความพรรคประชาธิปัตย์ต่อคณะบุคคลประมาณ 500 คน ที่ห้องประชุมสำนักงาน กกต. ที่จำเลยที่เชิญมาฟังคำบรรยาย ซึ่งข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “หลังจากหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ กกต.เชิญมาให้ปากคำเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กลับคำให้การว่าได้รับจ้างจากพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ให้ล้มการเลือกตั้ง ทำให้ต้องสอบพยานเพิ่มเติม”

โดยข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาใส่ความหมิ่นประมาทและเป็นการพูดให้โทษกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะบุคคลทั่วไปทราบและเข้าใจว่าหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ โดยคำพูดของจำเลยที่ 1 ยังมีเจตนาให้คุณแก่พรรคไทยรักไทยด้วย ซึ่งโจทก์นำคดีมายื่นฟ้องเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาเพื่อไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ครั้งแรกวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ เวลา 09.00 น.

สำหรับการฟ้องร้องคดีอาญาต่อ กกต.นั้น เมื่อวันที่ 18 เมษายน นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นฟ้องมาแล้ว ตามมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ออกประกาศรับเลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขตใหม่ เอื้อพรรคใหญ่-เล็ก ส่งผู้สมัครแบบหมุนเวียน โดยขอให้ศาลลงโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กกต.ทั้งคณะเป็นเวลา 10 ปี

แกนนำ ทรท.แถลงทันที-พร้อมเลือกตั้ง

ในส่วนพรรคไทยรักไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงผลการประชุมของศาลรัฐธรรมนูญ คณะผู้บริหารพรรค นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายโภคิน พลกุล เปิดแถลงข่าวถึงท่าทีพรรคต่อคำวินิจฉัยศาล

คุณหญิงสุดารัตน์อ่านแถลงการณ์ของพรรคว่า ขอน้อมรับพระราชดำรัสไว้เหนือเกล้าฯ โดยได้ดำเนินการตามพระราชดำรัสมาโดยตลอด ทั้งขอน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่ผ่านมาแม้พรรคไทยรักไทยได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งครบ 500 คน และได้รับเลือกตั้งซึ่งเป็นไปตามกติกาทุกประการ แต่พรรคก็พร้อมเสมอ สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นใหม่

พรรคไทยรักไทยขอกราบขอบพระคุณ 29 ล้านเสียง ของพี่น้องประชาชนที่ได้ไปใช้สิทธิ ขอกราบขอบคุณเป็นพิเศษ สำหรับ 16.43 ล้านเสียง ที่ได้มอบความไว้วางใจให้แก่พรรคไทยรักไทย และขอขอบพระคุณ กกต.ทุกระดับ ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยอีกครั้ง

จับตาทักษิณเว้นวรรควันสมัครเลือกตั้ง

แหล่งข่าวจากพรรคไทยรักไทย เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เรียกคณะผู้บริหารและแกนนำพรรคหลายคน อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายโภคิน พลกุล รองหัวหน้าพรรค น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองเลขาธิการพรรค หารือเป็นระยะๆ

ทั้งนี้ หลังมีคำวินิจฉัย และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีความเป็นไปได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่ออันดับที่ 1 เช่นเดิม เพื่อเป็นแกนนำ ส.ส.หาเสียง ในขณะเดียวกันก็จะประกาศจุดยืนทางการเมืองในวันรับสมัครเลือกตั้งว่า จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่แกนนำพรรคแย้งว่า หากสถานการณ์การเมืองลดลง ก็อาจเกิดกระแสเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับตำแหน่งเพื่อปฏิรูปการเมืองก็ได้

น.พ.สุทธิชัย จันทร์อารักษ์ อดีต ส.ส.ยโสธร พรรคไทยรักไทย กล่าวยอมรับว่า หากไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ก็กระทบกับการหาเสียงแน่ ดังนั้น ส.ส.อีสานจะรวมตัวกันเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลงเลือกตั้ง ส่วนจะเว้นวรรคหลังเลือกตั้งหรือไม่ก็แล้วแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ

ทักษิณยังยิ้มจิบกาแฟกับหญิงอ้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ เดินออกจากสำนักงานพรรคไทยรักไทย เมื่อผู้สื่อข่าวตะโกนถามว่า จะเริ่มหาเสียงเลยหรือไม่หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พ.ต.ท.ทักษิณ หันมายิ้มและโบกมือให้ ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำหลายครั้ง จน พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบมาว่า "จะไปกินกาแฟ"

จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปที่โรงแรมเอราวัณ เพื่อกินกาแฟที่ร้านเอราวัณ เบเกอรี่ ซึ่งเมื่อเจอนักข่าวมารอที่หน้าร้าน ได้กล่าวว่า "มาทำไมกันเยอะ อย่ามาสัมภาษณ์ ไม่มีสัมภาษณ์" จากนั้นเข้าไปสั่งกาแฟ และถามพนักงานว่า "วันนี้มีแอปเปิ้ลทาร์ตหรือเปล่า เพราะเดี๋ยวคุณหญิงจะตามมา"

จากนั้นเวลา 16.20 น. คุณหญิงพจมาน พร้อมด้วยเพื่อนอีก 2 คน ตามมาสมทบ และในเวลาใกล้เคียงกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการ รมช.สาธารณสุข ตามมาสมทบอีกคน

ปชป.น้อมรับ-ลงเลือกตั้ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับแกนนำพรรค หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ว่า นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส พรรคก็ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะให้ศาลเป็นหลักในการคลี่คลายวิกฤติและให้ความร่วมมือ

ดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว พรรคก็น้อมรับโดยจะลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อช่วยกันคลี่คลายวิกฤติทางการเมืองต่อไป หลังจากนี้จะได้เดินหน้าในการทำงาน โดยพรรคจะจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายในวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม และมีเป้าหมายว่าจะส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขต

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขั้วทางการเมืองของฝ่ายค้านเดิมยังจะทำงานร่วมกันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งสามพรรคได้พูดกันไว้ว่าคงจะคุยกันเรื่องปฏิรูปการเมืองกันด้วย และเข้าใจว่าคณะทำงาน 3 พรรค ยังมีการปรึกษาหารือกันตลอดเวลา

ชท.น้อมรับมติศาล รธน.

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และนายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย แถลงท่าทีของพรรคภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พรรคชาติไทยน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และพร้อมลงสู่สนามเลือกตั้ง

“แต่ละพรรคการเมืองคงไม่มีเงื่อนไขในการลงรับสมัครเลือกตั้ง และเชื่อมั่นว่าจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะทำให้สังคมและผู้ที่รับผิดชอบต่างต้องจับตาดูผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในอีกกี่วันก็แล้วแต่ สังคมไทยฝากความหวังในการปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม เชื่อว่า กกต.จะไม่ทำให้สังคมไทยผิดหวัง” นายสมศักดิ์ กล่าว

กองทัพห่วงปัญหาเศรษฐกิจ

พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เพิกถอนผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมาว่า กองทัพคงไม่ทำอะไร เพราะทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่จะพยายามชี้แจงให้กำลังพลเข้าใจสภาพบ้านเมืองในขณะนี้ว่า เป็นอย่างไรและควรทำตัวอย่างไร

"ผมเห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องพัฒนาขึ้นไปตามลำดับอย่าไปใจร้อน ไม่ใช่ว่าจะทำเพียง 1-2 วันแล้วจะจบ ต้องค่อยว่ากันไป แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น" พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าว

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ภายหลังติดตามความเคลื่อนไหวกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่อย่างแน่นอน โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดและออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ก็จะเกิดปัญหาในกระบวนการของ กกต. เพราะจะต้องมี กกต.มารับรองผลการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหาก กกต.ทั้ง 4 คน ลาออกเพราะผลจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงจะเกิดปัญหาและยุ่งทีเดียว

"ก็แล้วแต่ทางรัฐบาล คงจะหาทางออกได้ แต่ก็คงจะต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม อยากให้เห็นแก่ชาติบ้านเมืองเป็นหลัก เพราะขณะนี้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ เศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี อยากให้ทุกคนรีบหันมาร่วมกันแก้ไขปัญหา" พล.อ.สนธิ กล่าวและว่า รัฐบาลใหม่จะต้องเร็วเพื่อเข้ามาดูแลการบริหารประเทศ ถ้าช้าอาจจะเกิดวิกฤติ เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังแย่

ควป.ชูธรรมราชาแก้วิกฤติ

วันเดียวกัน เครือข่ายวิชาการเพื่อประชาธิปไตย (ควป.) ประกอบไปด้วยคณาจารย์คณะรัฐศาสตร์จากทั่วทุกภาคในประเทศไทย มีมติออกแถลงการณ์แสดงข้อคิดเห็นต่อเหตุการณ์ทางการเมือง โดยระบุว่าได้ประจักษ์ชัดถึงอัจฉริยภาพในทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ และความห่วงใยต่อประเทศชาติและประชาชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมราชาในการแก้ไขปัญหาวิกฤติและความเป็นนักประชาธิปไตยของพระองค์ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของระบอบประชาธิปไตยไทย

นอกจากนี้ ควป.ยังเชิญชวนให้นักวิชาการร่วมเป็นกลไกถ่วงดุลและความเชื่อมโยงกับบทบาททางการเมืองของภาคประชาชน อันมีผลสำคัญยิ่งต่อทิศทางการพัฒนาระบอบเสรีประชาธิปไตยในสังคมไทย และยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ

komchadluek สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537