![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
"ตำรวจฟ้องนายทุจริต" ย้ำ ความกล้าทำให้สังคมดีขึ้น
ดาบตำรวจเมืองราชบุรี แจ้งความเอาผิดนายฐานเบียดบังเบี้ยเลี้ยง ยอมรับทุกวันนี้อยู่อย่างหวาดกลัว แต่เชื่อมั่นความกล้าจะทำให้สังคมดีขึ้น ด้านผู้การจังหวัดยันยืนทำตามขั้นตอนทุกอย่าง ![]() "การอับจนคนเก่ง ไม่น่าวิตกเท่าการอับจนคนกล้า ปัจจุบันนี้บ้านเมืองของเราต้องการคนกล้า กล้าที่จะไม่นับถือ กล้าที่จะตำหนิคนไม่ดี หน่วยงานที่ไม่ดี ผู้บริหารระดับสูงที่ไม่ดี บางทีสักวันหนึ่งเราจะโชคดี ทำให้เขาเหล่านั้น องค์กรเหล่านั้น สำนึกบาป" ตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ ด.ต.วรชาติ บุรณศิริ ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราม สภ.อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี หอบหลักฐานเข้าร้องทุกข์ ต่อ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ดำเนินคดีกับนายตำรวจระดับสูงคนหนึ่งใน จ.ราชบุรี โดยมี พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ เลขานุการตำรวจ เป็นตัวแทนรับหนังสือ ด.ต.วรชาติ เปิดฉากแฉว่า นายตำรวจคนนี้เบิกเบี้ยเลี้ยงการเดินทางไปราชการตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง คือ 7 ตุลาคม-31 ตุลาคม 2548 รวม 24 วัน โดยระบุในใบเบิกจ่ายว่า เดินทางพร้อมด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาใกล้ชิดไปปฏิบัติราชการในเขต จ.ราชบุรี หลังจากนั้นก็ทำเรื่องเบิกต่อเนื่องทุกเดือน ทว่า ในบางช่วงเป็นการเบิกซ้ำซ้อน และที่สำคัญเป็นการปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัด แต่กลับเบิกค่าที่พักเต็มอัตรา !!! ด.ต.วรชาติ บรรยายพฤติกรรมของตำรวจนายนี้อีกว่า พวกเขาชงเองกินเองทุกอย่าง โดยทำเรื่องไปราชการตลอดทั้งเดือนและทุกเดือน หากเป็นจริงเท่ากับว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ปฏิบัติราชการในสำนักงานเลย นอกจากนี้ ยังมีการ "เบิกซ้ำซ้อน" เช่น เดือนพฤศจิกายน เบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางประเภท ข.ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2548 รวมค่าที่พักเป็นเงินทั้งสิ้น 14,520 บาท แต่ยังทำเรื่องเบิกซ้ำระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2548 เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางประเภท ก. และค่าที่พัก 3 วัน รวมเป็นเงิน 10,800 บาท เดือนธันวาคม เบิกค่าใช้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางประเภท ข. ตั้งแต่วันที่ 1-31 ธันวาคม 2548 รวมค่าที่พักเป็นเงินทั้งสิ้น 16,500 บาท แต่ยังทำเรื่องเบิกซ้ำระหว่างวันที่ 16-19 ธันวาคม 2548 เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางประเภท ก. และค่าที่พัก 3 วัน รวมเป็นเงิน 10,800 บาท ทั้งนี้ ด.ต.วรชาติ กล่าวย้ำด้วยว่า "ทั้งหมดมีหลักฐานเอกสาร" ด.ต.วรชาติ ลำดับเส้นทางชีวิตของตนเอง ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับการตัดสินใจ "ดับเครื่องชน" ไม่น้อยว่า เขามีสายเลือดตำรวจเต็มเปี่ยม เนื่องจากพ่อเป็นตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ทำให้อยากเป็นตำรวจเหมือนพ่อ พอโตขึ้นจึงเข้าเรียนที่โรงเรียนพลตำรวจ ตชด. รุ่นที่ 6 จบมาก็เข้ารับราชการ ตชด.ตามรอยพ่อ ระหว่างที่รับราชการเคยผ่านประสบการณ์มาโชกโชน ทั้งปะทะกับโจรผู้ร้าย สอนหนังสือเด็กนักเรียนและตระเวนไปตามที่ต่างๆ จนกระทั่งพบรักกับภรรยา ซึ่งเป็นครูสอนเด็กนักเรียนตามแนวชายแดนด้วยกัน แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันอีกครั้ง เพราะเขารู้ดีว่า การเป็น ตชด.นั้นโอกาสที่จะก่อร่างสร้างครอบครัวเป็นไปได้ยาก จึงย้ายมาสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี และรับราชการมาครบ 27 ปีแล้ว ทุกวันนี้มีลูก 2 คน คนโตเป็นผู้ชาย ศึกษาในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ส่วนคนเล็กเป็นผู้หญิง เรียนอยู่ชั้น ป.3 ด.ต.วรชาติ ยอมรับว่า ด้านมืดก็มีเช่นกัน โดยในอดีตเป็นตำรวจคนหนึ่งที่รับ "ส่วยรถบรรทุก" ที่คนขับรถบรรทุกโยนเศษเงินมาให้ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไปสอนหนังสือเด็กนักเรียนแล้วเจอคำถามที่ทำให้ถึงกับสะอึกว่า "ทำไมทำแบบนั้น...เหมือนขอทานเลย" ตั้งแต่นั้นมาจึงเลิกที่จะทำแบบนั้น ต่อมาเขาและเพื่อนตำรวจอีก 7 คน ได้ไปทำงานตามโครงการหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ซึ่งเป็นการทำงานที่เขารัก เพราะได้อยู่กับชาวบ้านจริงๆ พัฒนาให้ชาวบ้านอยู่ได้ด้วยตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และทำงานอยู่ตรงจุดนี้หลายปี จนเกิดความผูกพันกับชาวบ้านเป็นอย่างมาก แต่อยู่มาวันหนึ่ง ด.ต.วรชาติ ได้รับหนังสือจากผู้ว่าราชการจังหวัด ขอตัวเขากลับต้นสังกัดเดิม ซึ่งทำให้เขารู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก "มันไม่เป็นธรรมกับเพื่อนและผมเลยที่ทำแบบนี้ เพราะถ้าอยากให้ผมและเพื่อนมาช่วยงาน ก็น่าจะมีการบอกกล่าวพูดคุยก่อน ไม่ใช่ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแบบนี้ มันเป็นการทำลายอุดมการณ์ของคนดีที่ต้องการทำงานเพื่อประเทศชาติ เมื่อรู้เรื่องนี้ผมจึงไม่ยอม เพราะต้องการความเป็นธรรมให้ตนเอง" ด.ต.วรชาติ กล่าว ด.ต.วรชาติ กล่าวอีกว่า ตอนแรกก็ไม่กล้าออกมาเปิดเผย แต่พอได้อ่านปาฐกถาของ พล.อ.เปรม จึงรู้สึกมีความกล้าเพื่อทำให้สังคมดีขึ้น และด้วยข้อมูลที่มีอยู่ก็มั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดนายตำรวจคนนี้ได้ "ก่อนที่ผมจะออกมาเปิดเผยข้อมูล ภรรยาก็พูดว่าไม่มีทางอื่นแล้วหรือ ผมจึงบอกว่า เมื่อไม่มีทางอื่นก็ต้องทำแบบนี้ แต่ลึกๆ ผมก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่าจะถูกกลั่นแกล้ง และหลังจากเข้าร้องเรียน ผบ.ตร. ภรรยาผมก็ไม่ให้กลับไปนอนที่บ้าน ต้องไปอาศัยบ้านเพื่อน เพราะกลัวจะมีปัญหา แต่ก็เชื่อว่า การทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดีจะเป็นเกราะให้ผมได้ ตอนนี้ลูกน้องของนายตำรวจคนนี้ก็พยายามจะมาคุยกับผม แต่ผมไม่ยอมคุยด้วย" ดาบตำรวจคนนี้กล่าวย้ำว่า รู้ดีว่าถ้าทำแบบนี้อาจส่งผลกระทบกับอาชีพตำรวจที่เขารัก ถ้าผลสอบออกมาว่านายตำรวจคนนี้ไม่ผิด แต่ก็พยายามไม่คิดอะไรมาก เพราะถ้าคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คงจะไม่กล้าทำแบบนี้ "ผมอยากให้ทุกคนมีความกล้า สังคมจะได้ดีขึ้น ที่ผ่านมาผมเจอเหตุการณ์หนักกว่านี้มามาก ก่อนหน้านี้คนร้ายก็เคยอาฆาตผมว่า ถ้าออกจากคุกมาจะมาตามฆ่า ดังนั้น ครั้งนี้ผมจึงไม่คิดว่ามันหนักหนาจนเกินไป" ด.ต.วรชาติ กล่าวทิ้งท้าย ด้าน พล.ต.ต.ชัยชาญ กิติจันทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี (ผบก.ภ.จว.ราชบุรี) กล่าวชี้แจงเรื่องนี้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิด จึงไม่อยากจะโต้ตอบใดๆ สำหรับเรื่องการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงนั้น มีเหตุผลและหลักฐานครบทุกอย่าง โดยได้สั่งให้เจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบบัญชีเบิกจ่ายต่างๆ ก็ไม่พบการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนแต่อย่างใด และบางเดือนไม่ได้เบิกเลย เรื่องนี้ตนพร้อมจะทำรายงานและหลักฐานแสดงต่อจเรตำรวจแห่งชาติต่อไป พล.ต.ต.ชัยชาญ กล่าวย้ำว่า เรื่องการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงในการปฏิบัติงานมีขั้นมีตอนอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้บังคับบัญชาระดับรองผู้บังคับการจังหวัดจะใช้งบประมาณที่ไม่เกี่ยวข้องกับเบี้ยเลี้ยงที่เรียกว่า "เงินแก้ไขปัญหา" ซึ่งถือเป็นเงินที่สามารถเบิกจ่ายได้ตามสิทธิที่แต่ละคนจะได้รับ
|
![]() ![]() |
||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||||