![]() ![]() ![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
พ่อแม่แก๊งซิ่งต้าน ก.ม. "เอาผิดผู้ปกครอง"
ควันหลงจากการจับกุม "แก๊งรถซิ่ง" บนถนนศรีนครินทร์ ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ในตอนย่ำรุ่งของวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลายคนอาจจะ "สะใจ" ที่แก๊งกวนเมืองถูกล้อมจับได้เกือบร้อยคน บ้างก็อาจ "สลดใจ" ที่เห็นภาพวัยรุ่น ซึ่งส่วนใหญ่อายุไม่ถึง 20 ปี ถูกจับกุม-คุมขัง ทั้งที่น่าจะได้มีโอกาสเล่าเรียนตามปกติ แต่สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้น พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อลูกของตัวเองต้องตกเป็น "ผู้ต้องหา" มิหนำซ้ำตัวเองก็ต้องกลายเป็น "จำเลยร่วม" โทษฐานยุยงส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตัวไม่เหมาะสม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 3,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ!?!? นางทิพย์ (นามสมมติ) อายุ 41 ปี มารดาของ ด.ช.อ๊อฟ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี บอกว่า ตนมีลูกทั้งหมด 4 คน ส่วน ด.ช.อ๊อฟ เป็นลูกคนที่ 3 ซึ่งปกติลูกชายเป็นคนเรียนเก่งได้รับทุนการศึกษาพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา "ดิฉันเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์จึงไม่สามารถหารายได้ส่งเสียให้ลูกได้เรียนสูงๆ ได้ เมื่อลูกได้ทุนจึงมีความหวังว่าลูกจะได้เรียนขั้นสูงสุด ที่ผ่านมา ลูกชายก็เป็นเด็กดี บอกอะไรก็เชื่อฟังตลอด แต่พอเห็นลูกถูกตำรวจใส่กุญแจมือก็รู้สึกสงสารมาก เพราะเขายังเด็ก มันเป็นภาพที่รับไม่ค่อยจะได้ ปกติน้องอ๊อฟเป็นคนที่รักแม่มาก เขาอยากเรียนให้จบจะได้เอาเงินมาแม่เลี้ยงดูแม่ เนื่องจากกำพร้าพ่อ และไม่อยากให้แม่ต้องลำบาก" นางทิพย์ กล่าว สำหรับโทษที่อาจได้รับพร้อมกับลูกนั้น นางทิพย์ กล่าวว่า "ฉันไม่รู้ว่าลูกชายออกไปแข่งรถ เพราะปกติจะเล่นเกมกับพี่ชายอยู่แถวบ้าน และไม่เห็นด้วยที่ตำรวจจะเอาผิดกับผู้ปกครอง เพราะคงไม่มีผู้ปกครองคนไหนดูแลลูกให้อยู่ในสายตาได้ตลอดเวลา ต่างคนต่างต้องทำมาหากิน จึงไม่รู้ความเคลื่อนไหวของลูก ว่าเวลาออกนอกบ้านเขาจะไปทำอะไรบ้าง" อย่างไรก็ตาม เธอก็ตั้งใจว่า ถ้าลูกพ้นโทษออกมาก็จะให้บวชประมาณ 1 เดือน และจะให้กลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนเดิม อีกทั้งจะพยายามดูแลลูกชายให้มากขึ้น และหลังจากนี้ก็จะให้เขาได้ปรับปรุงตัว ด้าน นางเฉลิม บัวรอด อายุ 65 ปี อาชีพหาของเก่าขาย กล่าวว่า ตอนนี้หลานชายอายุ 16 ปีของตนยังไม่ได้ประกันตัว โดยถูกควบคุมตัวอยู่ที่บ้านเมตตา สำหรับหลานชายคนนี้กำพร้า แม่เป็นมะเร็งตายตั้งแต่เขายังเด็ก ส่วนพ่อก็แยกครอบครัวไป พอหลานชายเรียนจบ ป.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ และเคยไปทำงานรับจ้างที่ร้านรับซื้อของเก่า แต่ตอนหลังออกมาทำงานร้านข้าวต้ม เมื่อได้เงินมาก็จะให้ตนเสมอ นางเฉลิม บอกว่า หลานชายไม่มีรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเอง โดยจะใช้รถของน้องชายเจ้าของร้านข้าวต้ม แต่ไม่รู้ว่ามาก่อนว่าเคยไปแข่งรถซิ่ง ซึ่งปกติตนก็เตือนอยู่เสมอเมื่อเห็นหลานยืมรถมอเตอร์ไซค์ร้านข้าวต้มขี่มาที่บ้าน โดยบอกว่า ให้ขี่ดีๆ อย่าขี่เร็ว เพราะเห็นข่าวแก๊งซิ่งในทีวี ซึ่งมีแก๊งซิ่งขี่หนีตำรวจจนบาดเจ็บ และล้มตายอยู่บ่อยๆ แต่ไม่คิดว่าเรื่องแบบนั้นจะเกิดกับหลานตัวเอง "ดิฉันเห็นด้วยที่มีการดัดนิสัยเด็กแก๊งซิ่ง แต่ไม่เห็นด้วยที่จะเหมาว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะผิดไปด้วย เพราะไม่ได้อยู่กับลูกตลอด 24 ชั่วโมง และคงไม่มีพ่อแม่คนไหนที่จะสนับสนุนให้ลูกทำชั่ว ส่วนที่เกิดเรื่องขึ้นก็เป็นเพราะความคึกคะนองของเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่ติดเพื่อน และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งถ้ามีพ่อแม่ที่บอกลูกให้ไปทำชั่วแบบนี้ก็สมควรจะถูกดำเนินคดีอย่างหนัก" นางเฉลิม กล่าว ขณะที่ เจ้าหน้าที่ อปพร.รายหนึ่ง ผู้ปกครองของ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี กล่าวว่า บุตรชายช่วยทำธุรกิจอยู่ที่บ้าน และเป็นนักแข่งรถวิบากตามสนามต่างๆ ได้ถ้วยรางวัลมากมาย ส่วนวันที่ถูกจับตนนึกว่าบุตรชายจะออกไปวิ่งออกกำลังกาย และที่ถูกจับกุมก็น่าจะเผอิญไปเจอเพื่อนกลุ่มเดียวกันมากกว่า ผู้ปกครองของนายเอ บอกว่า ไม่ได้ห้ามลูกแข่งรถ ถ้าเป็นการแข่งในสนาม ซึ่งมีระบบป้องกันอย่างดี และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน แต่ถ้าแข่งตามท้องถนนตนและครอบครัวไม่สนับสนุนอย่างแน่นอน "ผมเคยสอนลูกเสมอว่า คนเก่งต้องไม่ไปตีรันฟันแทงกับคนอื่น เพราะถ้าไม่ตายก็คงต้องติดคุก ส่วนลูกผมเวลาอยู่ที่บ้านก็ทำตัวดี และจะใช้คำแทนตัวว่า "หนู" อยู่เสมอ แต่ถ้าอยู่ที่อื่นนั้นผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร เมื่อเกิดเรื่องนี้ก็รู้สึกเสียใจมาก และถ้ารู้ว่าลูกจะออกมาซิ่งตามท้องถนนก็คงจะห้ามปรามแล้ว สำหรับกฎหมายที่เอาผิดกับผู้ปกครองผมไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่าไม่มีผู้ปกครองคนไหนสนับสนุนให้ลูกทำไม่ดีแน่ และเรื่องนี้ก็มีกฎหมายดำเนินคดีผู้กระทำผิดอยู่แล้ว" ผู้ปกครองของนายเอ กล่าว ผู้ปกครองของนายเอ เล่าด้วยว่า หลังลูกชายถูกควบคุมตัวในห้องขังก็ได้ถามลูกว่า "สิ่งที่พ่อแม่เคยจ้ำจี้จ้ำไชอยู่เสมอนั้นมันเป็นความจริงไหม" พอได้ยินดังนั้นลูกชายก็ร้องไห้ด้วยความสำนึกผิดทันที นายสุดใจ วงศ์เกิด อายุ 46 ปี อาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง มารดา นายสิทธิพงษ์ วงศ์เกิด อายุ 21 ปี บอกว่า เมื่อมาเห็นว่าลูกอยู่ในห้องขังก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ลูกบอกว่าอยากออกจากห้องขัง บอกว่ากลัว อยู่ไม่ได้ เพราะมีคนมาก และร้องไห้ด้วยความเสียใจ พอตนจะขอประกันตัวลูก ตำรวจก็ไม่ให้ประกัน นายสุดใจ เล่าว่า ลูกของตนบอกว่าเขาถูกหางเลข โดนตำรวจไล่ต้อนเข้ากลุ่ม แถมตำรวจยังกดหัวกับพื้นแล้วเอาปืนจี้ ปกติลูกผมมีอาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง และทำงานเป็นช่างเครื่องที่โรงงานแก้ว ทุกเช้าเขาจะตื่นเช้าเพื่อไปส่งแม่ค้าที่ตลาด จากนั้นก็กลับมานอนบ้านแล้วออกไปที่วินมอเตอร์ไซค์ นายสุดใจ บอกด้วยว่า ปกติจะเตือนลูกตลอดว่า อย่าไปขี่รถซิ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงรู้สึกเสียใจมาก ปกติตนไม่ชอบแก๊งรถซิ่งอยู่แล้ว เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน และเห็นด้วยที่ตำรวจจับกุมแก๊งซิ่งมาดำเนินคดี และยึดรถจักรยานยนต์ แต่ไม่เห็นด้วยถ้าจะจับคนที่ไม่ได้ทำผิดจริงมาลงโทษ "อยากให้ตำรวจรอบคอบในการจับกุม หากจับคนที่บริสุทธิ์ก็จะเป็นตราบาปกับเด็ก ส่วนกฎหมายที่จะเอาผิดกับพ่อแม่ของเด็กนั้นผมไม่เห็นด้วย และยอมรับผมไม่มีเวลาสั่งสอนลูก เพราะต้องไปทำงานเช้า กลับมาบ้านก็เที่ยงคืน จึงไม่มีโอกาสเจอหน้าลูกเลย โอกาสที่สอนลูกมีน้อย แต่พอมีเวลาว่างเจอกันช่วงไหนก็จะอบรมสั่งสอนลูกอยู่ตลอด" นายสุดใจ กล่าวทิ้งท้าย //////////////////////////// นพดล ศรีทวีกาศ
|
![]() ![]() |
||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||||