"คนไม่ฟังเทศน์ฟังธรรม" เหตุผลหนึ่งที่พระต้องยอมรับตัวเองก่อนว่า "สอนไม่น่าฟัง สอนไม่น่าสนใจ" เรื่องนี้ต้องเหมารวมไปถึงครูที่กำลังสอนเด็กๆ ในโรงเรียนด้วย
ครูบางคนสอนจนเด็กหลับ บางคนสอนเท่าไรเด็กก็ไม่เข้าใจ
ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสอนให้เด็กมีความสนุก หรือให้เด็กอยากคิดตาม มีอารมณ์ร่วมกับเรา อาตมามีหลักการสอนอยู่ ๔ ประเด็น คือ
๑.มุ่งมั่น ศึกษาจิตวิทยาเด็ก รู้ว่าธรรมชาติเด็กเขาชอบอะไร แล้วก็มาประยุกต์ให้เข้ากับเรื่องที่เราสอนว่า อะไรที่พอจะกลมกลืนไปได้บ้างในระดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ เป็นความรู้ และสนุกด้วย
๒.เมื่อเทศน์มากมีประสบการณ์สั่งสมและวิเคราะห์วิจัยเรื่อยมา จนกระทั่งเริ่มจับจุดได้ จึงทำสื่อเคลื่อนไหวได้ ทำภาพประกอบ เพราะเด็กๆ ชอบดูภาพ
๓.หากใช้สื่อมากไป เด็กจะชอบสื่อมากกว่าการเทศน์ ก็เลยตั้งใจว่าวันหนึ่งจะต้องเทศน์โดยไม่ต้องมีสื่อ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ทำได้สำเร็จ ไม่ต้องใช้สื่อ แต่อาศัยการจับสถานการณ์ที่มีอยู่จริงในขณะนั้นมาพูด หรือถามให้เด็กตอบ และก็สอนเขาไปด้วย ให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหาโดยใช้ปัญญา เขาก็สนุก มีอารมณ์ร่วมด้วย
ที่สำคัญคือการรู้จักใช้ คำถาม ควรถามให้มีมุก ให้สนุก บางครั้งอาจใช้มุกแรงๆ แต่ไม่ใช้คำถามที่สร้างความรู้สึกเครียด และหลีกเลี่ยงคำถามที่สร้างอารมณ์หงุดหงิด ต้องทำให้เขารื่นเริงให้ได้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า
"ผู้แสดงธรรมยอดเยี่ยมต้องแสดงสั่งสอนด้วยรื่นเริงอาจหาญ และก็กล้าทำตาม"
สนุกและได้แก้ไขสถานการณ์ จนเขามาเพ่งที่เรา หลังจากนั้นก็เริ่มให้ความรู้
สอนให้ได้ความรู้คู่คุณธรรม ต้องให้ความรู้ที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์ โดยเน้นพร ๔ ประการที่เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต เป็นพรที่พระให้เพื่อชีวิตที่เจริญก้าวหน้า คือ
ปัญญาพละ-ความรู้
วิริยพละ-ความขยันหมั่นเพียร
อนวัชชพละ-ความซื่อสัตย์สุจริต
สังคหพละ-การสงเคราะห์เกื้อกูล
ถ้าหากคนเรามีปัญญา ขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตคิดสงเคราะห์ ชีวิตนี้สุดยอดแล้ว คนโง่ไม่มีความรู้ไม่เป็นพลัง แต่จะเป็นภาระ คนขี้เกียจให้พรอย่างไรก็ไม่เจริญ ขี้โกงอย่างไรพรก็ไม่ก้าวหน้า และคนที่เอาเปรียบเขาไม่เคยสงเคราะห์ช่วยเหลือชีวิตจะไม่เจริญ
พระพยอม กัลยาโณ