มีเหรียญเสมาอยู่เหรียญหนึ่ง ออกแบบได้งดงามมาก
มีรูปหลวงพ่อนั่งสมาธิในวงกลมรูปไข่ เบื้องบนเป็นรูปอุณาโลม
และมีอักษรขอมว่า "พุทโธ" ในเหรียญจารึกแต่เพียงว่า
"ที่ระฦกในการทำบุญอายุครบ ๗๐ ปี" ไม่มีชื่อหลวงพ่อ
ไม่มีชื่อวัด และจังหวัด รวมทั้งปี พ.ศ.ที่สร้างเหรียญนี้
ด้านหลังเหรียญเรียบ ไม่มีตัวหนังสือใดๆ
แต่ตรงกลางเป็นรอยแอ่งบุ๋มลงไป ตามรูปรอย
ขององค์หลวงพ่อ ที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งวงการพระ เรียกว่า "หลังแบบ"
เหรียญลักษณะเช่นนี้ พระเกจิอาจารย์สมัยก่อนนิยมสร้างกันมาก เพราะสร้างแจกกันในวงแคบๆ เฉพาะหมู่ลูกศิษย์ และชาวบ้านละแวกวัดเท่านั้น จำนวนสร้างก็ไม่มากนัก ไม่เกินพันเหรียญ
หากใครไม่สนใจใฝ่ศึกษามาก่อน ก็จะไม่ทราบว่าเหรียญในทำนองนี้เป็นเหรียญหลวงพ่ออะไร? ที่ไหน? แต่วงการ "เซียนเหรียญ" หรือ นักสะสมพระประเภทเหรียญพระเกจิอาจารย์ ที่มีชั่วโมงบินมากๆ จะรู้จักกันดี เอาไปถามเถอะ รู้จักกันดีทั้งนั้น ขอให้เป็นเหรียญพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าๆ ก็แล้วกัน
เหรียญพระเกจิอาจารย์ ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น คือ เหรียญหลวงปู่ชู วัดนาคปรก ภาษีเจริญ ธนบุรี เป็นเหรียญยอดนิยมอีกเหรียญหนึ่งที่วงการพระเครื่องเช่าหากันเป็นแสนขึ้นไป
หลวงปู่ชู เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้มีญาณสมาธิอันสูงส่ง เปี่ยมไปด้วยเมตตาบารมีธรรม และมีมหานิยมเป็นเลิศ คนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดคิดว่า หลวงปู่ชู ท่านเป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง แต่ความเป็นจริงแล้ว พระเกจิอาจารย์ทั้งสองท่านนี้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ หลวงปู่ชู อ่อนอาวุโสกว่า มีพรรษาน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง ท่านทั้งสองต่างให้ความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังชอบพอในด้านอัธยาศัยกันมาโดยตลอด ไปมาหาสู่กันเป็นประจำในสมัยนั้น
หลวงปู่ชู เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๙ มีนาคม ๒๔๐๑ ปีมะเมีย ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โยมบิดาชื่อ คง โยมมารดาไม่ปรากฏชื่อ ในสมัยก่อนนั้นยังไม่ได้ใช้นามสกุล ท่านเป็นคนปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช มีอาชีพการประมงและค้าขาย ต่อมาโยมบิดาได้เดินเรือขึ้นมาค้าขายที่กรุงเทพฯ โดยตั้งรกรากอยู่ที่ จ.ธนบุรี
พ.ศ. ๒๔๒๑ ท่านมีอายุครบ ๒๐ ปี บิดาจึงให้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดทองนพคุณ โดยมี พระธรรมปหังษาจารย์ วัดหงษ์รัตนาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเผือก วัดทองนพคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชุ่ม วัดทองนพคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "คังฆะเถระ"
ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนสูตรสนธิภาษาไทยและภาษาขอม ตลอดจนเวทมนตร์คาถา วิปัสสนากรรมฐาน กับพระอธิการเผือก ๒ ปี นอกจากนี้ท่านยังสนใจด้านไสยศาสตร์และโหราศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีความรู้พอสมควรแล้วจึงได้ลาสิกขาเพื่อเดินทางขึ้นไปเสาะแสวงหาพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านไสยศาสตร์เพื่อศึกษาเพิ่มเติม โดยได้มุ่งหน้าไปสู่ภาคเหนือ และได้แวะพักที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่กับ พระอาจารย์พลับ วัดชีตาเห็น (วัดชีโพนในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นพระอาจารย์ชื่อดังรูปหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น
ท่านได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้และได้ศึกษาเล่าเรียนกับพระอาจารย์พลับจนหมดวิชาการต่างๆ จึงมุ่งหน้าเดินทางไปสู่เมืองพิจิตรและพิษณุโลก เพื่อหาประสบการณ์และความรู้ต่างๆ อีก แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าท่านได้ไปศึกษากับพระคณาจารย์รูปใด
จากการที่ได้ขึ้นไปอยู่ทางภาคเหนือเสียนานจนทางบ้านคิดว่า ท่านได้สิ้นชีวิตไปเสียแล้ว แต่อยู่ๆ ท่านก็ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน บิดามารดาดีใจกันมาก จึงให้ท่านแต่งงานมีครอบครัว ช่วงนั้นท่านได้ใช้วิชาความรู้ต่างๆ ที่เล่าเรียนมาทั้งทางด้านสมุนไพรและพระเวทมนตร์คาถาอาคมต่างๆ ช่วยเหลือพยาบาลรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วย ทำให้ชาวบ้านเคารพนับถือและศรัทธาเลื่อมใสท่านมาก พากันเรียกท่านว่า "คุณหมอชู"
คุณหมอชูได้อยู่กับภรรยาจนมีบุตรธิดารวม ๓ คน ชาย ๒ หญิง ๑ คน ต่อมาท่านเกิดเบื่อทางโลกจึงได้อุปสมบทอีกครั้งที่ วัดนางชี อ.ภาษีเจริญ จ.ธนบุรี ซึ่งไม่ปรากฏนามพระอุปัชฌาย์และพระคู่สวด อยู่ที่วัดนางชี ได้ระยะหนึ่งก็ได้ย้ายมาอยู่ที่ วัดนาคปรก จากพระลูกวัด จนได้เป็นเจ้าอาวาส และได้มรณภาพในปี ๒๔๗๗
เหรียญหลวงปู่ชู เป็นเหรียญที่ระลึก ในงานฉลองอายุครบ ๗๐ ปี ของท่าน นับเป็นเหรียญรุ่นแรกและรุ่นสุดท้ายของท่านที่หายากมาก บางเหรียญมีรอยเหล็กจาร บ้างก็ไม่มี
หลวงปู่ชู มรณภาพเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๗๗ สิริรวมอายุได้ ๗๖ ปี
(ขอขอบพระคุณ อาจารย์อิ่ว ท่าพระจันทร์ และ คุณปุ๋ย วรจักรยนต์ ที่เอื้อเฟื้อภาพและข้อมูล)
แล่ม จันท์พิศาโล