คมชัดลึก เจาะข่าวทั่วไทย Komchadluek.comคมชัดลึก เจาะข่าวทั่วไทย Komchadluek.comคมชัดลึก เจาะข่าวทั่วไทย Komchadluek.com

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Nation Group GO
ค้นหาข่าวย้อนหลัง


'บอสตัน' ...ที่ได้ไปเห็นมา (๓)

สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีสถาบันการศึกษา ที่เก่าแก่และโด่งดังมากมาย หลายแห่งติดอันดับโลก ซึ่งมีองค์กรเอกชนเป็นผู้สำรวจตรวจสอบ และจัดอันดับเป็นประจำทุกปี ที่น่าแปลกใจ คือ สถาบันการศึกษาที่โด่งดัง ของอเมริกา ส่วนใหญ่เป็นของ เอกชน มากกว่า ของรัฐ ซึ่งผิดกับเมืองไทย ที่สถาบันการศึกษาดังๆ มักจะเป็นของรัฐมากกว่าของเอกชน แต่ในอนาคต ก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะทุกวันนี้มีมหาวิทยาลัยเอกชน หลายแห่งปรับปรุง คุณภาพ การเรียนการสอน ที่ดีขึ้นมาก จนมีมาตรฐาน บัณฑิตที่จบ ออกไปเป็นที่ยอมรับของสังคม

หากจะถามว่าสถาบันการศึกษาของเอกชนในอเมริกา เอาเงินมาจากไหนมาพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพอยู่เสมอ ?

คำตอบก็คือ รายได้ส่วนใหญ่ก็มาจากค่าเล่าเรียนของนักศึกษา ซึ่งแพงมากในความรู้สึกของคนไทย รายได้ในส่วนนี้จะนำไปใช้จ่ายทั่วๆ ไป อันเป็นรายจ่ายประจำวัน ประจำเดือน หรือประจำปี

รายได้อีกทางหนึ่งซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ทางสถาบันการศึกษาจะได้รับมาก็คือ เงินบริจาคจากศิษย์เก่าของสถาบัน ที่เรียนจบออกไปแล้วประสบความสำเร็จในชีวิต และหน้าที่การงาน จนร่ำรวยมากขึ้น ก็จะนำเงินมาบริจาคให้สถาบันการศึกษาในอดีตของตนเพื่อเป็นการกุศล ซึ่งจะได้รับการลดหย่อนภาษีรายได้ส่วนบุคคลลงไปด้วย

เงินบริจาคซึ่งเป็นรายได้ส่วนหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยจะนำไปซื้อที่ดินหรืออาคารสถานเพื่อเป็นการขยายเนื้อที่ของมหาวิทยาลัยออกไป โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในบริเวณเดิมหรือละแวกใกล้เคียง จะต่างเมืองต่างรัฐก็ได้

นอกจากนี้ เงินบริจาคของศิษย์เก่า ยังนำไปใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารสถานที่ ซึ่งมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งนำไปใช้จ่ายทางด้านอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ต้องมีการปรับปรุงพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้ทันกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่

การเสียภาษีของชาวอเมริกันนั้น เขาถือว่าเป็น หน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครที่จะคิด หนีภาษี ไม่เหมือนกับคนในบางประเทศ อีกประการหนึ่ง การหลบเลี่ยงภาษี หากมีการตรวจสอบพบ จะถูกปรับเป็นเงินหลายเท่าตัว ซึ่งไม่มีใครกล้าเสี่ยง เพราะระบบการตรวจภาษีของเขาละเอียดมาก ยากที่จะหนีภาษีได้อย่างง่ายๆ

ชาวอเมริกันจึงมีคำพูดอันเป็นอมตวาจาอยู่ประโยคหนึ่งว่า “ชาวอเมริกันจะหนีอะไรก็หนีได้ ที่หนีไม่ได้มีอยู่ ๒ อย่างคือ 'ความตาย' กับ 'ภาษี'”

ผิดกับคนไทยที่มีความสามารถในการหลบลี้หนีได้ทุกอย่าง ที่หนีไม่ได้มีอยู่เพียงอย่างเดียวคือ ความตาย

อย่างที่ได้บอกกล่าวไว้แล้วว่า เมืองบอสตัน กับ เมืองเคมบริดจ์ ในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ (MA) นั้น เป็นเมืองคู่แฝดที่มี แม่น้ำชาร์ล อยู่ตรงกลางเหมือนกรุงเทพฯ กับกรุงธนบุรี การเดินทางข้ามแม่น้ำจึงมีสะพานหลายแห่ง

รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นรัฐที่ไม่ใหญ่นัก การวางผังเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยดี บ้านเมืองสะอาดสะอ้าน ผู้คนมีอัธยาศัย มีน้ำใจ มีความปลอดภัยในชีวิตความเป็นอยู่สูง ประชากรประเภท “กุ๊ย” ไม่ค่อยพบเห็นเลย จะมีอยู่บ้างก็นอกเมืองออกไป

ที่น่าประทับใจมากๆ ก็คือ ความซื่อสัตย์ และ ความมีจริยธรรมสูง ของผู้คนในเมืองนี้ อย่างเช่น การซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต บางแห่งจะเปิดช่องพิเศษสำหรับให้ลูกค้านำสินค้าไปคิดเงินเอง (สแกนที่บาร์โค้ด) จ่ายเงินเอง เครื่องจะทอนเงินให้โดยอัตโนมัติ หรือจะใช้บัตรเครดิตรูดก็ได้ เครื่องจะหักบัญชีให้ โดยไม่ต้องใช้พนักงานบริการเลย

การเดินทางไปไหนมาไหน ส่วนใหญ่ผู้คนจะใช้รถเมล์ หรือไม่ก็รถไฟใต้ดิน จ่ายค่ารถเป็นรายเที่ยวหรือจะซื้อตัวเหมาจ่ายเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ก็ได้ตามความจำเป็นของเรา

สำหรับรถเมล์จะมีพนักงานขับรถเพียงคนเดียว ไม่มีพนักงานเก็บเงิน ผู้โดยสารขึ้นประตูหน้าจ่ายค่ารถเอง โดยหยอดลงในกล่องรับเงิน หรือแสดงตั๋วเหมาจ่าย

ในชั่วโมงเร่งด่วน เพื่อความรวดเร็ว ผู้โดยสารอาจขึ้นทางประตูหลัง ซึ่งเป็นประตูลงก็ได้ ในกรณีเช่นนี้หากคนที่ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่มีจริยธรรม คิดแต่จะโกงคนอื่นก็เท่ากับได้นั่งรถเมล์ฟรี เพราะไม่ต้องหยอดเงินลงในกล่องซึ่งอยู่ที่ประตูหน้าติดกับคนขับรถ

แต่ผู้คนในเมืองนี้เขาไม่ทำกัน เมื่อขึ้นไปบนรถได้แล้ว จะพยายามเดินไปให้ถึงที่หน้าคนขับ เพื่อนำเงินค่าโดยสารใส่ลงไปในกล่องรับเงินค่าโดยสาร...น้ำใจช่างประเสริฐจริงๆ

คำทักทายระหว่างผู้โดยสารกับพนักงานขับรถ (รวมทั้งพนักงานอื่นๆ ตามสถานที่บริการโดยทั่วไป) ที่มักจะลงท้ายด้วยคำว่า “ขอบคุณ” แล้ว เขายังจะต่อท้ายคำพูดที่แสดงถึงความมีน้ำใจอันดีงาม ให้ผู้ใช้บริการด้วยว่า “ขอให้เป็นวันที่ดี วันที่สดใสสำหรับคุณ” (ถ้าหากเป็นช่วงค่ำก็จะเปลี่ยนเป็น คืนที่ดี คืนที่สดใส แทน)

นับเป็นสัมพันธไมตรีอันดีงามระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการ ที่ต่างเอื้ออาทรต่อกันอย่างน่าชื่นใจ

ไปสัมผัสเจอะเจอมาเช่นนี้ ก็คิดว่า เมื่อไรคนขับรถเมล์ และบรรดากระเป๋ากระปี๋ในเมืองไทย จะมีอัธยาศัยไมตรีกับผู้โดยสารอย่างนี้บ้าง ? เอาสักครึ่งหนึ่งก็ยังดี

การเดินทางไปรัฐแมสซาชูเซตส์ อันเป็นเมืองแห่งการศึกษาที่ใหญ่มากของประเทศนี้ ผู้คนส่วนหนึ่งจึงมักจะไปเยี่ยมชมสถาบันการศึกษาต่างๆ ของที่นี่ จนกลายเป็น “จุดท่องเที่ยว” ที่ต้องบรรจุไว้ในรายการทัวร์ของทุกบริษัท ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า นักศึกษาและอาจารย์ผู้สอน เขาไม่รำคาญกันบ้างหรืออย่างไร ? หรืออาจจะเกิดความเคยชินไปแล้ว

ในรัฐแมสซาชูเซตส์ มีมหาวิทยาลัยโด่งดังแห่งหนึ่ง ที่คนไทยคุ้นหูกันดีก็คือ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงศึกษาอยู่ที่นี่ด้วย

นอกจากนี้ยังมีคนไทยดังๆ ที่จบการศึกษาจากที่นี่อีกหลายท่าน ทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มี “ทุนเล่าเรียนหลวง” ให้นักเรียนไทย ผู้มีผลการเรียนในระดับยอดเยี่ยม ได้ไปศึกษาต่อเป็นประจำทุกปี

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๖๓๖ (พ.ศ. ๒๑๗๙) นับถึงวันนี้มีอายุถึง ๓๗๐ ปี

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ตั้งชื่อตามนามสกุลของผู้บริจาคทรัพย์สมบัติคนแรกให้แก่มหาวิทยาลัย คือ นายจอห์น ฮาร์วาร์ด รัฐมนตรีหนุ่ม ซึ่งเสียชีวิตใน ค.ศ. ๑๖๓๘ (พ.ศ.๒๑๘๑) โดยทิ้งห้องสมุด และครึ่งหนึ่งของอสังหาริมทรัพย์ไว้ให้มหาวิทยาลัย

อนุสาวรีย์ จอห์น ฮาร์วาร์ด แห่งนี้สร้างขึ้น พ.ศ. ๒๔๒๕ โดย แดเนียล เชสเตอร์ เฟรนช์ เป็นผู้ปั้นรูป จอห์น ฮาร์วาร์ด ซึ่งก็ไม่มีใครทราบได้ว่า ท่านมีใบหน้าเป็นแบบไหน? เพราะเป็นเวลาที่ผ่านมาแล้วกว่า ๒๐๐ ปี นายเฟรนช์ก็เลยเอาเค้าใบหน้าของ เชอร์แมน โฮร์ นักศึกษาฮาร์วาร์ด ที่เข้าเรียนในช่วงนั้น และเป็นผู้ที่มีหน้าตาหล่อที่สุด มีบุคลิกดีสมชายชาตรี เป็นต้นแบบให้...อันนี้เป็นข้อความจารึก ที่ปรากฏอยู่บนแผ่นทองบรอนซ์ หน้าอนุสาวรีย์ของท่านฮาร์วาร์ด

ช่วงต้นของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีนักศึกษา ๙ คน มีอาจารย์คนเดียว ใช้ระบบการเรียนตามแบบอังกฤษ (ผู้คนในรัฐนี้ล้วนอพยพมาจากประเทศอังกฤษทั้งสิ้น)

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีนักศึกษาทั้งในอเมริกาและจากทั่วโลก ขอลงทะเบียนเรียนมากกว่า ๒ หมื่นคน โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำมหาวิทยาลัย ๑.๕ หมื่นตำแหน่ง

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นับเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา มีศิษย์เก่าที่เป็น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มาแล้ว ๗ คน คือ จอห์น อดัมส์, จอห์น ควินซีย์ อดัมส์, ธิวดอร์ รูสเวลต์, แฟรงคลิน ดีลาโน รูสเวลต์, รูเธอร์ฟอร์ด บี.ฮาเยส, จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ และ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีศิษย์เก่าผู้มีผลงานยอดเยี่ยมจนได้รับ รางวัลโนเบล สาขาต่างๆ มาแล้ว เกือบ ๔๐ คน

สำหรับนักศึกษาต่างชาติ ที่ไม่ใช่ชาวอเมริกัน หากจะไปศึกษาต่อที่นี่ จะต้องมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยมสุดยอดจริงๆ เขาถึงจะพิจารณาให้เข้าเรียนได้ หากมี เกียรตินิยม พ่วงท้ายด้วยก็จะเป็นการยิ่งดี

เมื่อยื่นคำร้องขอไปเรียนแล้ว จะต้องมีศิษย์เก่าของที่นี่ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงทางสังคม และเป็นที่ยอมรับของสถาบันนี้ เขียนหนังสือรับรองไปด้วย ๒-๓ ฉบับ หากเขาเชื่อถือ หรือพอใจ ก็จะได้รับการอนุมัติให้เข้าเรียนได้

ส่วนค่าเล่าเรียนเป็นแบบเหมาจ่ายรายปี อย่างถูกๆ ประมาณปีละ ๑.๕ ล้านบาท ไปจนถึง ๒.๕ ล้านบาท โดยเฉพาะในคณะแพทยศาสตร์ แพงเป็นพิเศษ

อันนี้เฉพาะค่าเล่าเรียนเท่านั้น ไม่รวมรายจ่ายส่วนตัวอื่นๆ อีกมหาศาล เพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการพระ หากอยากรู้ตัวเลขจริงๆ ขอให้สอบถามได้ที่ เกียรติ จิวเจริญ บริษัทนาครินทร์ หนองแขม ซึ่งเป็นนักสะสมพระระดับแนวหน้า และมีความอาวุโสมากท่านหนึ่ง เพราะลูกชายคนโต (บอย) ของเฮียเกียรติ ก็จบมาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ด้วยทุน พก.

คนที่ไปเยือน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะต้องไปถ่ายรูปหน้าอนุสาวรีย์ จอห์น ฮาร์วาร์ด กันแทบทุกคน ถึงแม้จะไม่มีโอกาสได้มาเรียนที่นี่ ขอให้ได้มาเต๊ะท่าถ่ายรูปด้วยก็ยังดี

ขณะเดียวกันก็ต้อง ลูบรองเท้าของท่านฮาร์วาร์ดด้วย โดยเชื่อกันว่า ใครที่ได้มา ลูบรองเท้า ของท่าน จะได้มีโอกาสกลับมาที่นี่อีก รวมทั้งมีความเชื่อว่า ในอนาคต ลูก หลาน หรือ เหลน จะโชคดี มีโอกาสได้มาศึกษาในสถาบันอันโด่งดังแห่งนี้ด้วย

สำหรับนักศึกษาฮาร์วาร์ด จะไปลูบเป็นประจำในช่วงสอบ เพื่อขอให้ทำข้อสอบผ่าน ได้คะแนนดีๆ

ด้วยเหตุนี้ รองเท้าของท่านฮาร์วาร์ด ซึ่งหล่อด้วยทองบรอนซ์อย่างดี จึงมันวับอยู่ตลอดเวลา เพราะมีคนไปลูบอยู่เสมอ รวมทั้งคณะของผม ก็ได้ไป ลูบ เอาเคล็ดกับเขาด้วย โดยเฉพาะเจ้าหลานชาย (VG) อายุขวบครึ่ง ซึ่งอุตส่าห์หอบหิ้วเอาไปเที่ยวอเมริกา ก็ต้องอุ้มให้เขาได้ขึ้นไป ลูบรองเท้าของท่านฮาร์วาร์ด เผื่อว่าอีก ๒๕ ปีข้างหน้า หลานชายคนนี้ อาจจะโชคดีมีโอกาสได้มาเรียนที่นี่ก็ได้

ความเชื่ออย่างนี้ ไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะคนในเมืองไทยเท่านั้น ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา ที่มีการศึกษาสูง เขาก็มีความเชื่อเรื่องแบบนี้เหมือนกัน

“บอสตัน” ที่ได้ไปเห็นมา ตอนที่ ๔ อันเป็นตอนจบ จะไปชมความยิ่งใหญ่ของ มหานครนิวยอร์ก และ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา...จะนำลงในฉบับวันเสาร์หน้า (๒๐ พฤษภาคม)

แล่ม จันท์พิศาโล





พระเครื่อง คม ชัด ลึก
ตะลุยกองทัพ
ดูดวง
ภาษาอังกฤษ ง่ายนิดเดียว
ฮอตไลน์ สายรัก
รักสุขภาพ
ชุมชนไทย ในต่างแดน
ย้อนหลังข่าวเด่น



จดหมายถึง บก.
ร้องทุกข์
เปิดซอง ส่องไทย
นักข่าว ชาวบ้าน "คม ชัด ลึก"
ห้องสนทนา
การเมือง
ทักทาย บันเทิง
คุยเฟื่อง เรื่องกีฬา
ชุมนุม คนชอบชิม


ใส่ตำแหน่งงาน
หาตามสายอาชีพ
ตำแหน่งยอดนิยม
หางานผ่านมือถือ »

คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ
คมชัดลึก PDA
 


komchadluek สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537