การทำบุญ ก็เหมือนกับการปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารไปปลูกอยู่สวนไหน อยู่ในคณะบุคคลใด ย่อมจะเสวยผลบุญกับคณะบุคคลนั้น
ถ้าไปปลูกไปทำบุญกับคณะบุคคลที่ไม่บริสุทธิ์ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ผลก็ให้ไปอยู่ด้วยกัน เสวยผลด้วยกัน
แต่ถ้าทำบุญกับผู้ที่ตั้งใจทำทั้งกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ไม่ประมาท ชักนำตนเองและผู้อื่นไปในทางที่ให้บริสุทธิ์ เสมอมิให้หลง ด้วยปัญญาอันเห็นชอบ ก็ต้องเสวยผลอยู่ด้วยกัน ชอบใจกันฟังกันรู้เรื่อง นี่แหละเขาเรียกว่า "สายธาตุธรรม"
สายธาตุธรรม ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ที่เป็น สัมมาทิฏฐิ ก็อยู่ใกล้ๆ กัน
ในสายสัมมาทิฏฐิก็มีมิจฉาทิฏฐิปนอยู่ ถ้ายังไม่บรรลุอรหัตตผล ในสายมิจฉาทิฏฐิมากๆ ก็มีสัมมาทิฏฐิอยู่บ้าง แต่อ่อนกว่ากันก็มีอยู่ว่า แต่เราจะอยู่ตรงไหน อยู่ตรงไหนทำบุญกุศลกับใคร กับคณะใคร ก็แปลว่า
๑.มีทิฏฐิเสมอกัน ๒.มีศีลเสมอกัน ๓.มีทานเสมอกัน และ ๔.มีอุปการะซึ่งกันและกัน
ทีนี้แหละก็เจอกัน กลมเกลียวกัน อุปการะกัน เป็นคู่บารมีอุปการะซึ่งกันและกัน ไปจนถึงมรรคผลนิพพาน
แต่บางทีก็พูดไม่ได้ข้อนี้ เพราะเหมือนว่าที่นี่มีแต่ของดีทั้งนั้นก็ไม่เชิง แต่ว่าตั้งใจให้ดีที่สุดแล้ว ก็ให้โยมนี่แหละ คอยดู คอยติ คอยพิจารณา เอาสิ ถ้าไม่ดีก็อย่าอยู่ด้วย ง่ายๆ อย่างนี้แหละไม่เห็นยากตรงไหน เราไม่หลงเสียอย่าง
ถ้าอาตมาหรือพระของอาตมาทำไม่ถูกต้อง อย่านับถือ ไม่ว่ารูปใดทั้งนั้น ถ้าเห็นทำไม่เข้าท่า ไม่ชอบมาพากล เห็นท่าไม่ดี อย่านับถือ บอกกันตรงๆ อย่างนี้ แหละ
ถ้าทำดี จึงค่อยนับถือ ที่พูดเช่นนี้มิใช่เพื่ออะไรนะ เพื่อจะให้พระของอาตมา ระวังตัวด้วย อาตมาเองก็ต้องระวังเหมือนกัน
ที่อาตมานำมาเล่าให้ฟัง ก็เพื่อเป็นเจตนาของอาตมา เป็นความจริงใจออกมาอย่างนี้ จะพาญาติโยมทั้งหลายทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีคุณค่าที่สุด เท่าที่เราสามารถจะทำได้ จะไม่ให้หลงติดอยู่ในความปรุงแต่ง จนเกินจำเป็น
เพราะการปรุงแต่งก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ให้น้อยที่สุด เพียงเพื่ออย่าให้น่าเกลียดแก่สังคม ให้พอเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาปสาทะพอสมควร แต่ไม่ให้ถึงกับหลง ตั้งใจทำไว้อย่างนี้
0 พระราชญาณวิสิฐ (หลวงป๋า) 0