"ใบรับรองพระแท้ ของสมาคม ผู้นิยม พระเครื่องฯ"
ถือว่าเป็น เครื่องรับประกัน มาตรฐาน
ของพระเครื่อง ซึ่งเมื่อใคร มีพระ ก็อยากได้ ใบรับรอง
พระแท้ เพราะสามารถ นำพระไปปล่อย เช่าต่อ
ได้สูงกว่า พระที่ไม่มี ใบรับรอง ขณะเดียวกัน
ผู้เช่าพระ ก็ถามหาใบรับรอง พระแท้ด้วย
ในขณะที่วงการร้านอาหาร ไม่ว่าจะระดับภัตตาคารระดับห้าดาว ราคาจานละหมื่น หรือร้านข้าวแกงริมฟุตบาทจานละไม่กี่บาท ต้องการป้ายจากนักชิมมารับประกันร้านมากกว่าป้ายจากทางการ เพราะเขาเชื่อว่า สามารถดึงดูดใจลูกค้าให้มารับประทานอาหารได้มากกว่า
"แม่ช้อยนางรำ" หรือ "อ.สันติ เศวตวิมล" เจ้าของป้าย "เปิบพิสดาร" ก็เป็น "นักชิม" คนหนึ่งที่ร้านอาหารอยากให้เขียนถึง ขณะเดียวกันคนกินก็เชื่อด้วยว่า ร้านใดที่มีป้าย "เปิบพิสดาร" ก็จะเป็นเครื่องรับประกันความอร่อยของรสอาหารด้วย
นอกจากเป็นที่รู้จักในแวดวงร้านอาหารแล้ว แม่ช้อยนางรำยังเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงสังคมคนบันเทิงอีกด้วย
"ส่วนตัวแล้วเชื่อในพุทธคุณปาฏิหาริย์ที่ว่าอย่างน้อยก็ทำให้เราทำอะไรสำเร็จ สมปรารถนา หรือบางครั้งก็ทำให้เราแคล้วคลาดรอดพ้นจากภัยอันตราย สิ่งเหล่านี้จึงเกิดจากพระพุทธปาฏิหาริย์ และพุทธปาฏิหาริย์ไม่ได้อยู่ที่องค์พระเท่านั้น แต่ยังอยู่รอบๆ แม้บางคนไม่แขวนพระก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นได้ ถ้าเขาเป็นชาวพุทธที่ดีมีศีลมีธรรม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ผิดศีลในเรื่องกาเม ทั้งหมดถ้าเราปฏิบัติกันได้ก็เกิดปาฏิหาริย์ได้เหมือนกัน" นี่คือความเชื่อของแม่ช้อยนางรำ
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมาเป็นนักชิม และเป็นที่รู้จักของคนวงการบันเทิง แม่ช้อยนางรำเคยเป็นนักข่าวสงครามมาถึง ๓ สนามรบ คือ สงครามเวียดนาม สงครามเขมร และสงครามเบ็ดเสร็จในอินโดจีน
ทุกครั้งที่ออกไปทำข่าว อ.สันติ จะแขวนพระแร่บางไผ่ วัดโมลี จ.นนทบุรี จากประสบการณ์ออกไปทำข่าวสงคราม มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทำให้เชื่อเรื่องของพุทธคุณพระเครื่องที่เราแขวนติดตัว สามารถที่จะแสดงปาฏิหาริย์ได้ จากนั้นก็สนใจเรื่องพระเรื่อยมา รวมแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า ๔๐-๕๐ ปีแล้ว
แม่ช้อยนางรำ บอกว่า หันมาสนใจศึกษาพระธรรมอย่างจริงจังเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว โดยเดินทางไปไหว้ดินแดนพุทธภูมิที่ประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ทำให้ได้พบเห็นสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ หรือบางคนอาจเรียกว่า อภินิหาร ปาฏิหาริย์ แล้วทุกครั้งที่เดินทางไปอินเดียเป็นสิบครั้งก็จะเจอกับเทวดา สิ่งเหล่านี้
ขณะเดียวกันยังได้เดินทางไปกราบพระเขี้ยวแก้ว ที่เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา ยังได้พบปาฏิหาริย์อีกเช่นกัน เรียกได้ว่าทั้งชีวิตได้เดินทางไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งพุทธภูมิ หรือที่อยู่ของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์ใจอย่างมาก เมื่อได้พบเห็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติเหล่านี้ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิชาเทวศาสตร์อย่างจริงจัง เป็นวิชาที่มีสอนอยู่ในเมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย พยายามหาคำตอบว่า สิ่งที่เราพบนั้นคืออะไร ในที่สุดก็ได้คำตอบที่คาใจลงได้ทั้งหมด
"เรื่องเทวดา ที่ผมได้ศึกษาแท้จริงแล้วไม่ใช่เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า สิ่งเหล่านี้มีจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธเทวดา แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่ใช่หนทางนำไปสู่นิพพานได้ ดังนั้น ถ้าเรายังยึดติดกับสิ่งเหล่านี้มากไปก็จะเป็นทุกข์" เขาเชื่อเรื่องเทวดามีจริง
อีกมุมหนึ่งอาชีพนักข่าวของ อ.สันติ ที่ต้องเดินทางไปทั่วโลก ทำให้ชีวิตสัมผัสกับผู้หญิงมากหน้าหลายตา จนเขาพูดได้เต็มปากว่า ผมมีเมียอยู่ทั่วโลก ชีวิตเริ่มต้นจากการเป็นนักข่าวสงคราม แล้วยังได้ทุนไปเรียนต่อในยุโรปที่ประเทศเยอรมัน ประมาณ ๒-๓ ปี แล้วยังได้ไปฝึกงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกสองปี ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็มีเมียไปทุกที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้มีลูกอยู่ที่ไซงอน ประเทศเวียดนาม หรือที่อเมริกาก็มี
"ถึงผมมีเมียมากมายแบบนี้ก็เชื่อว่าไม่ได้สร้างกรรม เพราะว่าผมไม่ได้แอบไปเป็นชู้กับเมียใคร เรามีเมียเยอะ มีเมียไปทั่ว ก็เป็นเพราะว่าเราเป็นเด็กหนุ่ม กรรมที่ว่านี้เกิดจากตัวเราเอง ไม่ได้เกิดจากผู้อื่น เราฆ่าสัตว์วันหนึ่งเราก็ต้องถูกฆ่า กรรมใครกรรมมัน กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ผมทำดีก็ได้ดีผมทำชั่วก็ได้ชั่ว อดีตผมเป็นคนเจ้าชู้ วันนี้ผมก็บอกตัวเองไม่ได้ว่า วันหนึ่งผมไปเจอคนที่ถูกใจที่เคยเป็นบุพเพสันนิวาสกัน พระพุทธเจ้าเคยบอกไว้ว่า คนที่จะแฟนกันก็เป็นคนที่เคยช่วยเหลือกัน ชาตินี้ก็เลยมาเป็นคู่รักเป็นผัวเป็นเมียกัน" อ.สันติ กล่าวทิ้งท้าย