![]() ![]() ![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
|
ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา นอกจาก ส.ส.จะอยู่ในสังกัดพรรคการเมืองแล้ว ยังมี ส.ส.หลายท่าน ที่อยู่ภายใต้วัด หรือเรียกได้ว่า "สายวัด" ส่วนการเลือกตั้ง ส.ว.ในวันที่ ๑๙ เมษายนนี้ ก็มีผู้สมัคร ส.ว.หลายท่าน ที่สังกัดสายวัด โดยเฉพาะ "สายวัดพระธรรมกาย" ซึ่งมีอดีต ส.ว.ที่กล้าออกมาเปิดเผยตัวอย่างเด่นชัด คือ นายผ่อง เล่งอี้ ส.ว.กทม. และ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ว.นครสวรรค์ จากกรณีดังกล่าวนี้เอง นักวิชาการด้านการศาสนาหลายท่านได้วิเคราะห์ว่า "นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป วัดและพระจะส่งคนมาเล่นการเมืองมากขึ้น ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งการเมืองทุกระดับ" อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า "พระไม่สิทธิเลือกตั้ง" ซึ่งสอดคร้องกับกฎของมหาเถรสมาคมว่า "ห้ามพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง" แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม การห้ามพระไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็เหมือนกับเกลียดตัวกินไข่ กินปลาไหลกินน้ำแกง ทั้งๆ ที่ในโลกนี้แยกกันไม่ออก เพราะหลักการของศาสนาก็เป็นหลักการเดียวกับการเมือง ท่ามกลางบรรยากาศการเคลื่อนไหวทางการเมือง ของสมณะโพธิรักษ์ แห่งสันติอโศก ที่ออกมาเป็นแกนนำขับไล่นายกรัฐมนตรีให้พ้นจากตำแหน่ง ประเด่นข่าวหนึ่งที่น่าหยิบมาเป็นกรณีศึกษา คือ พระสงฆ์ในประเทศศรีลังกาตัดสินใจโดดลงเล่นการเมือง ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๗ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องฮือฮาในหมู่นักการศาสนาในบ้านเราที่ทราบข่าวคราว ด้วยเหตุที่ว่า "พระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพุทธศาสนาในบ้านเราอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการนับถือพุทธนิกายเดียวกัน" จึงกลายเป็นประเด็นข้อสงสัยที่ว่า "ทำไมพระสงฆ์ถึงลงเล่นการเมือง" น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ รองผู้อำนวยการสำนักการมีส่วนร่วม ในกระบวนการเลือกตั้ง กกต./นักวิชาการอิสระ ซึ่งได้อาสาไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่ประเทศศรีลังกาครั้งดังกล่าว บอกว่า ได้รับมอบหมายให้ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่เมือง Kampaha เดินทางโดยรถยนต์จากกรุงโคลัมโบ เมืองหลวง ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง เป็นเมืองที่พรรคการเมืองของพระสงฆ์ได้รับความนิยมไม่น้อย ผลการเลือกตั้งที่ออกมา พระสงฆ์ที่ได้รับเลือกให้ไปนั่งในสภามาจากเมืองนี้มากที่สุด พระสงฆ์ตั้งชื่อพรรคการเมืองของท่านว่า "Jathika Hela Urumaya" หรือเรียกย่อๆ ว่า "JHU" ซึ่งได้รับการเห็นพ้องจากมหาเถรสมาคมศรีลังกา มีพระ ๙ รูป เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของพรรค (Supreme Council of JHU) ในการกำหนดทิศทางและนโยบายต่างๆ ของพรรค การเดินทางครั้งนี้ได้ Ven.Omalpe Sobitha Tero และ Ven.Dhamar Lake ผู้นำ ๒ ใน ๙ ของสภาสูงของพรรค JHU "ทำไมท่านถึงมาเล่นการเมือง ด้วยกิจของสงฆ์ไม่น่าจะมาข้องแวะกับการเมืองซึ่งเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ ด้วยว่าพระนั้นพึงต้องอยู่อย่างสมถะ ไม่พึงแสวงหาอำนาจและประโยชน์ ต้องละเลิกซึ่งกิเลส ตัณหา ความอยากได้อยากมีทั้งปวง" ประเด็นคำถามนี้ พระ ๒ รูปของสภาสูงของพรรค JHU ได้ช่วยกันตอบคำถามตรงๆ พร้อมคำเทศนายาวเหยียด
อำนาจและผลประโยชน์ ที่เราเข้าใจกันนั้น เป็นเรื่องของนักการเมืองที่มีกิเลส ตัณหา ไปสร้างไว้ ทำให้การเมืองเต็มไปด้วยความโลภ การแก่งแย่งชิงดี การคอรัปชั่น ต้องการเอาชนะเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงสังคมโดยส่วนรวม นักการเมืองมักเห็นแก่ตัว เมื่อได้อำนาจมาจะทำการใดๆ ตามอำเภอใจ การข่มเหงรังแก การเข่นฆ่าจึงเกิดขึ้น มีความรุนแรงอยู่ทั่วไป ปัญหาทมิฬ-สิงหล ที่มีอยู่มานานหลายทศวรรษ ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เป็นปัญหาที่มาจากความขัดแย้งทางศาสนา แต่เป็นเพราะกลุ่มการเมือง นักการเมืองที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ ทำให้มีการฆ่าฟัน ประชาชนต้องล้มตายกันเป็นพันเป็นหมื่น ผู้คนต้องหลบหนีลี้ภัย ครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน สังคมอยู่อย่างไม่เป็นสุขเพราะความเห็นแก่ตัว ความลุแก่อำนาจของนักการเมืองไม่กี่คน ผู้นำสภาสูงของพรรค JHU บอกด้วยว่า สังคมศรีลังกาทุกวันนี้ เต็มไปด้วยการละเมิดศีลธรรม มีบ่อนการพนันอยู่ทั่วไปทุกหัวระแหง เพราะนักการเมืองออกกฎหมายให้มีการแข่งม้าโดยเสรี ในเมืองเล็กๆ ที่เดินทางผ่านไป จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่จะเห็นบ่อนการพนันให้ผู้คนไปแทงม้าอย่างเปิดเผย อีกทั้งเหล้า โสเภณี ที่มีอยู่เกลื่อนไปทั่วเมืองเพราะมีนักการเมืองผู้มีอิทธิพลหนุนหลังแล้ว ศรีลังกาเมืองพุทธจะอยู่ได้อย่างไร แล้วยังมีลัทธิบริโภคนิยมที่เข้ามาแพร่หลาย ทำให้ผู้คนนิยมบรรดาอาหารและสิ่งของฟุ่มเฟือยทั้งหลาย ทำให้ต้องไปพึ่งพาของนอก ทำลายวัฒนธรรมการอยู่กินกับธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์หลากหลาย หน้าที่ของสงฆ์คือรับใช้สังคม รับใช้ชุมชนที่อยู่อาศัย เพราะสงฆ์จะอยู่ได้ ต้องพึ่ง ชุมชน พระสงฆ์ต้องไปบิณฑบาต ให้ชาวบ้านตักบาตรให้อาหารทุกเช้า จีวรที่นุ่งห่ม วัดที่พักอาศัย ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านที่ช่วยกันหามาบริจาคเข้าวัด พระพึ่งคน เพื่อให้คนพึ่งพระ ให้ช่วยเทศนาสั่งสอนให้ลดกิเลสตัณหา ความโลภโมโทสัน เพื่อให้สังคมอยู่ได้ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข พระกับคน ไม่อาจแยกจากกัน ฉันใด สงฆ์กับชุมชน ไม่อาจแยกจากกันฉันนั้น ส่วนอีกคำถามหนึ่งที่ว่า "แล้วพระสงฆ์จะสามารถทนทานกับแรงยั่วยุของอำนาจกิเลส ตัณหานานาที่มีอยู่ล้อมรอบได้อย่างไร" ผู้นำสภาสูงของพรรค JHU ได้ให้คำตอบที่ฟันธงชัดเจนว่า เมื่อพรรค JHU ได้รับเลือกเข้าไปนั่งในสภา จะไม่เข้าร่วมในรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นมา แต่จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของพุทธศาสนา เตือนสติและคัดค้านความไม่ชอบธรรมต่างๆ โดยเฉพาะคัดค้านกฎหมายต่างๆ ที่จะเป็นการทำลายศีลธรรม ทำลายวัฒนธรรมที่ รุ่มรวยหลากหลาย ทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอันบริสุทธิ์งดงาม ทำลายวิถีชีวิตอันร่มเย็นเป็นสุขของชาวศรีลังกา นี่เป็นเจตนารมณ์ของพรรคการเมืองสงฆ์พรรคแรกในโลกของพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ผู้นำสภาสูงของพรรค JHU ได้พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "ในท่ามกลางความเดือดร้อนรุนแรง ที่สังคมลังกากำลังผจญอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ ที่ต้องออกมาทำหน้าที่ช่วยนำพาสังคมให้พ้นวิกฤติ เราไม่ต้องการอำนาจ ขอเป็นเพียงระฆังเตือนสติ เป็นก้างที่จะคอยขวางคอ มิให้อาหารแห่งกิเลส ตัณหา และความโลภ ได้ไหลผ่านสู่กระเพาะอาหารของสังคมได้โดยง่าย" กล่าวทิ้งท้าย เรื่อง ไตรเทพ สุทธิคุณ
|
![]() ![]() |
|||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||
![]() | ||||||||||||||||||||||