ตามกฎหมายเลือกตั้งในประเทศไทยกำหนดไว้ตอนหนึ่งว่า
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คนไทยทุกคนที่มีอายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมาแล้วมากกว่า ๙๐ วัน ยกเว้นพระภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช แม่ชี คนวิกลจริต จิตฟั่นเฟือน ผู้ที่อยู่ในระหว่างจำคุก และผู้ที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยเรามีกระแสความรู้สึกสืบต่อกันมาในทำนองเดียวกันว่า นักบวชทุกรูปแบบไม่ควรเกี่ยวข้องกับการเมือง กฎหมายจึงบัญญัติออกมาตามกระแสความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยกำหนดให้นักบวชทุกรูปแบบเป็นผู้ไร้สิทธิเลือกตั้งโดยสิ้นเชิง
ที่จริงแล้ว นักบวชทุกรูปแบบสมควรได้รับสิทธิในการเลือกตั้งเป็นอย่างยิ่ง เพราะการใช้ดุลพินิจในการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ ประกอบด้วยความสำนึกในทางธรรม ไม่เลือกตามกระแสอารมณ์ชอบหรือชัง นักบวชถูกฝึกมาให้อยู่กับธรรมะโดยส่วนมาก แตกต่างจากชาวบ้านที่มักจะอยู่กับกิเลสเป็นส่วนใหญ่ นักบวชทุกรูปแบบในเมืองไทยมีอยู่หลายแสนรูป หากได้ใช้สิทธิเลือกตั้งก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติไม่น้อย
การแยกศาสนาออกไปจากการเมือง ทำให้การเมืองห่างไกลกับเรื่องศาสนา จนกระทั่งบางทีเป็นเรื่องไม่มีศาสนาเอาเสียเลย การเมืองจึงทำให้บ้านเมืองยุ่งยากเดือดร้อน เพราะไม่มีศาสนายึดเหนี่ยวโน้มนำ ทั้งที่จริงแล้วการเมืองกับศาสนาน่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะมีจุดมุ่งหมายตรงกัน คือเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งมวล
นักการเมืองที่จะทำประโยชน์ให้สังคมได้มากนั้น จะต้องมีศาสนาคอยควบคุมอย่างเคร่งครัด ยิ่งถ้านักการเมืองผู้นั้นเป็นนักการศาสนาด้วยแล้วก็จะเป็นการดีมาก เพราะนักการศาสนาจะมีสำนึกในทางธรรมเป็นหลัก การทำงานด้านการเมืองจึงสะอาด โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่พวกพ้องของตน
รวมความว่านักการเมืองกับนักการศาสนาจะต้องเป็นทองแผ่นเดียวกัน นักบวชไม่จำเป็นต้องมีอำนาจในทางการเมือง แต่นักบวชจะต้องมีอำนาจในการตรวจสอบ แนะนำนักการเมือง การออกกฎหมายและข้อบังคับในสังคมทุกข้อ จะต้องมีนักบวชร่วมรับรู้และพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถ่องแท้ ได้ทราบว่าในประเทศแถบตะวันตก บาทหลวงชั้นผู้ใหญ่มีศักยภาพเพียงพอที่จะระงับการออกกฎหมายที่ขัดต่อหลักศีลธรรมได้
ท่านจันทร์
www.prajan.com