เมื่อมีความมืด ก็มีความสว่างแก้ เมื่อมีร้อน ก็ย่อมมีเย็นแก้...
นี่เป็นคำปรารภ ของพระบรมโพธิสัตว์ ก่อนที่เสด็จออกบวช เพื่อแสวงหา ยาแก้ทุกข์ ของมนุษย์
คำพูดสั้นๆ นี้ แม้ฟังดูจะไม่ลึกซึ้งอะไรมาก แต่แสดงให้เห็นว่าในโลกนี้มีสมดุลเป็นคู่ปรับกันอยู่เสมอ แม้แต่ในสังคมประชาธิปไตยนั้นก็มีกระบวนการปรับสมดุลย์อยู่เช่นกัน ตามหลักการแห่งอิทัปปัจจยตา คือ นักการเมืองทั้งหลายย่อมกลัวสื่อมวลชน ส่วนสื่อมวลชนกลัวนักเลง นักเลงย่อมกลัวตำรวจ ส่วนตำรวจย่อมกลัวนักการเมือง
สื่อมวลชนนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการตรวจสอบผู้มีอำนาจในสังคมว่า ได้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่ และสร้างแรงขับเคลื่อนสังคม และทำให้ประชาชนตาสว่างรู้ทันเหลี่ยมของนักการเมืองทั้งหลาย แต่เมื่อใดที่สื่อขาดจริยธรรม ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ดุลอำนาจการเมืองก็ผันแปรไปด้วย เพราะประชาชนที่เสพข้อมูลข่าวสารจากสื่อเหล่านั้นเกิดความลำเอียงเพราะความหลง สนับสนุนคนที่ไม่ควรสนับสนุน และติเตียนคนที่ตนควรสนับสนุน
เมื่อใดก็ตามที่สื่อมวลชนถูกคุกคาม นักการเมืองมีหลายวิธีที่จะใช้ในการควบคุมสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการทางกฎหมาย หรืออาจใช้วิธีที่สื่อกลัวนั้นคือวิธีนอกกฎหมาย เช่น วางระเบิดเพื่อข่มขวัญบ้าง จ้างวานนักเลงระดมคนมาปิดล้อมบ้าง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจมืด ผลที่เกิดขึ้นก็คือสื่อไม่อาจทำหน้าที่ของตนเองได้ในการตรวจสอบนักการเมืองและผู้มีอำนาจทั้งหลาย อำนาจการปกครองภายในสังคมจึงเสียดุลยภาพ และเป็นที่มาของคอรัปชั่น
อย่าเห็นว่าสื่อต่างๆ นั้นเป็นเพียงการประกอบอาชีพของคนกลุ่มหนึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับตัวท่าน อันที่จริงสื่อนั้นเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย และทำให้สังคมสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้
ประเทศชาติใดหรือสังคมใดที่สื่อไม่มีเสรีภาพในการทำหน้าที่ของตนได้แล้ว ประเทศชาติและสังคมนั้นไร้อนาคต เป็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตยก็เพียงแต่ชื่อเท่านั้น หากท่านต้องการให้ประเทศยังคงรักษาความเป็นธรรมและระบอบประชาธิปไตยไว้ได้
จงอย่าปล่อยให้สื่อในประเทศถูกอันธพาลโดยเฉพาะผู้มีอำนาจคุกคาม เพราะการปกป้องสื่อให้พ้นจากภัยดังกล่าวคือการปกป้องตัวท่านเอง ครอบครัว ความยุติธรรมและอนาคตของประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของท่านอีกด้วย
โดย เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ
www.mettanando.com